วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

เทียบฟอร์ม ‘3 ยักษ์สเต๊ก’ ในไทย ปี 2567 กำไรโตพุ่งพันเปอร์เซ็นต์!

เทียบฟอร์ม ‘3 ยักษ์สเต๊ก’ ในไทย ปี 2567 กำไรโตพุ่งพันเปอร์เซ็นต์!

ธุรกิจร้านอาหารหลายแห่งผ่านความโหดหินของห้วงเวลาปราบเซียนปีที่แล้วมาได้อย่างสวยงาม แม้ตัวเลขเศรษฐกิจจะโตต่ำ การแข่งขันจะสูงขึ้น คู่แข่งไล่บี้กันแบบหายใจรดต้นคอ ทว่า การเพิ่มขึ้นของจำนวนคู่แข่งในตลาดก็สะท้อนว่า ก้อนเค้กมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่ตลาดสุกี้ชาบูเท่านั้นที่หอมหวานจนดึงดูดผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาท้าชิง แต่ตอนนี้ตลาดสเต๊กก็ตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กัน

ปัจจุบันตลาดสเต๊กในไทยมีมูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท ในอดีตเคยเป็นสมรภูมิของ “บิ๊กเพลย์เยอร์” มีเชนใหญ่ผัดกันรุกรับไม่กี่เจ้า มาวันนี้ตลาดสเต๊กถูกแบ่งแชร์จาก SMEs ที่กำลังก้าวขึ้นสู่ “บิ๊กเนม” แห่งวงการสเต๊ก จนทำให้เจ้าตลาดต้องเร่งปรับตัวกันยกใหญ่ ทำโปรโมชันด้วยความถี่ที่เพิ่มขึ้น งัดกระบวนท่าออกมาสารพัดสิ่ง เพื่อรักษาสถานะ “Top of mind” ในใจผู้บริโภค

ความพยายามของ “บิ๊กเนม” ไม่สูญเปล่า เพราะเมื่อฤดูกาลส่งงบประจำปีมาถึง ปรากฏว่า ปีนี้ “ซิซซ์เล่อร์” (Sizzler) ภายใต้การบริหารของ “บริษัท เอ็มเอฟ คาเฟ่ แอนด์ เรสเตอรองต์ จำกัด” ในเครือไมเนอร์ ฟู้ด มีการเติบโตทั้งรายได้และกำไรสุทธิเป็นประวัติการณ์ เฉพาะรายได้โตขึ้น 375% ส่วนกำไรพบว่า ทะยานสู่หลักร้อยล้านบาท โตขึ้นจากปีก่อนหน้ามากถึง 1,862% สอดคล้องกับข้อมูลก่อนหน้านี้ที่ผู้บริหารซิซซ์เล่อร์เคยระบุไว้ว่า ปี 2567 คือปีที่ “ซิซซ์เล่อร์” โตสูงสุดเป็นประวัติการณ์

เทียบฟอร์ม ‘3 ยักษ์สเต๊ก’ ในไทย ปี 2567 กำไรโตพุ่งพันเปอร์เซ็นต์!

“Sizzler” โตแบบ Double-digits ลูกค้าเยอะขึ้น จุดแข็ง “สลัดบาร์” ยังไม่มีใครแทนได้

ปักหมุดที่ไทยมานาน 33 ปีเต็ม เจอความท้าทายมาทุกรูปแบบ โดยเฉพาะระยะหลังที่ “ซิซซ์เล่อร์” ต้องตั้งรับกับคู่แข่งหน้าใหม่ที่แข็งแรงขึ้นทุกวัน ทำให้ตลอดปี 2567 ที่ผ่านมา “ซิซซ์เล่อร์” เริ่มปรับกลยุทธ์ใหม่ เน้นสร้างยอดขายผ่านเมนูหลักมากขึ้น จากที่เคยมีเมนูยืนพื้น 80% ก็เพิ่มเป็น 90% ที่เหลือเว้นไว้ให้เมนูสีสันตามฤดูกาล หรือ “Seasonal Menu” 

นอกจากนี้ ปีที่ผ่านมา “ซิซซ์เล่อร์” ยังสร้างการรับรู้ผ่านการทำแบรนดิ้งให้กับ “ชีสโทสต์” เครื่องเคียงในจานสเต๊กที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ด้วยแคมเปญ “ชีสโทสต์เดย์” ทั้งยังพัฒนาออกมาเป็นคาแรกเตอร์ “น้องชีสโทสต์” แตกไลน์ทั้งรูปแบบ Mascot Marketing ทำกล่องสุ่มน้องชีสโทสต์ มีเดือนเกิดของชีสโทสต์โดยเฉพาะ

โดย “อนิรุทร์ เดวิด คอลลินส์” ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอ็มเอฟ คาเฟ่ แอนด์ เรสเตอรองต์ จำกัด บอกว่า กล่องสุ่มชีสโทสต์ได้รับความนิยมมาก ล็อตแรกผลิตออกมา 3,000 ชุด ขายหมดเกลี้ยงภายในหนึ่งสัปดาห์ จนมีการออกสินค้าล็อตที่สองเพิ่มอีก 30,000 ชุด

หากนำรายได้และกำไรสุทธิของ “ซิซซ์เล่อร์” ในปี 2567 เปรียบเทียบกับปีก่อนหน้าจะเห็นการเติบโตได้ชัดเจนมากขึ้น ข้อมูลจากเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ปีที่แล้วซิซซ์เล่อร์ทำเงินไป “3,617 ล้านบาท” ส่วนปีก่อนหน้ามีรายได้ 760 ล้านบาท ด้านกำไรสุทธิปีที่แล้วทำไปได้ “198 ล้านบาท” ปีก่อนหน้ามีกำไรสุทธิอยู่ที่ 10 ล้านบาท

เทียบฟอร์ม ‘3 ยักษ์สเต๊ก’ ในไทย ปี 2567 กำไรโตพุ่งพันเปอร์เซ็นต์! -การปรับตัวของซิซซ์เล่อร์ ทำแพ็กเกจจิ้งขายชีสโทสต์กลับบ้านไปทำเองได้-

เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้ “ซิซซ์เล่อร์” เอาชนะท่ามกลางเกมเดือดครั้งนี้ได้ คือการกลับมาตีโจทย์ใหม่ให้แตก ที่ผ่านมาผู้บริโภคอาจจะมองว่า การเข้าร้านซิซซ์เล่อร์ต้องมาเฉพาะโอกาสพิเศษ วันหยุดเสาร์อาทิตย์ หรือวันเกิดเท่านั้น แบรนด์จึงเริ่มสร้างตลาดด้วยราคาที่เข้าถึงได้ หรือ “Affordable Price” ให้คนทำงานมองเป็นมื้อกลางวันแต่ก็ยังไม่ทิ้งภาพจำเดิมเรื่องโอกาสพิเศษ คู่ขนานไปกับการทำโปรโมชันทุกวันเทศกาล ตั้งแต่วันเด็ก วันพ่อ วันแม่ ไปจนถึงวันสงกรานต์

สิ่งที่เป็นจุดยึดโยงของการตลาดแบบไมเนอร์ ฟู้ด ในปีที่ผ่านมา คือโจทย์เรื่องเพิ่มรายได้จากจำนวนลูกค้า ไม่ใช่การเพิ่มจากยอดการใช้จ่าย หรือ “Spending Per Head” เพราะเชื่อว่า การเพิ่มสัดส่วนจำนวนลูกค้ายั่งยืนกับแบรนด์มากกว่า ซึ่งในปีที่ผ่านจำนวนลูกค้าของซิซซ์เล่อร์เพิ่มขึ้นราว 25% เมมเบอร์ชิปเองก็โตขึ้นจากปีก่อนหน้า 70%

เทียบฟอร์ม ‘3 ยักษ์สเต๊ก’ ในไทย ปี 2567 กำไรโตพุ่งพันเปอร์เซ็นต์! -อนิรุทร์ เดวิด คอลลินส์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอ็มเอฟ คาเฟ่ แอนด์ เรสเตอรองต์ จำกัด ในเครือไมเนอร์ ฟู้ด-

ส่วนในปีนี้ “อนิรุทร์” เคยปักธงไว้ว่า จะเป็นปีที่ซิซซ์เล่อร์กลับมาให้ความสำคัญกับ “สลัดบาร์” มากขึ้น ปัจจุบันตัวเลขคนที่เข้ามากินสลัดบาร์เพียงอย่างเดียวอยู่ที่ 30% ซึ่งเป็นตัวเลขที่คงเส้นคงวาในจำนวนเท่านี้มาหลายปี เชื่อว่า “สลัดบาร์” ยังเป็นสิ่งที่คู่แข่งในตลาดสู้กับซิซซ์เล่อร์ไม่ได้ ปีนี้จะเริ่มนำวัตถุดิบ “Superfood” เข้ามาเสริมทัพตามเทรนด์การบริโภคด้วย 

“Eat Am Are” ร้านแม่เหล็กที่ใครๆ ก็อยากได้ ขายดีจนเจอรายใหญ่ท้าชน

ร้านสเต๊กที่เกิดและเติบโตนอกห้าง แต่ปัจจุบันกลายเป็นแม่เหล็กที่แลนด์ลอร์ดต่างหมายปอง เพราะไม่ว่าจะไปอยู่ตรงไหน ได้ทำเลที่ขึ้นชื่อว่า ปราบเซียนเพียงใด “Eat Am Are” (อ่านว่า อีท แอม อา) ก็เอาอยู่จนมีคิวรอยาวเหยียดให้เห็นแทบทุกสาขา

“Eat Am Are” ประเดิมเปิดสาขาแรกเมื่อปี 2557 ก่อตั้งโดย “ธัช เกษมสิทธิโชค” จากสาขาแรกที่ซอยรางน้ำ ขยับขึ้นมาอยู่บนห้างเซ็นเตอร์วันใจกลางอนุสาวรีย์ชัยฯ ทำเลตรงนี้เองที่ทำให้ร้านถูกพูดถึงเป็นวงกว้างมากขึ้น บอกต่อกันปากต่อปากว่า ย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ มีร้านสเต๊กอร่อยถูกปากคนไทย แถมยังมาพร้อมราคายังย่อมเยาเมื่อเทียบกับปริมาณต่อจาน

จุดเด่นของ “Eat Am Are” คือปริมาณต่อจานที่มาพร้อมเนื้อชิ้นโต มากไปกว่านั้นยังปฏิวัติวงการสเต๊กด้วยเครื่องเคียงแบบไทยๆ อย่าง “ส้มตำ” และ “ข้าวผัด” ที่หลังจากนั้นก็กลายเป็นแรงบันดาลใจให้สเต๊กรายเล็กเจ้าอื่นๆ หันมาทำเครื่องเคียงแบบไทยๆ ดูบ้าง

เทียบฟอร์ม ‘3 ยักษ์สเต๊ก’ ในไทย ปี 2567 กำไรโตพุ่งพันเปอร์เซ็นต์!

“Eat Am Are” กำลังเดินทางเข้าสู่ปีที่ 11 พร้อมจำนวนสาขาอีก 18 แห่ง โดยสาขาล่าสุดที่เซ็นทรัลเวิลด์กับเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนดิ้งมากขึ้นไปอีก สำหรับเซ็นทรัลเวิลด์ “Eat Am Are” ปักหมุดทำเลโซน Living House ชั้น 7 ด้านในสุด และล่าสุดกับสาขาเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะที่มาพร้อมโปรเจกต์รีโนเวทห้างโฉมใหม่ที่ขนร้านอาหารดังๆ มาเพียบ ซึ่งมี “Eat Am Are” เป็นหนึ่งในร้านเรือธงที่คาดว่า จะช่วยเพิ่มทราฟิกให้ห้างมากขึ้น

สำหรับผลประกอบการ บริษัท อีทแอมอา จำกัด ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา มีรายละเอียดดังนี้

ปี 2567: รายได้ 1,269 ล้านบาท กำไรสุทธิ 15 ล้านบาท
ปี 2566: รายได้ 772 ล้านบาท กำไรสุทธิ 4.1 ล้านบาท
ปี 2565: รายได้ 494 ล้านบาท กำไรสุทธิ 4.2 ล้านบาท
ปี 2564: รายได้ 270 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2.2 ล้านบาท
ปี 2563: รายได้ 226 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1.9 ล้านบาท

เทียบฟอร์ม ‘3 ยักษ์สเต๊ก’ ในไทย ปี 2567 กำไรโตพุ่งพันเปอร์เซ็นต์! -หน้าร้าน The Steak & More สาขาเซ็นทรัลเวสต์เกต-

การมาถึงของ “Eat Am Are” ยังส่งแรงกระเพื่อมไปถึงคู่แข่งตัวใหญ่ในตลาด โดยเมื่อช่วงต้นปี 2568 เครือไมเนอร์ ฟู้ด คลอดแบรนด์สเต๊กแห่งใหม่ “The Steak & More” สเต๊กราคาย่อมเยาราคาเริ่มต้น 129 บาท ผู้บริหารไมเนอร์ ฟู้ด เคยให้ข้อมูลไว้ว่า แม้จะมี “ซิซซ์เล่อร์” ในพอร์ตอยู่แล้ว แต่จุดยืนของแบรนด์แตกต่างกัน ปัจจุบันซิซซ์เล่อร์กลายเป็นผู้นำตลาดพรีเมียมแมสไปแล้ว ทำให้มีช่องว่างและโอกาสให้ผู้เล่นหน้าใหม่

“The Steak & More” มีเครื่องเคียงหลากหลาย ตั้งแต่สลัด สปาเกตตี้ ไปจนถึงส้มตำ ลาบ และยำวุ้นเส้น มีแม้กระทั่ง “ข้าวเหนียว” ให้เลือกกิน หรือน้ำจิ้มรสจัดจ้านประเภทซีฟู้ดกับแจ่วก็เพิ่มเติมเข้ามาด้วย “อนุพนธ์ นิธิยานันท์” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ไมเนอร์ ฟู้ด ประเทศไทย บอกว่า ตอนนี้ตลาดสเต๊กตื่นตาตื่นใจพอๆ กับตลาดสุกี้ชาบูหรือตลาดซอฟต์เสิร์ฟ มีผู้เล่นรายใหม่ทั้งไทยและต่างประเทศที่เข้ามาในลักษณะเดียวกัน คือจับกลุ่ม “Low Entry” หรือ กลุ่ม “Value for Money” 

กลยุทธ์ คือดึงลูกค้าเข้ามาที่ร้านก่อน ไม่จำเป็นต้องทำโปรโมชันเยอะๆ เพราะราคาเข้าถึงง่าย กินได้ทุกวัน ใช้โปรดักต์เป็น “Key Strategy” มองว่า ภาพของตลาดสเต๊กทุกวันนี้แข่งกันแบบนี้ แบบเดียวกับตลาดสุกี้ชาบู และตลาดซอฟต์เสิร์ฟที่มีแบรนด์ทยอยเดินหน้าเข้าสู่ตลาดกันมากมาย

เทียบฟอร์ม ‘3 ยักษ์สเต๊ก’ ในไทย ปี 2567 กำไรโตพุ่งพันเปอร์เซ็นต์!

“The Steak & More” ตั้งเป้าเปิดให้ครบ 70 สาขาภายใน 3 ปี ปักหมุดทำเลนอกเมืองเป็นหลัก แม้งบลงทุนต่อสาขาจะน้อยกว่าซิซซ์เล่อร์เพราะใช้พื้นที่น้อยกว่า แต่สิ่งที่เป็นความท้าทายของตลาดแมส คือยอดขายที่มาจากวอลุ่ม ขณะเดียวกันการจัดการหลังบ้านเรื่อง “Seat Turn” ก็มีผลกับความเร็วในการเสิร์ฟสเต๊ก ฉะนั้นการจัดการเรื่องเทิร์นโต๊ะที่นั่งมีผลกับยอดขายอย่างมาก

“Santa Fé” สเต๊กของคนชอบกินอาหารฝรั่ง ตอนนี้มี “สิงห์” เป็นเจ้าของ

สเต๊กรถไฟเจ้านี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2546 โดยมี “เหม็ง-สุรชัย ชาญอนุเดช” เป็นผู้วางรากฐาน ช่วงเริ่มต้นบนเส้นทางธุรกิจนี้ “เหม็ง” เปิดร้านอาหารชื่อ “ครัวไท” ภายในโรงพยาบาลพญาไท 2 เพราะเล็งเห็นว่า ยุคนั้นโรงพยาบาลมีเพียงศูนย์อาหาร แต่กลับไม่มีร้านอื่นๆ เป็นทางเลือก ทำให้ “ครัวไท” ประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา

10 ปีถัดจากนั้น เขาหันมาจับธุรกิจร้านสเต๊กแทน เพราะเชื่อว่า ตลาดสเต๊กในไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมากซึ่งก็เป็นไปตามนั้นจริง เพราะนอกจาก “ซิซซ์เล่อร์” คู่แข่งที่พอจะสมน้ำสมเนื้อในเวลาต่อมา ก็คือ “ซานตา เฟ่”

รายได้ของซานตา เฟ่ ทะยานสู่หลักพันล้านติดต่อกันหลายปี ขยายสาขาได้หลักร้อยแห่ง กระทั่งปี 2562 “ฟู้ด แฟคเตอร์” กลุ่มธุรกิจอาหารภายใต้การดำเนินงานของ “สิงห์ คอร์ปอเรชั่น” เข้าถือหุ้นซานตา เฟ่ สัดส่วน 88% มูลค่าเม็ดเงินลงทุน 1,500 ล้านบาท

เทียบฟอร์ม ‘3 ยักษ์สเต๊ก’ ในไทย ปี 2567 กำไรโตพุ่งพันเปอร์เซ็นต์!

ปัจจุบัน “ซานตา เฟ่” ไม่ได้บริหารโดยผู้ก่อตั้งอีกแล้ว ข้อมูลจากเว็บไซต์ Creden Data ระบุว่า ขณะนี้ร้านซานตา เฟ่ ภายใต้การดำเนินงานของ “บริษัท เคที เรสทัวรองท์ จำกัด” มี “ฟู้ด แฟคเตอร์” ถือหุ้นด้วยสัดส่วน 100% และมี “สมบัติ หงส์ไพฑูรย์” นั่งตำแหน่งผู้บริหาร

ที่ผ่านมา “สมบัติ” เคยให้ความเห็นเกี่ยวกับทิศทางของธุรกิจว่า ตลาดกำลังถูกดิสรัปต์ครั้งใหญ่ มีแบรนด์ใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดมากมาย ทำให้การแข่งขันดุเดือดขึ้น การปรับตัวจึงมีความสำคัญมากกับคนทำธุรกิจร้านอาหารหลังจากนี้

สำหรับผลประกอบการ บริษัท เคที เรสทัวรองท์ จำกัด ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา มีรายละเอียดดังนี้

ปี 2567: รายได้ 1,011 ล้านบาท กำไรสุทธิ 4.6 ล้านบาท
ปี 2566: รายได้ 1,061 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 36 ล้านบาท
ปี 2565: รายได้ 1,107 ล้านบาท กำไรสุทธิ 332,230 บาท
ปี 2564: รายได้ 718 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 92 ล้านบาท
ปี 2563: รายได้ 879 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 60 ล้านบาท