“กาแฟพันธุ์ไทย” วางเป้าใหญ่เกือบเท่าตัว! ชี้ ธุรกิจมีศักยภาพสูง ยอดขายสาขาใหม่ - สาขาเดิม โตติดต่อกันทุกเดือน ดึง “พี่จอง-คัลแลน” นั่งพรีเซนเตอร์ช่วยตกลูกค้า Gen Z ได้จริง สัดส่วนวัยรุ่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สิ้นปีได้เห็นสาขาทะลุ 2,000 แห่ง
แม้จะยังไม่ได้เป็นที่หนึ่งทั้งด้านยอดขาย และจำนวนสาขา แต่ในแง่การเติบโตพบว่า ปีที่ผ่านมา “กาแฟพันธุ์ไทย” ทำผลงานได้ท็อปฟอร์ม ปิดตัวเลขรายได้ที่ “3,049 ล้านบาท” เติบโตจากปีก่อนหน้า 115% ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดร้านกาแฟที่ดุเดือด รวมถึงต้นทุนราคาเมล็ดกาแฟที่สูงขึ้นแบบ New High ทว่า ด้วยจำนวนสาขาที่มีอยู่ 1,580 แห่ง ทำให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปีนี้ผู้บริหารบอกว่า อยากเติบโตขึ้นอีกเท่าตัว ถ้าเป็นไปได้ก็อยากดันรายได้ให้ถึง “6,000 ล้านบาท”
“สุขวสา ภูชัชวนิชกุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด สรุปภาพรวมธุรกิจให้ฟังว่า ช่วงเริ่มต้นกาแฟพันธุ์ไทยมี “Gen X” เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก แต่ปัจจุบันไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้ว มีกลุ่ม “Gen Y” เพิ่มขึ้นเยอะมาก รวมถึงคนรุ่นใหม่อย่าง “Gen Z” ก็มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตรงกับกลยุทธ์สร้างแบรนดิ้งในปีที่ผ่านมา ด้วยการดึง “พี่จอง-คัลแลน” ยูทูบเบอร์ชื่อดังนั่งพรีเซนเตอร์คนล่าสุด ยอมรับว่า กระแสของพี่จอง-คัลแลน ช่วยเพิ่มการรับรู้ในกลุ่มคน Gen Z ได้มากขึ้นจริง
ผู้บริหารบอกว่า ทุกวันนี้จำนวนลูกค้าเติบโตขึ้นทุกเดือน เฉลี่ยโตเดือนละ 30% ทั้งในแง่จำนวนแก้ว และจำนวนลูกค้า หากนับเป็นจำนวนแก้วจากสถิติล่าสุดในเดือนพฤษภาคม 2568 พบว่า
กาแฟพันธุ์ไทยมียอดขายราว 200 แก้ว/วัน/สาขา ปัจจุบันมีสาขาอยู่ 1,580 แห่ง เท่ากับว่า กาแฟพันธุ์ไทยมียอดขายเฉลี่ยวันละ 316,000 แก้ว หรือประมาณ 9.4 ล้านแก้วต่อเดือน
ปัจจัยการเติบโตแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักๆ อย่างแรกคือ เติบโตจากยอดขายสาขาเดิม หรือ Same-Store Sale Growth และส่วนที่สอง คือ เติบโตจากการเปิดสาขาใหม่เพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ปีที่แล้ว กาแฟพันธุ์ไทยเปิดสาขาใหม่ ไป 480 แห่ง ปีนี้ตั้งใจเปิดเพิ่มอีก 600 แห่งเป็นอย่างน้อย “สุขวสา” บอกว่า ที่น่าสนใจคือ ยอดขายสาขาเดิมของกาแฟพันธุ์ไทยโตขึ้น 30-35% ต่อเดือน หากเปรียบเทียบยอดขายระหว่างเดือนที่ผ่านมา (MoM - Month on Month) พบว่า โตเฉลี่ยเดือนละ 6% ไม่มีหยุด
ทั้งนี้ ผู้บริหารบอกกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า กาแฟพันธุ์ไทยยังมีการเติบโตแบบออร์แกนิกในกลุ่ม Gen Y และ Gen Z จากกระแสครีเอท เมนู D.I.Y. ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายการตลาดไม่ได้คาดคิด ไม่ได้ปูทาง แต่มาจากความคิดสร้างสรรค์ของลูกค้า 100% ภายหลังเมื่อเริ่มเห็นกระแสดังกล่าวจึงเริ่มให้พนักงานที่ร้านเตรียมท็อปปิงสนุกๆ พร้อมเสิร์ฟ ไม่ว่าจะเป็นซอสช็อกโกแลต บราวนี่หั่นเต๋า หรือ น้ำตาลโตนด ที่ได้รับความนิยมสุดๆ ทุกวันนี้มีลูกค้าสั่งเมนู D.I.Y. ราว 2 แสนแก้วต่อเดือน
“เด็ก Gen Z ชอบถ่ายรูป เมนูต้องสวย ต้องมีการเล่นราดซอสท็อปปิงซึ่งเขาเป็นคนคิดเอง เป็นกระแสจากลูกค้าจริงๆ กลุ่มปิดในเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า “กาแฟพันธุ์ไทยแฟนคลับ” กลุ่มนี้เราไม่ได้เป็นคนก่อตั้ง มาจากลูกค้า ตอนนี้มีสมาชิก 5 แสนกว่าคนแล้ว มองว่า เราเริ่มเป็นที่ยอมรับของลูกค้า เวลาเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาก็จะมีลูกค้าเข้ามาช่วยตอบช่วยแก้ให้ด้วย”
ปัจจุบันลูกค้ากลุ่ม Gen X และ Gen Y มีสัดส่วนราว 50-60% ส่วน Gen Z ขยับขึ้นเรื่อยๆ เดือนละ 1-2% ตอนนี้มีตัวเลขอยู่ที่ 10-15% ส่วนเป้าหมายของกาแฟพันธุ์ไทยปีนี้ “สุขวสา” บอกว่า ตั้งเป้า รายได้กาแฟพันธุ์ไทย ไว้ที่ 5,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมาเกือบเท่าตัวจากปีก่อนหน้า แต่ในทีมเองมีการคุยกันหลังบ้านว่า อยากไปให้ถึง 6,000 ล้านบาท ผ่านกลยุทธ์สองส่วน คือ การขยายให้ครอบคลุมพื้นที่ โดยเฉพาะ “Stratagic Location” ได้แก่ สถานที่ราชการ และมหาวิทยาลัย ส่วนที่สอง คือพัฒนาเมนูเครื่องดื่มให้เป็นไปตามความต้องการ
ส่วนเรื่องปัญหา ราคาเมล็ดกาแฟ ผู้บริหารบอกว่า ยังเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ เนื่องจากมียอดขายมากขึ้น สเกลสาขามากขึ้น บวกกับการทำสัญญาซื้อขายวัตถุดิบไว้ล่วงหน้าทำให้วางแผนบริหารจัดการต้นทุนได้มีประสิทธิภาพ ยังสามารถทำกำไรในสัดส่วนเท่าเดิมได้
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





