วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

ยักษ์ค้าปลีกไม่สะเทือน! รายได้ Q1/68 พุ่ง 4.76 แสนล้าน - กำไร 1.77 หมื่นล้าน

ยักษ์ค้าปลีกไม่สะเทือน! รายได้ Q1/68 พุ่ง 4.76 แสนล้าน - กำไร 1.77 หมื่นล้าน

5 บิ๊กค้าปลีกรายใหญ่ไม่สะเทือนเศรษฐกิจ กำลังซื้อ ไตรมาสแรกปี 2568 กวาดรายได้กำไรโต ซีพี ออลล์ ยืนหนึ่ง กำไรมากสุด ตามมาด้วยเซ็นทรัลพัฒนา ซีพี แอ็กซ์ตร้า เซ็นทรัลรีเทล และเอ็มบีเค เซ็นเตอร์

ภาพรวมค้าปลีกไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 ได้รับแรงหนุนจากทั้งเทศกาลปีใหม่ และนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทย รวมถึงได้รับแรงบวกจากธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง พร้อมด้วยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐผ่านโครงการ Easy E-Receipt 2568 ในช่วงเดือนม.ค. และ ก.พ. ที่ผ่านมา อีกทั้งการดำเนินนโยบายเงินดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 2 แต่ภาคธุรกิจเผชิญความท้าทายมากขึ้น จากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง 

ทั้งนี้เมื่อประเมินภาพรวมค้าปลีกแต่ละรายในไตรมาสแรก ที่แจ้งผลประกอบการต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยังสามารถสร้างผลประกอบการที่เติบโตอยู่ทั้ง ซีพี ออลล์, เซ็นทรัลพัฒนา, ซีพี แอ็กซ์ตร้า , เซ็นทรัลรีเทล และเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ รวม 5 บริษัทสร้างรายได้รวม 467,418 ล้านบาท กำไรสุทธิทั้งหมด 17,764 ล้านบาท

ภาพรวมรายได้ และกำไรแต่ละบริษัท Q1/2568

1. ซีพี ออลล์ (CPALL)

  • รายได้รวม 252,881 ล้านบาท +4.8%
  • กำไรสุทธิ 7,585 ล้านบาท +20% มากสุดในค้าปลีก
  • จำนวนร้าน 7-Eleven 15,430 สาขา

2. เซ็นทรัลพัฒนา (CPN)

  • รายได้รวม 12,162 ล้านบาท ใกล้เคียงปีก่อน
  • กำไรสุทธิ 4,227 ล้านบาท +2% 
  • ศูนย์การค้า 42 แห่ง คอมมูนิตี้มอลล์ 16 แห่ง

3. ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT แม็คโคร - โลตัส)

  • รายได้รวม 129,950 ล้านบาท +2.3%
  • กำไรสุทธิ 2,643 ล้านบาท +6.5%
  • สาขารวมกันกว่า 2,600 สาขา

4. เซ็นทรัล รีเทล (CRC)

  • รายได้รวม 69,280 ล้านบาท +3%
  • กำไรสุทธิ 2,337 ล้านบาท +8%
  • ธุรกิจในไทย เวียดนาม อิตาลี

5. เอ็ม บี เค (MBK)

  • รายได้รวม 3,145 ล้านบาท +9%
  • กำไรสุทธิ 972 ล้านบาท +48%
  • ศูนย์การค้าที่สร้างรายได้สูงเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ และพาราไดซ์ พาร์ค

ทั้งนี้เมื่อรวม 5 บริษัทจึงสร้างรายได้ทั้งหมด 467,418 ล้านบาท และรวมกำไรสุทธิทั้งหมด 17,764 ล้านบาท

สำรวจ 5 บริษัทมีรายละเอียดดังนี้ 

ซีพี ออลล์ กวาดรายได้กำไร - มากสุด

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) รายงานผลการดำเนินงานช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 ยืนหนึ่งในด้านรายได้ และผลกำไรที่มากสุด โดยสร้างรายได้รวม 252,881 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และสร้างผลกำไร 7,585 ล้านบาท เติบโต 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

แรงหนุนมาจากการขายสินค้าของทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก และศูนย์การค้า และกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ส่วนการบริโภคภายในประเทศที่มีการขยายตัวจาก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงต้นปี ทั้งมาตรการ Easy E-Receipt และมาตรการเงินโอนเฟส 2 รวมถึงท่องเที่ยวที่มีการขยายตัว โดยบริษัทได้ดำเนินกลยุทธ์ O2O ในแต่ละส่วนของภาคธุรกิจ

อีกทั้งเมื่อประเมินเฉพาะธุรกิจร้านสะดวกซื้อกับ “เซเว่น อีเลฟเว่น” ที่มีสาขามากสุดในประเทศไทย สร้างรายได้จากการขายสินค้าและบริการรวม 1.13 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.7% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งเปิดสาขาใหม่ในไตรมาสแรกรวม 185 สาขา ทำให้ภาพรวมในไตรมาสแรก บริษัทมีสาขาทั่วประเทศรวม 15,430 สาขา แบ่งเป็น ร้านสาขาบริษัท 7,868 สาขา สัดส่วน 51% และ ร้าน SBP และร้านค้าที่ได้รับสิทธิช่วงอาณาเขต 7,562 สาขา ประมาณ 49% 

บริษัทระบุว่าใช้แผนกลยุทธ์ที่สอดรับกับสถานการณ์ตลอดเวลา ทั้งรักษาฐานลูกค้าเดิม การขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ การนำเสนอสินค้ากลุ่มใหม่ จัดโปรโมชันเพื่อดึงดูดลูกค้า อีกทั้งใช้แนวทางเพิ่มรายได้จากการขายสินค้า ผ่านกลยุทธ์ O2O อาทิ 7Delivery และ All Online ทำให้สัดส่วนยอดขายสินค้า 76.1% มาจากสินค้ากลุ่มอาหาร และเครื่องดื่ม และ 23.9% มาจากสินค้าอุปโภค ซึ่งสัดส่วนรายได้ในกลุ่มสินค้าอาหาร และเครื่องดื่มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามกลยุทธ์หลักของบริษัทที่มุ่งเน้นเป็นจุดหมายปลายทางที่ 1 ในใจลูกค้าเมื่อนึกถึงอาหาร และเครื่องดื่ม สำหรับลูกค้าทุกกลุ่มทุกที่ และทุกเวลา 

เซ็นทรัลพัฒนา ชู Retail-Led Mixed-use Development ดันกำไรขั้นต้นสูง

เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ค้าปลีกไทยที่ขยายพอร์ตโฟลิโอธุรกิจไปสู่มิกซ์ยูสแบบเต็มตัว ทำให้มีธุรกิจหลัก 3 ประเภท ทั้ง 1. ธุรกิจให้เช่า และบริหาร ที่มีทั้ง ธุรกิจศูนย์การค้า ศูนย์อาหาร และอาคารสำนักงาน 2.ธุรกิจโรงแรม และ 3. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่พักอาศัย สำหรับผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2568 สร้างผลประกอบการรวมทั้ง รายได้รวม 12,162 ล้านบาท อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน กำไรสุทธิ 4,227 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยบริษัทระบุว่า ธุรกิจให้เช่า และบริการ และธุรกิจโรงแรม มีการขยายตัวที่ดี และอัตรากําไรขั้นต้นของธุรกิจให้เช่า และบริการสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง ส่วนโรงแรม Centara และ GO! ยังคงเติบโต และการยอดโอนโครงการที่พักอาศัยแนวราบ เติบโต 10% 

ทั้งนี้เมื่อประเมินรายได้หลักมาจากธุรกิจให้เช่า และบริหาร ที่มีทั้ง ธุรกิจศูนย์การค้า ศูนย์อาหาร และอาคารสำนักงาน ครองสัดส่วนรายได้มากสุด โดยมากกว่า 50% อยู่ที่ 10,792 ล้านบาท ส่วนรายได้จากธุรกิจโรงแรม 528 ล้านบาท รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 602 ล้านบาท และรายได้อื่นๆ 240 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากไม่นับรวมผลกระทบทางบัญชี ในรายได้จากการลงทุน 380 ล้านบาท (หลังหักภาษี เป็นผลกระทบจากการต่อสัญญาล่วงหน้าโครงการ เซ็นทรัลพระราม 2 กับ CPNREIT บริษัทมีกำไรสุทธิรวมไตรมาสแรก 3,847 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% 

ทั้งนี้บริษัทได้มุ่งขับเคลื่อนกลยุทธ์ Retail-Led Mixed-use Development ถือเป็นจุดแข็งสำคัญของบริษัท รวมถึงยอดขายร้านค้าเพิ่มขึ้นจากกลยุทธ์ holistic partnership solution การจัดกิจกรรมทางการตลาดในศูนย์การค้า และการสร้างประสบการณ์ใหม่ สําหรับผู้ใช้บริการ อีกทั้งได้เพิ่มประสิทธิภาพการดําเนินงานตามแผนงานต่างๆ เช่น การติดตั้งแผงผลิตพลังงานจาก แสงอาทิตย์เพิ่มเติม และสภาพอากาศที่เย็นลงเมื่อเทียบกับปีก่อน และการปรับตัวดีขึ้นของอัตราหนี้สินสุทธิต่อทุน (net D/E) อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ท่ามกลางความไม่แน่นอนหลายด้าน ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา บริษัทได้ขยายโครงการลงทุนใหม่ทั้ง โครงการ Market Place เทพรักษ์ ตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา คอนเซปต์ใหม่ “Urban Fresh Market” คอมมูนิตี้มอลล์ใจกลางย่านพหลโยธิน–วัชรพล พื้นที่กว่า 7,300 ตร.ม. รวมร้านค้ากว่า 360 ร้านค้า อีกทั้งศูนย์การค้าทั่วประเทศ ได้ดึงแบรนด์ชั้นนำระดับโลก และแบรนด์ไทย เข้ามาเปิดในศูนย์การค้าทั่วประเทศ ทั้ง Nitori แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ อันดับ 1 จากญี่ปุ่น ขยายสาขานอกกรุงเทพฯ ครั้งแรกที่ภาคตะวันออกที่ เซ็นทรัล พัทยา และ เซ็นทรัล ศรีราชา, POP MART ที่ เซ็นทรัล เวสต์เกต และ ป๊อปอัพ สโตร์ ที่เซ็นทรัล พัทยา 

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมไตรมาส 1 ปี 2568 เซ็นทรัลพัฒนา มีศูนย์การค้าภายใต้การบริหารงาน 42 โครงการ ศูนย์การค้าขนาดเล็ก หรือคอมมูนิตี้มอลล์ 16 โครงการ มีพื้นที่ให้เช่าสุทธิรวม 2.3 ล้านตร.ม. บริษัทมีอัตราการเช่าเฉลี่ยรวมในตรมาส 1 ปี 2568 ดีขึ้นจากไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 92% มาจากแรงหนุนของเซ็นทรัล เวสต์วิลล์ เซ็นทรัล นครสวรรค์ และ เซ็นทรัล นครปฐม

ซีพี แอ็กซ์ตร้า มุ่ง Omni Channel ขยายอาหาร หนุนผลกำไรโต

บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ที่มีธุรกิจค้าส่งค้าปลีก “แม็คโคร-โลตัส” รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ของปี 2568 สร้างรายได้รวม 129,950 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และกำไรสุทธิ 2,643 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แรงหนุนสำคัญกับธุรกิจค้าส่งกับ "แม็คโคร" สร้างยอดขาย 69,926 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% กลุ่มธุรกิจค้าปลีก "โลตัส" สร้างยอดขาย 54,823 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 

ทั้งนี้เมื่อประเมินธุรกิจค้าส่ง ได้มีการขยายสาขาใหม่ และยอดขายนอกร้าน พร้อมการส่งสินค้าถึงลูกค้า (Omni Channel) จึงได้รับปัจจัยสนับสนุนจาก การเติบโตของยอดขายกลุ่มสินค้าอาหารสด กลุ่มสินค้าภายใต้แบรนด์ของแม็คโคร และโลตัส (Private label) และสินค้าแบรนด์ในราคาที่คุ้มค่าที่มีเฉพาะที่แม็คโคร และโลตัส (Exclusive brand)

ส่วนธุรกิจค้าปลีก ได้วางกลยุทธ์มุ่งเน้นกลุ่มสินค้าอาหารสด สินค้าพร้อมปรุง และการขายผ่าน Omni Channel ทั้งหมดทำให้กำไรขั้นต้นขยายตัว อีกทั้ง การผนึกกำลังเพิ่มมูลค่า และประสิทธิภาพในการดำเนินงาน หลังการปรับโครงสร้างภายในกลุ่มธุรกิจ (Synergistic value) ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทสูงขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการด้านการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการลดภาระหนี้ และการปรับปรุงกระแสเงินสด ส่งผลให้บริษัทมีสภาพคล่องแข็งแรง

อีกทั้งช่วงเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา Euromonitor International ได้จัดอันดับ Makro PRO เป็นแพลตฟอร์ม Grocery E-Commerce อันดับหนึ่งของประเทศไทย มีส่วนแบ่งตลาดยอดขายในปี 2567 ที่ 39.5% ส่วน Lotus’s SMART App มีส่วนแบ่งตลาดยอดขายตามมาเป็นอันดับสอง อยู่ที่ 19.5% จากตลาด Grocery E-Commerce ของประเทศไทยซึ่งมีมูลค่า 64,000 ล้านบาท โดยปัจจุบัน ซีพี แอ็กซ์ตร้า มีสาขารวมของ แม็คโคร และโลตัส 2,600 สาขา ส่วนอัตราการเช่าพื้นที่เฉลี่ยในไตรมาส 1 ของปี 2568 (Average occupancy rate) ในประเทศไทยอยู่ที่ 92.6%

เซ็นทรัลรีเทล CRC OMNI-Intelligence เพิ่มรายได้กำไร ขยายตัว

บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ หรือ CRC ที่มีธุรกิจค้าปลีก รวมทั้งธุรกิจค้าส่ง สินค้าหลากประเภท ทั้งในประเทศไทย เวียดนาม และอิตาลี โดยรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 1  ปี 2568 บริษัทสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความท้าทายต่างๆ ทำให้มีรายได้รวม 69,280 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรสุทธิ 2,337 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

แรงหนุนมาจากการดำเนินธุรกิจผ่านกลยุทธ์ CRC OMNI-Intelligence รวมถึงการมีพอร์ตโฟลิโอที่มีความยืดหยุ่น ทำให้รับมือ และปรับตัวได้ทันทุกสถานการณ์ รวมถึงการใช้กลยุทธ์ 3C ประกอบด้วย Cash, Cost, Capex ในการบริหารค่าใช้จ่าย การลงทุน และรักษาเสถียรภาพทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งมาจากโครงการ Easy E-receipt ขยายตัว แต่วงเงินในการใช้จ่ายของปีนี้ปรับลดลงกว่าปีก่อน ทางด้านต่างประเทศได้แรงหนุนจากกำลังซื้อของผู้บริโภคชาวเวียดนามที่ฟื้นตัวและออกมาใช้จ่ายในในช่วงเทศกาล Tet

สำหรับการขยายธุรกิจช่วงไตรมาสแรก เซ็นทรัล รีเทล ขยายธุรกิจตามแผนที่วางไว้ จากการขยายสาขา และการรีโนเวทร้านค้า มุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม 

ทั้งนี้เมื่อประเมินรายได้ในแต่ละกลุ่ม ซึ่งรายได้จากการขาย อยู่ที่ 62,097 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.9% จากช่วงเดียวกันของ มาจากทั้ง งานแฟชั่น อยู่ที่ 16,178 ล้านบาท ลดลง 0.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามปัจจัยฤดูกาล ส่วนในประเทศไทย ยอดขาย เติบโต แม้ว่ามีผลกระทบจากแผ่นดินไหว โดยบริษัทได้รีแบรนด์ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน สาขาบางรัก ให้เป็นห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ปรับปรุงสาขาโรบินสัน ไลพ์สไตล์ ราชบุรี เปิดร้านค้าเฉพาะทาง (Specialty Store) รวมทั้งเปิดสาขา Brandshop ต่างๆ ในประเทศไทย และเวียดนาม ส่วนประเทศอิตาลี ยอดขาย ลดลง ปัจจัยจากการเติบโตของตลาดสินค้า Luxury ชะลอตัวลง และแนวโน้มการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยวจีนที่เปลี่ยนไป ส่วนยอดขายผ่าน Omnichannel เพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อน

ส่วนงานฮาร์ดไลน์ เท่ากับ 18,887 ล้านบาท ลดลง 3.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาจากธุรกิจเครื่องใช้ทั้งในประเทศไทย มีความต้องการของตลาดเครื่องไฟฟ้าลดลง และประเทศเวียดนามมีการแข่งขันสูง ส่วนงานฟู้ด 27,031 ล้านบาท ยังแข็งแกร่ง เพิ่มขึ้น 9.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาจากทั้งยอดขายจากประเทศไทยเพิ่มขึ้น จากการขยายสาขาของ โก โฮลเซลล์ 3 สาขา ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุดรธานี และ หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ส่วนท็อปส์ ซูปเปอร์มาร์เก็ต ขยาย 1 สาขาในกรุงเทพฯ และท็อปส์ เดลี่ 5 สาขา ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อีกทั้งผลจากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ส่วนยอดขายในประเทศเวียดนามใต้ ลดลงเล็กน้อย จากการปรับปรุงศูนย์การค้าโก มอลล์ (GO! mall) 2 ลานา ได้แก่ Thang Long และ Dong Nai ส่วนยอดขายผ่าน Omnichannel ได้เพิ่มขึ้น 18% จากปีก่อน

เอ็มบีเค แรงหนุนจากศูนย์การค้า - ขยายกิจกรรม ดึงร้านค้าเพิ่ม

ทางด้าน บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย โดยมีพอร์ตโฟลิโอหลัก 7 กลุ่มธุรกิจ โดยภาพรวมในไตรมาสแรกต่างมีผลประกอบการที่ดีขึ้น โดยสร้างรายได้รวม 3,145 ล้านบาท เพิ่มขึ้น หรือ 9% ทางด้าน ผลกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัท อยู่ที่ 972 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48%

แรงหนุนสำคัญมากจาก ธุรกิจศูนย์การค้า มีรายได้เพิ่มขึ้น 180 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 23% ทั้งศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ 121 ล้านบาท และศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค 48 ล้านบาท จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ และศูนย์การค้าได้มีการปรับเปลี่ยน Tenant Mix ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคใหม่ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของร้านอาหาร และเครื่องดื่มที่เป็นที่นิยม ทำให้มีการใช้พื้นที่มีประสิทธิภาพ การทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย และอีเวนต์ที่ดึงดูดผู้บริโภค และการปรับปรุงครั้งใหญ่ของศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ตั้งแต่ไตรมาสสองปีที่แล้ว ทำให้อัตราการถือครองพื้นที่เช่า (Occupancy rate) และอัตราการเช่าพื้นที่โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ธุรกิจโรงแรม และการท่องเที่ยว รายได้เพิ่ม 14% ธุรกิจกอล์ฟมีรายได้คงที่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีรายได้ลดลง 40% แรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยสูง ต้นทุนวัสดุก่อสร้างแรงค่าแรงเพิ่มขึ้น ความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการให้สินเชื่อ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคซึ่งส่งผลให้การตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยชะลอตัวลง ทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จึงได้มีการชะลอขึ้นโครงการใหม่ เน้นโครงการเดิมที่มีอยู่

สำหรับธุรกิจอาหารมีรายได้เพิ่มขึ้น 118 ล้านบาท หรือ 20% แรงสนับสนุนหลักจากการขายข้าวในประเทศ จากธุรกิจอาหาร โรงแรมและอุตสาหกรรมผลิตอาหาร ส่วนตลาดส่งออกได้หยุดไปตั้งแต่เดือนพ.ย.จากการแข่งขันสูง ทางด้านธุรกิจการเงิน รายได้ลดลง 23 ล้านบาท หรือ 4% ตามสถานการณ์ตลาด และธุรกิจให้กู้ยืมเงินโดยมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน มีรายได้ลดลง 2% และ ธุรกิจประมูลรายได้ลดลง 12% ตามภาวะตลาดเช่นกัน 

เจาะกลยุทธ์แต่ละบริษัทที่ใช้ขับเคลื่อนธุรกิจยืนแกร่ง

สำหรับภาพรวมรายได้ และกำไรแต่ละบริษัท

1. ซีพี ออลล์ (CPALL)

  • กลยุทธ์ O2O อาทิ 7 Delivery และ All Online
  • การรักษาฐานลูกค้าเดิม และขยายลูกค้าใหม่
  • มุ่งเดสทิเนชันในใจลูกค้าเมื่อนึกถึงอาหาร และเครื่องดื่ม 

2. เซ็นทรัลพัฒนา (CPN)

  • กลยุทธ์ Retail-Led Mixed-use Development
  • การเพิ่มยอดขายร้านค้าเพิ่มขึ้นจากกลยุทธ์ holistic partnership solution
  • จัดกิจกรรมทางการตลาดในศูนย์การค้า และสร้างประสบการณ์ใหม่

3. ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT แม็คโคร - โลตัส)

  • กลยุทธ์ Omni Channel ให้แก่ลูกค้าสะดวกที่สุด
  • ขยายกลุ่มสินค้าอาหารสด กลุ่มสินค้าภายใต้แบรนด์แม็คโคร และโลตัส (Private label) สินค้าแบรนด์คุ้มค่า (Exclusive brand) ที่มีเฉพาะสาขา
  • การปรับโครงสร้างภายในกลุ่มธุรกิจ (Synergistic value) ทำให้กำไรเพิ่มและต้นทุนลดลง

4. เซ็นทรัล รีเทล (CRC)

  • กลยุทธ์ CRC OMNI-Intelligence
  • การมีพอร์ตโฟลิโอธุรกิจหลากหลาย มีความยืดหยุ่น
  • การใช้กลยุทธ์ 3C ประกอบด้วย Cash, Cost, Capex มุ่งบริหารค่าใช้จ่าย  การลงทุน และรักษาเสถียรภาพการเงิน

5. เอ็ม บี เค (MBK)

  • กลยุทธ์ศูนย์การค้า ปรับ Tenant Mix ให้สอดคล้องกับผู้บริโภคยุคใหม่
  • การทำกิจกรรมส่งเสริมการขายและอีเวนต์ 
  • ธุรกิจอื่นๆ ปรับให้สอดคล้องกับ สถานการณ์

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของค้าปลีกในไตรมาสแรกมีรายได้ และกำไรที่ขยายตัวก็ตาม แต่ในไตรมาสที่ 2 ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีหลายปัจจัยเข้ามากระทบต่อผลประกอบการจากทั้ง ผลจากเศรษฐกิจโลก และสงครามการค้า มีความไม่แน่นอนสูง กระทบต่อนักท่องเที่ยว อีกทั้งช่วงไตรมาส 2 เข้าสู่ช่วงใกล้เปิดเทอม ทำให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคต่างต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ตลอดจนผู้บริโภคในระดับกลาง ต่างใช้จ่ายอย่างรัดกุมเช่นกัน! ส่วนผู้บริโภคในตลาดแมส ยังไม่ฟื้นตัว  

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์