สำหรับการสร้างแบรนด์นั้น สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้บ่อยครั้ง หรือถ้าหากต้องเปลี่ยนนั้นก็ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือ Brand Logo
ซึ่งคือส่วนหนึ่งของการสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ Brand identity ในตลาด และต้องนำไปสู่การจดความคุ้มครองในรูปแบบเครื่องหมายการค้า ( Trademark ) เราจึงควรใส่ใจและมีความพิถีพิถันต่อเรื่องนี้อย่างมากตั้งแต่แบรนด์เราเริ่มกำเนิดขึ้น
การสร้างแบรนด์ให้ไปสู่ Global Brand นั้นการตั้งชื่อแบรนด์และการออกแบบโลโก้ที่พิถีพิถัน มีความเข้าใจในวิธีคิด วิธีการที่ถูกต้องตั้งแต่กระดุมเม็ดแรกถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากในการเริ่มต้นก้าวสู่การเป็น Global Brand
ในตอนนี้เราจะมาคุยกันว่าหลักการออกแบบโลโก้แบรนด์ที่จะสามารถพัฒนากลายไปเป็น Global Brand ได้นั้นมีอะไรบ้าง ลองไปดูกันเลยครับ
5 คุณสมบัติในการออกแบบโลโก้สำหรับ Global brand
1.ความเรียบง่าย (Simplicity) โลโก้ที่ดีต้องเข้าใจง่ายและจดจำได้ในทันทีเมื่อแรกเห็น และเป็นความเรียบง่ายที่มนุษย์ทั่วไปบนโลกสามารถเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ง่ายยิ่งดีครับ ในทางตรงกันข้ามโลโก้ที่ซับซ้อนเกินไปอาจทำให้ผู้บริโภคจำยากในความเรียบง่ายนั้นโดยมากมี
เทคนิคคือ A : การใช้การออกแบบที่มาจากรูปทรงหรือสัญลักษณ์ไม่ซับซ้อน เช่น สัญลักษณ์ลูกแอปเปิ้ลของแบรนด์ Apple, สัญลักษณ์เครื่องหมายถูกที่มาจากปีกของเทพแห่งชัยชนะของแบรนด์ Nike, สัญลักษณ์ตัวเอ็มของแบรนด์ McDonald’s
B : การใช้เส้นหรือรูปทรงพื้นฐาน (วงกลม, สี่เหลี่ยม, เส้นตรง) มีจุดเด่นคือ เข้าใจง่าย, เข้าถึงได้ทุกวัฒนธรรม, และมีแนวโน้มจะเป็น โลโก้ที่ทรงพลังระดับสากล เพราะรูปทรงเหล่านี้เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนรู้จักและมีความหมายในตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งภาษา มีความเข้าใจง่ายในทุกวัฒนธรรม เช่น
รูปทรงของแบรนด์โลโก้ที่ใช้ - รูปทรงเป็นวงกลม ได้แก่ แบรนด์ Pepsi, Toyota, Mastercardมีความหมาย คือ ความกลมกลืน ความครบถ้วน ความเป็นโลกหรือสากล- รูปทรงสี่เหลี่ยม ได้แก่ แบรนด์ Microsoft, BBC, Lego มีความหมายความมั่นคง ความชัดเจน ความเป็นระบบ
2.ความเป็นสากล (Universality) คือ โลโก้ที่สามารถ เข้าใจ, เชื่อมโยง, และ จดจำได้ โดยผู้คนจาก ทุกวัฒนธรรม ทุกภาษา และทุกภูมิภาคทั่วโลก โดยไม่จำเป็นต้องแปลหรืออธิบายเพิ่มเติมไม่มีความหมายด้านลบในวัฒนธรรมใดหลีกเลี่ยงรูปหรือสีที่อาจมีความหมายไม่ดีในบางประเทศ เช่น สีขาวในบางประเทศ = ความบริสุทธิ์, แต่ในบางที่ = ความตาย เป็นต้น
อีกทั้งต้องมีการออกแบบที่เปิดให้คนตีความได้กว้าง (Open-ended Interpretation) ไม่สื่อความหมายเฉพาะเจาะจงเกินไป เช่น ไม่เป็นภาพเฉพาะศาสนา หรือประเพณีหนึ่งๆ ตัวอย่างเช่น โลโก้ของ Olympics (ห่วง 5 สี) ความสามัคคีของทวีปต่างๆ
3.ความโดดเด่นและเอกลักษณ์ (Distinctiveness & Uniqueness) คือ การออกแบบโลโก้ที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์และไม่เหมือนกับแบรนด์อื่น สามารถแยกตัวเองออกจากคู่แข่งได้อย่างชัดเจน, ไม่มีใครเหมือน, และ จดจำได้ทันที เมื่อเห็นเพียงแวบเดียว
เทคนิคที่มักใช้กันคือ A : มีเรื่องราวหรือแนวคิดเฉพาะตัว (Brand Story) อาทิ โลโก้ของสตาร์บัคส์มาจากภาพนางเงือกไซเรนที่มาจากตำนานรูปสัตว์นำโชคของเรือที่ออกทะเลในประเทศอิตาลี
B : มีสีที่เป็นเอกลักษณ์ อาทิ แบรนด์ Tiffany & Co. ใช้สีฟ้าเฉพาะ (Tiffany Blue) โดยสามารถสร้างพลังของสีที่มีอัตลักษณ์ได้อย่างโดดเด่น ไปจนถึงวิถีชีวิตของคนว่าเมื่อคุณสุภาพสตรีแค่เห็นกล่องสีฟ้าวางบนหัวเตียง นั่นหมายถึงเรื่องตื่นเต้นและความทรงจำอันน่าประทับใจ
C : มีตัวอักษรที่เป็นเอกลักษณ์ทันสมัย อาทิ แบรนด์ Coca - Cola, Disney Google เป็น Global brand ที่มีการใช้ตัวอักษรที่สร้างความพิเศษสำหรับแบรนด์ตนเองโดยเฉพาะ ทำให้ง่ายต่อการจดจำและสอดคล้องกับคุณค่าของแบรนด์ได้เป็นอย่างดี
4.ความสามารถในการปรับใช้ (Adaptability) คือโลโก้ที่สามารถใช้งานคือโลโก้ที่สามารถใช้งานได้อย่าง ยืดหยุ่นในทุกบริบท, ทั้งในแง่ของ ขนาด, สี, สื่อ และ สถานการณ์ โดยไม่สูญเสียอัตลักษณ์ของแบรนด์
A : ใช้งานได้ทุกขนาด (Scalable) ดูดีและชัดเจนทั้งขนาดเล็ก (เช่น Desktop, แอปมือถือ) และขนาดใหญ่ (เช่น ป้ายโฆษณา, บิลบอร์ด)
B : รองรับหลายรูปแบบ (Responsive Design) มีเวอร์ชันหลายรูปแบบ:แบบเต็ม (full logo: สัญลักษณ์ + ตัวอักษร) แบบย่อ (symbol-only) แบบแนวนอนและแนวตั้ง
C : รองรับสื่อทุกประเภท (Cross-platform Use) ใช้ได้ทั้งใน: สิ่งพิมพ์ (โปสเตอร์, นามบัตร) ดิจิทัล (เว็บไซต์, โซเชียลมีเดีย, แอป) ผลิตภัณฑ์จริง (บรรจุภัณฑ์, เสื้อผ้า, สินค้า) เป็นต้น
D : ง่ายต่อการผลิตและนำไปใช้ไม่นำเสนอรายละเอียดเล็กจนนำไปใช้จริงได้ยาก (เช่น เส้นบางเกินไป หรือซับซ้อนเกินไป) เหมาะกับการสกรีน, เย็บปัก, ปั๊มโลหะ ฯลฯ
5. ความเหนือกาลเวลา (Timelessness) คือโลโก้ที่สามารถคงอยู่ได้ ยาวนานโดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนบ่อย และยังคง ดูดี มีพลัง และสื่อสารตัวตนของแบรนด์ ได้อย่างชัดเจน แม้เวลาผ่านไปหลายสิบปี ทำให้ไม่ต้อง “รีแบรนด์” บ่อย ๆ เพราะโครงสร้างหลักยังทรงพลัง เทคนิคที่มักใช้กัน เช่น
A : มีแนวคิดที่มั่นคงจากคุณค่าแบรนด์มากกว่าความหวือหวาของดีไซน์ ไม่เปลี่ยนตามกระแสโลโก้ที่ดีควรสะท้อน “แก่น” ของแบรนด์ มากกว่าแค่ความทันสมัย ไม่ตามแฟชั่น เช่นการใช้กราฟิก 3D หรือ gradients ที่อาจตกยุคเร็ว เช่น Coca-Cola ใช้ฟอนต์ลายมือแบบเดียวกันมาตั้งแต่ปี 1887
B : มีรูปแบบไอคอนที่เรียบง่าย (Simplicity Icon) ความเรียบง่ายช่วยให้โลโก้ไม่ล้าสมัยไม่มีดีไซน์ที่อิงกับ “เทรนด์แฟชั่น” ในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งเกินไป เช่น โลโก้ Apple ใช้มานานกว่า 20 ปี โดยเปลี่ยนเพียงแค่ “สไตล์ของพื้นผิว หรือ สี" แต่ยังคงรูปแอปเปิ้ลถูกกัดเหมือนเดิม
การออกแบบโลโก้ที่จะกลายเป็น Global brand นั้นจะเอาแค่ตามใจชอบของเรา หรือ มองแค่สวย ไม่สวย หรือ โดนหรือไม่โดนไม่ได้อีกต่อไปครับ อย่างน้อยเอาทั้งห้าข้อนี้ไปเป็นเช็กลิสต์กันดูนะครับ





