‘ศุภจี’ ซีอีโอแห่ง ‘ดุสิตธานี’ ยันเดินหน้าแผนธุรกิจตามปกติ หลังเกิดปมขัดแย้งภายในของผู้ถือหุ้นใหญ่ พร้อมชี้แจงชัด บมจ.ดุสิตธานี ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการบริหารงาน ทั้งส่วนของคณะกรรมการบริษัท หรือฝ่ายบริหารที่มีอำนาจสั่งการ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT กล่าวว่า บริษัท ขอชี้แจงสถานการณ์ล่าสุดเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และลดความกังวลของผู้ลงทุน พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยมีรายละเอียดดังนี้
บริษัท ดุสิตธานีฯ ยังคงดำเนินธุรกิจตามปกติ
ปัจจุบัน บริษัท ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการบริหารงาน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของคณะกรรมการบริษัท หรือฝ่ายบริหารที่มีอำนาจสั่งการ บริษัท ยังคงเดินหน้าแผนงาน และการดำเนินธุรกิจตามปกติอย่างต่อเนื่อง
และในคณะกรรมการ (บอร์ด) ชุดปัจจุบันของ DUSIT ยังคงมีทายาทดุสิตธานีในยุคเจน 2 ทั้งสองฝ่าย เป็นกรรมการของ DUSIT โดย "ชนินทธ์ โทณวณิก” ยังคงเป็นรองประธานกรรมการของ DUSIT และประธานคณะกรรมการบริหาร DUSIT ขณะที่ "สินี เธียรประสิทธิ์" เป็นกรรมการของ DUSIT ที่ดูแลทางด้านการเงิน และคณะกรรมการบริหารดุสิตธานี ด้าน "สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค" ไม่ได้เข้ามาเป็นกรรมการ
ด้านทายาทในยุคเจน 3 จากทั้งสองฝั่ง ก็ได้เข้ามาทำงานในกลุ่มธุรกิจของดุสิตธานีเช่นกัน
"บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าแผนงานและการดำเนินธุรกิจตามปกติอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การลงทุนต่างๆ ของดุสิตธานี ก็เป็นไปตามมติของบอร์ดและผู้ถือหุ้น"
งบการเงินไตรมาส 1/2568 เสร็จสมบูรณ์ และนำส่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
งบการเงินไตรมาส 1/2568 ซึ่งได้จัดทำตามมาตรฐานบัญชีอย่างโปร่งใส และได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการตรวจสอบ และได้รับการสอบทานจากผู้สอบบัญชีแล้ว ประกอบกับคณะกรรมการบริษัท ได้พิจารณาอนุมัติการแต่งตั้งผู้สอบบัญชีเป็นการเฉพาะสำหรับไตรมาสที่ 1/2568 ด้วยความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อป้องกัน ยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อบริษัท และเพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทั้งหมด
"บริษัท จึงได้นำส่งงบการเงินไตรมาส 1/2568 ให้กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยในวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ส่งผลให้หุ้น DUSIT ไม่ต้องติดเครื่องหมาย SP (ระงับการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราว) เพื่อป้องกันยับยั้งความเสียหายต่อบริษัท และผู้ถือหุ้นทั้งหมด หลังจากช่วงบ่ายวานนี้ (15 พ.ค.68) คณะกรรมการของบริษัท ได้ประชุมเพื่ออนุมัติงบการเงินไตรมาส 1/2568 เป็นการเร่งด่วน ซึ่งทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้แจ้งข้อควรระวัง (Disclaimer) แก่นักลงทุน เพราะต้องรอให้มีการพิจารณาผู้ตรวจสอบบัญชีในวันที่ 28 พ.ค.นี้"
“ยืนยันว่างบการเงินเฉพาะไตรมาส 1/2568 ไม่ได้มีปัญหา ถูกจัดทำขึ้นมาอย่างโปร่งใส คณะกรรมการตรวจสอบ และได้รับการสอบทานจากผู้สอบบัญชีแล้ว และการดำเนินงานต่างๆ อาทิ การลงทุนใหม่เป็นไปตามแผนงานที่ถูกอนุมัติทั้งจากคณะกรรมการและผู้ถือหุ้น”
ทั้งนี้ รายงานจากตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2568 แจ้งว่า งบการเงินไตรมาสที่ 1 ปี 2568 ของบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT ที่เผยแพร่ผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ผ่านการสอบทานจากผู้สอบบัญชีที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.ล.ต.
อย่างไรก็ตาม DUSIT อยู่ระหว่างการเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นอนุมัติแต่งตั้งผู้สอบบัญชีรายดังกล่าวเป็นผู้สอบบัญชีประจำปี 2568 ซึ่งจะประชุมในวันที่ 28 พ.ค.2568 ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงขอให้ผู้ลงทุนติดตามผลการพิจารณาอนุมัติแต่งตั้งผู้สอบบัญชีจากมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นดังกล่าวต่อไป
บริษัท พยายามคลี่คลายสถานการณ์อย่างเต็มที่ ตามบทบาทที่ทำได้ ขอให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายคลายความกังวล
บริษัท ขอยืนยันว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงอุปสรรคชั่วคราวที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการภายในของผู้ถือหุ้น ซึ่งบริษัท ไม่สามารถก้าวล่วงหรือแสดงความเห็นเพิ่มเติมแทนผู้ถือหุ้นดังกล่าวได้
อย่างไรก็ตาม บริษัท ได้ใช้ความพยายามแก้ไขปัญหาตามบทบาทที่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ และคาดว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะชัดเจนขึ้นภายหลังการประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 นี้
ทั้งนี้ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย
นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ยืนยันว่าผู้บริหารสูงสุดของบริษัท ดุสิตธานีฯ คือ ตัวเอง ไม่ใช่บุคคลในข่าวหรือผู้ถือหุ้นทั่วไป ตามหน้าที่หลักในการบริหารบริษัท มองว่า “ดุสิตธานี” ไม่ได้เป็นแค่บริษัท แต่เป็นตัวแทนของประเทศไทยในการนำความเป็นไทยออกสู่สายตาต่างประเทศเพื่อสร้างความประทับใจ
จากแผนการทำงานของตนหลังเข้ารับตำแหน่ง CEO ของบริษัท เมื่อปี 2559 และเข้าสู่ปีที่ 10 ในปี 2568 ซึ่งเป็นปีที่บริษัท ก้าวสู่บทใหม่ (New Chapter) จากการเปิดโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ตามแผนระยะยาวขององค์กรที่ได้วางไว้
“ทั้งนี้หวังใจว่าผู้ถือหุ้นที่อาจมีข้อขัดแย้ง จะสามารถเจรจากันได้ และเชื่อว่าทุกคนพร้อมเป็นตัวกลาง รวมถึงตนที่พร้อมเข้าไปชี้แจงสถานการณ์ธุรกิจของดุสิตธานีตามบทบาทที่ทำได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ดีก่อนวันประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 28 พ.ค.2568 ด้วยการมองถึงส่วนรวมเพื่อเดินหน้าธุรกิจต่อตามวัตถุประสงค์ของผู้ก่อตั้ง”
สำหรับผลประกอบการปี 2567 มีรายได้ 11,204 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74.8% เทียบกับปีก่อน ทำรายได้สูงเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBIRDA) 1,650 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 91.4% และขาดทุนสุทธิ 237 ล้านบาท เป็นการขาดทุนลดลง 58.4%
สำหรับผลขาดทุนในปี 2567 มีสาเหตุหลักมาจากดอกเบี้ยจ่ายของหุ้นกู้ที่บริษัท ออกและเสนอขายเพื่อรองรับสภาพคล่องทางการเงินในช่วงโควิด-19 และดอกเบี้ยเงินกู้ยืม (ประมาณ 281 ล้านบาท) และดอกเบี้ยของหนี้สินจากสัญญาเช่าตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 16 (TFRS 16) (ประมาณ 297 ล้านบาท) รวมเป็นต้นทุนทางการเงินทั้งสิ้นประมาณ 578 ล้านบาท จึงเห็นได้ว่า การที่บริษัทมีภาระดอกเบี้ยสูงเนื่องจากบริษัท ไม่ต้องการรบกวนผู้ถือหุ้นโดยการเพิ่มทุน จึงเป็นสาเหตุหลักในการขาดทุน ทั้งนี้ หากไม่รวมต้นทุนทางการเงินนี้ บริษัทจะมีกำไรจากการดำเนินงาน ดังจะเห็นได้จากการที่บริษัท มีกำไรจากการดำเนินงาน และ EBITDA ของบริษัท ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ด้านผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2568 บริษัท มีรายได้ 2,382 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สาเหตุหลักจากรายได้ธุรกิจโรงแรม เพิ่มขึ้น 15% จากการกลับมาเปิดให้บริการของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ตั้งแต่ปลายไตรมาส 3 ปี 2567 รายได้จากธุรกิจอาหารเพิ่มขึ้น 9.8% จากการขยายธุรกิจการให้บริการจัดการอาหารแก่โรงเรียนนานาชาติในปีที่ผ่านมา รายได้จากธุรกิจการศึกษาเพิ่มขึ้น 12.9% จากวิทยาลัยดุสิตธานี
อย่างไรก็ตาม การกลับมาเปิดให้บริการของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ส่งผลให้บริษัทมีต้นทุนขายและการให้บริการเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันมีรายได้อื่นลดลงจากกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลงมาก บริษัทจึงมี EBITDA ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 513 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทมีดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นจากโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค สำหรับส่วนงานที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง 60.7% มาอยู่ที่ 48 ล้านบาท หากไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน และรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ บริษัทจะมี EBITDA รวม 502 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.3% และมีกำไรสุทธิ 37 ล้านบาท ลดลง 32.7%
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





