ตลาดสินค้าความงาม 1.5 แสนล้านบาท ส่งสัญญาณโต รับพฤติกรรมผู้บริโภคใส่ใจ ดูแลผิวพรรณ เพราะเชื่อว่าภาพลักษณ์ที่ดูดีจะส่งเสริมให้ทุกอย่างดี จับทิศสกินแคร์ซองโต
“สกิน ลาบอราทอรี่” ผู้ปลุกปั้นแบรนด์สกินแคร์สัญชาติไทย “สกินซิซต้า” “เดอร์มี่” ลุยทำตลาดปี 68 รับคนไทยยังดูแลใส่ใจผิวพรรณ เพราะเชื่อว่าภาพลักษณ์ดีจะเสริมให้องค์ประกอบอื่นดีตาม เผยสกินแคร์ "แบบซอง" หรือซาเช่เติบโต แต่แข่งเดือด บนเชลฟ์มีกว่า 50 แบรนด์ให้ช้อป
ชาญวิทย์ เขียวนาวาวงศ์ษา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกิน ลาบอราทอรี่ จํากัด (มหาชน) หรือ SKIN เปิดเผยว่า บริษัทได้เริ่มธุรกิจและสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหรือสกินแคร์ “สกินซิสต้า”(SKINSISTA) ย่างเข้าสู่ปีที่ 13 และเดินหน้าเสริมทัพแบรนด์ใหม่ “เดอร์มี่”(DEMIE) เข้าทำตลาด และเสริมแกร่งพอร์ตโฟลิโอ รวมถึงเป็นการขยายฐานลูกค้าสูวงกว้างมากขึ้น
ในปี 2568 ท่ามกลางเศรษฐกิจ กำลังซื้อที่เปราะบาง บริษัทยังมองพฤติกรรมผู้บริโภครักสวยรักงาม ดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพราะการที่ตนเองมีภาพลักษณ์ดูดี จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ดังนั้น คาดการณ์จะเป็นหนึ่งในแรงส่งกระตุ้นตลาดสินค้าความงามหรือบิวตี้ในประเทศไทยให้เติบโตอัตรา 2 หลัก ราว 12% และมีมูลค่าตลาดระดับ 1.5 แสนล้านบาท
ตลาดสินค้าความงามแสนล้านบาท หากแบ่งย่อยเป็นหมวดหมู่ ตลาดสกินแคร์ถือว่ามีขนาดใหญ่มาก มูลค่า 1.2 แสนล้านบาท และเครื่องสำอาง 3 หมื่นล้านบาท
เข็มทิศชี้โอกาสตลาดเติบโต ทำให้บริษัทเดินหน้ารุกผลิตภัณฑ์ความงาม ทั้งปั้นแบรนด์ใหม่ “DEMIE” เปิดตัวอย่างเป็นทางการวันที่ 15 พ.ค.2568 หลังทดลองตลาดตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยแบรนด์ดังกล่าวจะเจาะกลุ่มเป้าหมายรักสวยรักงามวงกว้างมากขึ้น อายุ 20-50 ปี และราคาต่ำกว่า 20% เทียบกับแบรนด์เดิม “สกินซิสต้า” เจาะกลุ่มอายุ 18-30 ปี
ไตรมาส 2 บริษัทยังเดินหน้าเข้าตลาดหลักทรัพย์เอ็มไอ เพื่อระดมเงินทุนไปใช้ขยายธุรกิจ โดยเฉพาะในส่วนของการทำตลาด สร้างแบรนด์ ซึ่งใช้งบประมาณค่อนข้างมาก
เส้นทางกว่า 1 ทศวรรษ ของการบุกตลาดสินค้าความงาม พบการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่น่าสนใจหลายมิติ ย้อนอดีตผู้บริโภคนิยมและใช้สินค้าจากแบรนด์ใหญ่ แบรนด์ระดับโลกของค่ายต่างๆ เช่น ลอรีอัล ยูนิลีเวอร์ พีแอนด์จี นีเวีย ฯ แต่ปัจจุบันเปิดรับแบรนด์ใหม่ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะเจนเนอเรชันซี(Z) และเจนวาย(Y) ส่วนการสร้างแบรนด์จะถูกกล่อมด้วยกลยุทธ์ด้านอารมณ์ความรู้สึกหรืออีโมชันนอล เช่น ใช้แล้วสวย แต่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ใส่ใจคุณประโยชน์(ฟังชันนอล) ลงลึกส่วนผสม วัตถุดิบในผลิตภัณฑ์ เป็นต้น
ที่สำคัญตลาดสินค้าความงาม หมวดสกินแคร์ เครื่องสำอาง มีกำแพงป้องคู่แข่งหน้าใหม่ค่อนข้างต่ำ จึงทำให้แบรนด์ท้องถิ่น(Local) รวมถึงแบรนด์ภูมิภาค(Regional) เข้ามาบุกตลาดกันอย่างคึกคัก ส่วนช่องทางจำหน่าย นอกจากออฟไลน์ มีออนไลน์ทั้งแบรนด์ดอมคอม(เว็บไซต์แบรนด์) อีคอมเมิร์ซ โซเชียลคอมเมิร์ซ ฯ
“ย้อนไปสิบกว่าปีก่อน ตลาดบิวตี้ สกินแคร์ ขับเคลื่อนด้วยแบรนด์ใหญ่ระดับโลก เพราะเมื่อก่อนการสื่อสารสร้างแบรนด์ ผ่านสื่ออย่างทีวี ต้องใช้เงินลงทุนที่สูง เมื่อมีสื่อดิจิทัล ออนไลน์เข้ามาทำให้แบรนด์ที่อาจมีกระสุนไม่มาก สามารถสร้างการรับรู้แบรนด์ได้ในวงกว้างภายใต้สินค้าที่ดี จึงเห็นแบรนด์เล็กๆ แบรนด์โลคัล รีจินัลเข้ามาไทยมากขึ้น”
บริษัทเริ่มทำตลาดจากขายสินค้าผ่านตัวแทน ผ่านทีวี ปัจจุบันปรับตัวเจาะตลาดในวงกว้างมากขึ้น และปี 2568 จะปูพรมขยายทุกช่องทางทั้งออฟไลน์ เพิ่มจุดจำหน่ายสินค้าผ่านห้างค้าปลีกอีก 50 จุด และเชื่อมออนไลน์ให้แข็งแกร่ง รวมถึงการเพิ่มไลน์สินค้าใหม่ๆ
ปัจจุบันบริษัทมีสินค้าทำตลาดราว 30 รายการ(เอสเคยู) ครอบคุลม 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ เซรั่ม ครีมกันแดด ครีมบำรุงผิวหน้าผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า โดยเซรั่มและครีมกันแดดสร้างสัดส่วนยอดขายสูงสุด 80% และช่องทางจำหน่ายหลักคือร้านสะดวกซื้อ 60% ออนไลน์ 25% และห้างค้าปลีกสมัยใหม่(โมเดิร์นเทรด) 15% ส่วนรูปแบบสินค้า “ซอง” หรือซาเช่ ทำยอดขายมากสุด 60% ที่เหลือเป็นขนาดใหญ่(ฟูลแพ็ค) ขนาดต่างๆ 40%
“ยอดขายสกินแคร์แบบซองมากถึง 10 ล้านซอง และแนวโน้มการเติบโตดีทุกปี แต่ตลาดสกินแคร์แบบซองในไทยมีความซับซ้อนต้นๆของโลก การแข่งขันที่รุนแรง เพราะสกินแคร์แบบซองมีวางจำหน่ายบนเชลฟ์ไม่ต่ำกว่า 50 แบรนด์ โดยราคาขายเทียบกับพื้นที่เชลฟ์ถือว่าใช้ค่อนข้างน้อย หน้ากว้างราว 7 เซ็นติเมตร ราคา 49 บาท เทียบกับสินค้าอื่น เช่น ขนมขบเคี้ยวใช้พื้นที่มากกว่า ขายราคาต่ำกว่า อย่างไรก็ตาม การที่แบรนด์จะยืนหยัดบนเชลฟ์ได้นานสิ่งสำคัญคือการสร้างแบรนด์ให้ครองส่วนแบ่งในจิตใจลูกค้าหรรือ Share of Mind ให้ได้”
หลังทำตลาดมากว่าสิบปี บริษัทมองการเติบโตใน 3 ปีข้างหน้าอยู่ระดับ “เท่าตัว” หรือยอดขายแตะ 500 ล้านบาท จากปี 2567 มียอดขาย 239 ล้านบาท ในอนาคตยังมีแผนขยายไลน์สินค้าสู่เครื่องสำอางด้วย เนื่องจากเป็นตลาดใหญ่ และผู้บริโภคเริ่มใช้สินค้าตั้งแต่เด็ก มีการทาลิป ปัดแก้มแดง ฯ ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีสินค้า 1 รายการเพื่อเจาะหมวดหมู่นี้
“เราทำตลาดเข้าสู่ปีที่ 13 เริ่มต้นธุรกิจด้วยเงินลงทุน 3 ล้านบาท มีภรรยาเป็นพนักงานคนแรก และตนเองเป็นพนักงานคนที่ 2 นำสินค้าไปจำหน่ายยังตลาดต่างๆ เช่น ตลาดดอนเมือง ช่วงแรกๆก็เผชิญการขาดทุน แต่ปีที่ 2 คืนทุนได้ เป้าหมายต่อไปใน 3 ปี ต้องการเติบโตเท่าตัว”





