"บีเจซี" ยังเดินหน้าลงทุน 1-1.2 หมื่นล้านบาท ในทุกธุรกิจ "ค้าปลีก" หัวหอกใช้งบมากสุด เปิดสาขาทั้งใน-ต่างประเทศ เร่งปั๊มยอดขาย "อาหารสด" ทำกำไร ของกินใช้มุ่งเสริมพอร์ต
อัญชลี ริมวิริยะทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน จินดาธิป ศิริคุณากร ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ และ วิชุดา ศิริพลอยประกาย Head of Investor Relations บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด(มหาชน) ร่วมเปิดเผยว่า แนวทางการเคลื่อนธุรกิจช่วงครึ่งปีหลังบริษัทยังให้ความสำคัญกับการทำกำไร โฟกัสสินค้าที่มาร์จิ้นดี มุ่งบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงการลดต้นทุน ซึ่งเป้าหมายปี 2568 อยู่ที่ 765 ล้านบาท ไตรมาสแรรก ทำได้ 238 ล้านบาท หรือคิดเป็น 33% ของเป้าหมาย และถือว่าเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 25%
ขณะที่เป้าหมายรายได้ทั้งปีตั้งเป้าเติบโตในอัตรา 1 หลัก ระดับต่ำถึงกลางที่ 4-6% จากปี 2567 มีรายได้รวมกว่า 1.7 แสนล้านบาท และกำไรสุทธิกว่า 4,000 ล้านบาท
กลยุทธ์เพื่อผลักดันยอดขายและกำไรให้เติบโต ประกอบด้วย 1.เดินหน้าใช้งบลงทุน 1-1.2 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจต่างๆ เช่น ค้าปลีก 39% บรรจุภัณฑ์ 37% การผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค 17% เป็นต้น
ในส่วนของการเปิดห้างค้าปลีก “บิ๊กซี” แบ่งเป็นเปิดสาขาใหม่ และปรับปรุงสาขาเดิม โดยสาขาใหม่จะเปิดรูปแบบหรือฟอร์แมทใหญ่ 7 สาขา คือไฮเปอร์มาร์เก็ต 5 สาขา และซูเปอร์มาร์เก็ต 2 สาขา มินิบิ๊กซี 200 สาขา ร้านยาเพียว 9 สาขา ร้านหนังสือเอเซียบุ๊คส์ 15 สาขา และร้านกาแฟวาวี 5 สาขา ส่วนการปรับปรุงบิ๊กซีมีทั้งหมด 17 สาขา ยังมีปิดสาขาที่ “หมดสัญญา” และ “ไม่ทำกำไร” 3 รวมทั้งสิ้น 3 สาขา ส่วน “ต่างประเทศ” จะเปิดมินิบิ๊กซีที่ฮ่องกง 24 สาขา ที่กัมพูชา 23 สาขา
ด้านสินค้าจะโฟกัส “กลุ่มอาหารสด” มากขึ้น เนื่องจาก “ทำกำไรสูง” และยังเป็นการทดแทนกลุ่มที่ไม่ใช่อาหารหรือนอนฟู้ด แม้กำไรสูง แต่ยอดขายลดลงจึงฉุดความสามารถในการทำกำไรด้วย
ด้านธุรกิจบรรจุภัณฑ์แนวโน้มที่เหลือคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะวัตถุดิบเศษแก้ว โซดาแอสราคาอ่อนตัวลง และบริษัทยังมีแผนปรับปรุงการใช้พลังงานของเตาหลอม 8 เตาให้มีประสิทธิภาพ จากไตรมาส 1 ปรับแล้ว 1 เตา เพื่อช่วยลดต้นทุน ส่วนบรรจุภัณฑ์กระป๋องไตรมาส 1 ยอดขายอ่อนตัวลง เพราะได้รับผลกระทบจากกลุ่มเครื่องดื่มน้ำอัดลมและกาแฟ แต่จากนี้ไปจะไมเกรทกระป๋อง หาลูกค้าใหม่ๆ เช่น ผลิตภภัณฑ์ซอส เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และกาแฟ รวมถึงมองการฟื้นตัวของตลาดกาแฟกระป๋อง
ส่วนธุรกิจกระป๋องในเวียดนาม เมื่อตลาดหลักซบเซาจากภาวะเศรษฐกิจ ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าราคาประหยัดหรือเซ็กเมนต์อีโคโนมีมากขึ้น ทำให้บริษัทจะขยายฐานลูกค้าสู่เครื่องดื่มท้องถิ่นเพิ่ม โดยรวมต้องการสร้างยอดขายเพิ่มขึ้น 120 ล้านบาทต่อปี
สินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มนอนฟู้ด เช่น ทิชชู่ สบู่ ข้าวของเครื่องใช้ส่วนบุคคล ฯ มีสัดส่วนมากถึง 45% อาหาร ขนมขบเคี้ยว(สแน็ก) เครื่องดื่ม 25% ตลาดต่างประเทศ การค้าขายหรือเทรดดิงในเวียดนาม 25% และโลจิสติกส์ 5% ภาพรวมไตรมาส 1 ถือว่าทำผลงานได้ดี เพราะมีการออกสินค้าใหม่ เจาะตลาดใหม่ๆ ครึ่งปีหลังจะมุ่งสินค้าใหม่ต่อเนื่อง เช่น ครีมอาบน้ำแพรอท แชมพู ขนมมีปาร์ตี้เจลลี่ รวมถึงการรับเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าให้กับบริษัท ดีเอสจี จำกัด ที่มีสินค้าผ้าอ้อมเด็กแบรนด์เบบี้ เลิฟ ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ และสินค้าอื่นๆ ซึ่งบริษัทจะป้อนตลาดทุกช่องทาง เหล่านี้คาดว่าจะผลักดันยอดขายเพิ่มขึ้น 350 ล้านบาทต่อปี
กลุ่มสินค้าและบริการทางเวชภัณฑ์และเทคนิคหรือเฮลธ์แคร์ โดยกลุ่มเฮลธ์แคร์ทำรายได้สัดส่วน 60% และเทคนิค 40% ปีนี้ยังคงเน้น “ทำกำไร” ด้วยการออกสินค้าใหม่ ซึ่งปีก่อนมีการ “เร่งออกสินค้า” ไปพอสมควรเพราะเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการสร้างยอดขายและกำไร เช่น มีเอไอช่วยคัดกรองสุขภาพ เครื่องตรวจจอประสาทตา หุ่นยนต์เก็บชิ้นเนื้อ เป็นต้น
นอจกากนี้ บริษัทมีการยุติกิจการ “ไทย-สแกนดิค สตีล” และทำการขายสินทรัพย์ที่มี เนื่องจากบริษัทดังกล่าวยังไม่ทำกำไร และเผชิญความต้องการ การใช้เหล็กที่ลดลง รวมถึงได้รับผลกระทบจากสินค้าจีนด้วย เมื่อดำเนินการส่วนนี้ทำให้กำไรเพิ่ม 134 ล้านบาทต่อปี แต่ก็มีค่าใช้จ่ายครั้งเดียว 176 ล้านบาท
“ค้าปลีก” อีกขุมทรัพย์ใหญ่ทำเงิน ภาพรวมไตรมาส 1 สาขาเดิมโตต่ำ 2.1% แต่โตกว่าปีก่อน เหตุผลเพราะปีก่อนมีการปิดสาขาใหญ่ แต่การเปิดสาขาใหม่ในปี 2568 จะเป็นกุญแจสำคัญผลักดันการเติบโต รวมถึงการ “ปรับปรุงสาขาเดิม” เมื่อเปิดให้บริการ 1 ปี จะเป็นอีกแรงส่งทำให้ยอดขายเพิ่ม 15-20%
นอกจากนี้ กลยุทธ์รักษากำไร คือการมุ่งปั้นสินค้าไพรเวทแบรนด์หรือแบรนด์ของตนเอง เพราะภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โตช้าลง อาจเป็นข้อดี เพราะผู้บริโภคที่ช้อปสินค้าในห้างค้าปลีกมองความคุ้มค่าเงินหรือแวลู ฟอร์ มันนีมากขึ้น มาซื้อที่บิ๊กซีในฐานะเป็นแวลูรีเทลเลอร์
“same store โตจากกลุ่มอาหารสด ซึ่งสัญญาณเติบโตต่อเนื่องจากครึ่งปีหลัง 2567 จนถึงตอนนี้ สัดส่วนการซื้อต่อครั้งอยู่ที่ 42% จึงโฟกัสอาหารสดมากขึ้น ส่วนนอนฟู้ดยอดขายลดลง เมษายนยอดก็ยังลด เพราะสภาพอากาศเดือนเมษายนมีการเปลี่ยนแปลงจากหน้าร้อนค่อนข้างมีฝนและเย็น ทำให้สินค้านอนฟู้ด เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือแม้แต่เครื่องดื่มลดลง ทั้งปีจึงมองค้าปลีกเติบโตอัตรา 1 หลักระดับโลว์ซิงเกิลดิจิททูมิดเดิล”
สำหรับภาพรวมรายได้ไตรมาส 1 อยู่ที่ 41,616 ล้านบาท ลดลง 0.8% หรือ 345 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,091 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 155.1% หรือ 663 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเพราะมีการหยุดดำเนินกิจการ ไทย-สแกนดิค สตีล ธุรกิจสายส่งไฟฟ้า
"ปีนี้เราโฟกัสการทำกำไรให้บริษัทและผู้ถือหุ้น"





