ในยุคทองของตลาด “นักท่องเที่ยวจีน” ทรงอิทธิพลต่อภาคการท่องเที่ยวโลก เมื่อปี 2562 มีจำนวนการเดินทางขาออก (Outbound) ไปต่างประเทศมากถึง 155 ล้านคน มาเที่ยวประเทศไทยมากถึง 11 ล้านคน คิดเป็น 7% ของนักท่องเที่ยวจีนไปต่างประเทศทั้งหมด กระทั่งเจอวิกฤติโควิด-19 ตลาดนักท่องเที่ยวจีนใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าชาติอื่นๆ โดยในปี 2567 มีนักท่องเที่ยวจีนไปต่างประเทศฟื้นตัว ด้วยจำนวน 146 ล้านคน เลือกเดินทางมาไทย 6.7 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 4.5% ของทั้งหมด
นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า แม้ในปี 2568 ตลาดนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปต่างประเทศมีแนวโน้มฟื้นตัวกลับไปใกล้เคียงระดับ 150 ล้านคนเหมือนปี 2562 ก่อนโควิด แต่ล่าสุดจากสถิตินักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยในช่วง 4 เดือนแรก (ม.ค.-เม.ย.) ของปีนี้มีจำนวนสะสม 1.65 ล้านคน ลดลงประมาณ 30% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
หลังได้รับผลกระทบจากข่าวอาชญากรรมสะเทือนปัญหาภาพลักษณ์ความปลอดภัยในประเทศไทย ปัจจัยเศรษฐกิจจีนชะลอตัวเหมือนกับหลายๆ ประเทศ รวมถึงนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่จะกระทบต่อกำลังซื้อของชาวจีน และพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนที่เปลี่ยนไป
เชิญนายกฯ แพทองธาร เปิดงาน “สวัสดี หนีห่าว”
ททท. จึงร่วมกับเอกชนไทย-จีน จัดกิจกรรม “สวัสดี หนีห่าว” เพื่อส่งเสริมการเดินทางเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน และสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยปลอดภัย ด้วยการเชิญตัวแทนบริษัทนำเที่ยว (เอเย่นต์) และสื่อมวลชนจีนเดินทางเข้าร่วมงานจำนวน 600 คน แบ่งเป็นตัวแทนจากเอเย่นต์ 400 คน และสื่อมวลชนกับผู้นำทางความคิด (KOL) 200 คน และยังมีผู้ขายจากฝั่งไทย 500 คนมาร่วมงาน คาดกิจกรรมนี้จะสร้างการรับรู้ 350 ล้านคน-ครั้ง เกิดการนัดหมายทางธุรกิจ 5,000 นัดหมาย โดยในพิธีเปิดงานวันที่ 29 พ.ค.นี้ ได้เชิญนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
หลังจากจัดกิจกรรมสวัสดีหนีห่าว ททท.จะประเมินแนวโน้มตลาดนักท่องเที่ยวจีนอีกครั้งว่าจะขยับหนีกรณีเลวร้ายที่สุด 5 ล้านคน ส่วนกรณีที่ดีที่สุดคาดว่าจะทำได้ 6.9 ล้านคนในปีนี้ ใช้จ่ายเฉลี่ย 5,300 บาทต่อวัน พำนักเฉลี่ย 5-6 วันต่อทริป อย่างไรก็ตาม ททท.จะพยายามผลักดันจำนวนนักท่องเที่ยวจีนให้ได้ตามเป้าหมายของรัฐบาลที่ 8 ล้านคน ขณะที่ยุคทองเมื่อปี 2562 ที่มีจำนวนมากกว่า 11 ล้านคน สูงสุดเป็นประวัติการณ์นั้น สร้างรายได้กว่า 5.4 แสนล้านบาท
“ตอนนี้ตลาดนักท่องเที่ยวจีนมีสัญญาณการฟื้นตัวดี สะท้อนได้จากบริษัทโฮลเซลขนาดใหญ่ทางตอนเหนือของจีนที่เข้ามาปรึกษากับ ททท. สำนักงานปักกิ่ง เพื่อจะพาเอเย่นต์มาสำรวจตลาดท่องเที่ยวในไทย เนื่องจากไทยเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของเขา เมื่อนักท่องเที่ยวจีนหายไปก็กระทบเขาเช่นกัน”
ภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่
คนจีนแห่เที่ยวญี่ปุ่น 4 เดือนแรก 3.13 ล้านคน
นางสาวภัทรอนงค์ กล่าวว่า อีกปัจจัยสำคัญที่มีผลทำให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยน้อยลงในช่วงที่ผ่านมา เป็นเพราะทุกประเทศต่างแย่งชิงตลาดจีน โดยจากการรวบรวมสถิติเมื่อปี 2567 มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยทั้งสิ้น 6.7 ล้านคน รองจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีนักท่องเที่ยวจีนกว่า 6.9 ล้านคน ส่วนประเทศอื่นๆ ในเอเชียที่มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปเยือน อาทิ เกาหลีใต้ มีจำนวน 4.4 ล้านคน เวียดนาม 3.7 ล้านคน มาเลเซีย 3.2 ล้านคน และสิงคโปร์ 3 ล้านคน
“เหตุผลที่นักท่องเที่ยวจีนนิยมไปเที่ยวญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเวียดนามมากขึ้น เพราะมองว่าเป็นเดสติเนชั่นใหม่ สด และมีความสัมพันธ์ที่ดีด้านการลงทุนระหว่างกัน”
รายงานข่าวจากองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) ระบุว่า จากสถิติในช่วง 4 เดือนแรก (ม.ค.-เม.ย.) ของปี 2568 ประเทศญี่ปุ่นมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 14.45 ล้านคน เพิ่มขึ้น 24.5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยมีนักท่องเที่ยวจีน 3.13 ล้านคน เพิ่มขึ้น 68.1% มากเป็นอันดับ 2 รองจากเกาหลีใต้ที่มีมากสุดด้วยจำนวน 3.23 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7.6% ส่วนอันดับรองลงมาได้แก่ ไต้หวัน มีจำนวน 2.16 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11.5% สหรัฐ 1.04 ล้านคน เพิ่มขึ้น 30.6% ฮ่องกง 9.11 แสนคน เพิ่มขึ้น 12.8% และไทย 5.2 แสนคน เพิ่มขึ้น 11.6%
เปลี่ยน “คู่แข่ง” สู่ “คู่ค้า” บูสต์เดินทางสองฝั่ง
นางสาวภัทรอนงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อย่างไรก็ตาม ประเทศจีนเองก็เป็นทั้งคู่ค้าและคู่แข่งของประเทศไทย ด้วยภาคการท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์ทำเงินกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศนั้นๆ ได้เร็วที่สุด ปัจจุบันทางการจีนได้ออกมาตรการยกเว้นวีซ่า (ฟรีวีซ่า) ให้นักท่องเที่ยวหลายประเทศ และส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างเข้มแข็งมาก
“เที่ยวบินเป็นสิ่งสำคัญที่สุด พอบินเข้าไทยแล้ว แต่ดีมานด์ผู้โดยสารลดลง สายการบินก็อยู่ไม่ได้ ทำให้ตอนนี้การทำตลาดในบางพื้นที่ของประเทศจีน ต้องดูการเดินทางสองฝั่งระหว่างกันด้วย มีนักท่องเที่ยวทางขาเข้า (Inbound) และขาออก (Outbound) ถึงจะทำให้สายการบินอยู่ได้ และยังให้บริการเที่ยวบินต่อไป จึงอยากให้มองว่าลูกค้าก็เป็นคู่ค้าได้ แทนการมองว่าเป็นคู่แข่งเพียงอย่างเดียว”
โดยปัจจุบันมีเที่ยวบินประจำเส้นทางไทย-จีน จำนวน 136 เที่ยวบินต่อวัน คิดเป็นปริมาณที่นั่งโดยสาร (Seat Capacity) ตลอดปี 2568 รวม 7.9 ล้านที่นั่ง จากปีที่แล้วมีจำนวน 8.8 ล้านที่นั่ง ทำอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) เฉลี่ยราว 75-76% ต่อเที่ยวบิน
ขอแบ่งงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านหนุนท่องเที่ยว
ก่อนหน้านี้ นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยื่นของบประมาณเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวผ่านการใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท จำนวน 3,180 ล้านบาท จากเดิมที่จะขอใช้งบกลางดำเนินโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง จำนวน 3,500 ล้านบาท ปรับลดลงมาเพื่อดำเนินงานให้ครอบคลุม 3 โครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ
1. โครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง จำนวน 1 ล้านสิทธิ ใช้งบประมาณ 1,780 ล้านบาท รัฐบาลช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายเที่ยวเมืองหลัก 40% ส่วนเมืองรอง (เมืองน่าเที่ยว) ช่วยสนับสนุน 50% โดยจำกัดจำนวนการใช้สิทธิสูงสุด 6 สิทธิต่อคน
2. โครงการการสนับสนุนแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) จำนวน 21 ราย อุดหนุนค่าธรรมเนียมเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวไทย ซึ่งมีตัวชี้วัดผลสำเร็จของโครงการผ่านจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามา สะท้อนเม็ดเงินที่จะเกิดขึ้นหลังดำเนินโครงการ เหมือนปี 2567 ที่มีการสนับสนุนแพลตฟอร์ม OTA วงเงิน 270 ล้านบาท ซึ่งมีการประเมินผลเม็ดเงินที่เกิดขึ้นหลังการสนับสนุนประมาณ 10,000 ล้านบาท
3. โครงการส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวจีนโดยเฉพาะ ซึ่งจะทำร่วมกับสายการบินในตลาดจีน สนับสนุนทั้งเที่ยวบินประจำ (Regular Flight) และเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter Flight) ประมาณ 3-3.5 แสนบาทต่อเที่ยวบิน บนเงื่อนไขการการันตีผู้โดยสาร มีอัตราการขนส่ง (Load Factor) ไม่ต่ำกว่า 85% ต่อเที่ยวบิน โดยจะให้น้ำหนักการสนับสนุนแก่เที่ยวบินเช่าเหมาลำมากกว่า เพราะเที่ยวบินประจำได้อานิสงส์บางส่วนจากโครงการส่งเสริมตลาดร่วมกับ OTA แล้ว





