วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

‘ศุภจี’ ยันปมขัดแย้งภายใน ‘ไม่กระทบ’ แผนธุรกิจ ‘ดุสิตธานี’

‘ศุภจี’ ยันปมขัดแย้งภายใน ‘ไม่กระทบ’ แผนธุรกิจ ‘ดุสิตธานี’

‘ศุภจี’ ซีอีโอแห่ง ‘ดุสิตธานี’ ยันเดินหน้าแผนธุรกิจตามปกติ หลังเกิดปมขัดแย้งภายในของผู้ถือหุ้นใหญ่ พร้อมชี้แจงชัด บมจ.ดุสิตธานี ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการบริหารงาน ทั้งส่วนของคณะกรรมการบริษัท หรือฝ่ายบริหารที่มีอำนาจสั่งการ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT กล่าวว่า บริษัท ขอชี้แจงสถานการณ์ล่าสุดเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และลดความกังวลของผู้ลงทุน พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

บริษัท ดุสิตธานีฯ ยังคงดำเนินธุรกิจตามปกติ

ปัจจุบัน บริษัท ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการบริหารงาน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของคณะกรรมการบริษัท หรือฝ่ายบริหารที่มีอำนาจสั่งการ บริษัท ยังคงเดินหน้าแผนงาน และการดำเนินธุรกิจตามปกติอย่างต่อเนื่อง

และในคณะกรรมการ (บอร์ด) ชุดปัจจุบันของ DUSIT ยังคงมีทายาทดุสิตธานีในยุคเจน 2 ทั้งสองฝ่าย เป็นกรรมการของ DUSIT โดย "ชนินทธ์ โทณวณิก” ยังคงเป็นรองประธานกรรมการของ DUSIT และประธานคณะกรรมการบริหาร DUSIT  ขณะที่ "สินี เธียรประสิทธิ์" เป็นกรรมการของ DUSIT ที่ดูแลทางด้านการเงิน และคณะกรรมการบริหารดุสิตธานี ด้าน "สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค" ไม่ได้เข้ามาเป็นกรรมการ

ด้านทายาทในยุคเจน 3 จากทั้งสองฝั่ง ก็ได้เข้ามาทำงานในกลุ่มธุรกิจของดุสิตธานีเช่นกัน

"บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าแผนงานและการดำเนินธุรกิจตามปกติอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การลงทุนต่างๆ ของดุสิตธานี ก็เป็นไปตามมติของบอร์ดและผู้ถือหุ้น"

งบการเงินไตรมาส 1/2568 เสร็จสมบูรณ์ และนำส่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

งบการเงินไตรมาส 1/2568 ซึ่งได้จัดทำตามมาตรฐานบัญชีอย่างโปร่งใส และได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการตรวจสอบ และได้รับการสอบทานจากผู้สอบบัญชีแล้ว ประกอบกับคณะกรรมการบริษัท ได้พิจารณาอนุมัติการแต่งตั้งผู้สอบบัญชีเป็นการเฉพาะสำหรับไตรมาสที่ 1/2568 ด้วยความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อป้องกัน ยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อบริษัท และเพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทั้งหมด

"บริษัท จึงได้นำส่งงบการเงินไตรมาส 1/2568 ให้กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยในวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ส่งผลให้หุ้น DUSIT ไม่ต้องติดเครื่องหมาย SP (ระงับการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราว) เพื่อป้องกันยับยั้งความเสียหายต่อบริษัท และผู้ถือหุ้นทั้งหมด หลังจากช่วงบ่ายวานนี้ (15 พ.ค.68) คณะกรรมการของบริษัท ได้ประชุมเพื่ออนุมัติงบการเงินไตรมาส 1/2568 เป็นการเร่งด่วน ซึ่งทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้แจ้งข้อควรระวัง (Disclaimer) แก่นักลงทุน เพราะต้องรอให้มีการพิจารณาผู้ตรวจสอบบัญชีในวันที่ 28 พ.ค.นี้"

“ยืนยันว่างบการเงินเฉพาะไตรมาส 1/2568 ไม่ได้มีปัญหา ถูกจัดทำขึ้นมาอย่างโปร่งใส คณะกรรมการตรวจสอบ และได้รับการสอบทานจากผู้สอบบัญชีแล้ว และการดำเนินงานต่างๆ อาทิ การลงทุนใหม่เป็นไปตามแผนงานที่ถูกอนุมัติทั้งจากคณะกรรมการและผู้ถือหุ้น”

ทั้งนี้ รายงานจากตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2568 แจ้งว่า งบการเงินไตรมาสที่ 1 ปี 2568 ของบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT ที่เผยแพร่ผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ผ่านการสอบทานจากผู้สอบบัญชีที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.ล.ต.

อย่างไรก็ตาม DUSIT อยู่ระหว่างการเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นอนุมัติแต่งตั้งผู้สอบบัญชีรายดังกล่าวเป็นผู้สอบบัญชีประจำปี 2568 ซึ่งจะประชุมในวันที่ 28 พ.ค.2568 ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงขอให้ผู้ลงทุนติดตามผลการพิจารณาอนุมัติแต่งตั้งผู้สอบบัญชีจากมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นดังกล่าวต่อไป

 

บริษัท พยายามคลี่คลายสถานการณ์อย่างเต็มที่ ตามบทบาทที่ทำได้ ขอให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายคลายความกังวล

บริษัท ขอยืนยันว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงอุปสรรคชั่วคราวที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการภายในของผู้ถือหุ้น ซึ่งบริษัท ไม่สามารถก้าวล่วงหรือแสดงความเห็นเพิ่มเติมแทนผู้ถือหุ้นดังกล่าวได้

อย่างไรก็ตาม บริษัท ได้ใช้ความพยายามแก้ไขปัญหาตามบทบาทที่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ และคาดว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะชัดเจนขึ้นภายหลังการประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 นี้

ทั้งนี้ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย

‘ศุภจี’ ยันปมขัดแย้งภายใน ‘ไม่กระทบ’ แผนธุรกิจ ‘ดุสิตธานี’

นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ยืนยันว่าผู้บริหารสูงสุดของบริษัท ดุสิตธานีฯ คือ ตัวเอง ไม่ใช่บุคคลในข่าวหรือผู้ถือหุ้นทั่วไป ตามหน้าที่หลักในการบริหารบริษัท มองว่า “ดุสิตธานี” ไม่ได้เป็นแค่บริษัท แต่เป็นตัวแทนของประเทศไทยในการนำความเป็นไทยออกสู่สายตาต่างประเทศเพื่อสร้างความประทับใจ

จากแผนการทำงานของตนหลังเข้ารับตำแหน่ง CEO ของบริษัท เมื่อปี 2559 และเข้าสู่ปีที่ 10 ในปี 2568 ซึ่งเป็นปีที่บริษัท ก้าวสู่บทใหม่ (New Chapter) จากการเปิดโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ตามแผนระยะยาวขององค์กรที่ได้วางไว้

“ทั้งนี้หวังใจว่าผู้ถือหุ้นที่อาจมีข้อขัดแย้ง จะสามารถเจรจากันได้ และเชื่อว่าทุกคนพร้อมเป็นตัวกลาง รวมถึงตนที่พร้อมเข้าไปชี้แจงสถานการณ์ธุรกิจของดุสิตธานีตามบทบาทที่ทำได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ดีก่อนวันประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 28 พ.ค.2568 ด้วยการมองถึงส่วนรวมเพื่อเดินหน้าธุรกิจต่อตามวัตถุประสงค์ของผู้ก่อตั้ง”

‘ศุภจี’ ยันปมขัดแย้งภายใน ‘ไม่กระทบ’ แผนธุรกิจ ‘ดุสิตธานี’

สำหรับผลประกอบการปี 2567 มีรายได้ 11,204 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74.8% เทียบกับปีก่อน ทำรายได้สูงเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBIRDA) 1,650 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 91.4% และขาดทุนสุทธิ 237 ล้านบาท เป็นการขาดทุนลดลง 58.4%

สำหรับผลขาดทุนในปี 2567 มีสาเหตุหลักมาจากดอกเบี้ยจ่ายของหุ้นกู้ที่บริษัท ออกและเสนอขายเพื่อรองรับสภาพคล่องทางการเงินในช่วงโควิด-19 และดอกเบี้ยเงินกู้ยืม (ประมาณ 281 ล้านบาท) และดอกเบี้ยของหนี้สินจากสัญญาเช่าตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 16 (TFRS 16) (ประมาณ 297 ล้านบาท) รวมเป็นต้นทุนทางการเงินทั้งสิ้นประมาณ 578 ล้านบาท จึงเห็นได้ว่า การที่บริษัทมีภาระดอกเบี้ยสูงเนื่องจากบริษัท ไม่ต้องการรบกวนผู้ถือหุ้นโดยการเพิ่มทุน จึงเป็นสาเหตุหลักในการขาดทุน ทั้งนี้ หากไม่รวมต้นทุนทางการเงินนี้ บริษัทจะมีกำไรจากการดำเนินงาน ดังจะเห็นได้จากการที่บริษัท มีกำไรจากการดำเนินงาน และ EBITDA ของบริษัท ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ด้านผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2568 บริษัท มีรายได้ 2,382 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สาเหตุหลักจากรายได้ธุรกิจโรงแรม เพิ่มขึ้น 15% จากการกลับมาเปิดให้บริการของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ตั้งแต่ปลายไตรมาส 3 ปี 2567 รายได้จากธุรกิจอาหารเพิ่มขึ้น 9.8% จากการขยายธุรกิจการให้บริการจัดการอาหารแก่โรงเรียนนานาชาติในปีที่ผ่านมา รายได้จากธุรกิจการศึกษาเพิ่มขึ้น 12.9% จากวิทยาลัยดุสิตธานี

อย่างไรก็ตาม การกลับมาเปิดให้บริการของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ส่งผลให้บริษัทมีต้นทุนขายและการให้บริการเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันมีรายได้อื่นลดลงจากกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลงมาก บริษัทจึงมี EBITDA ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 513 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทมีดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นจากโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค สำหรับส่วนงานที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง 60.7% มาอยู่ที่ 48 ล้านบาท หากไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน และรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ บริษัทจะมี EBITDA รวม 502 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.3% และมีกำไรสุทธิ 37 ล้านบาท ลดลง 32.7%

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์