ย้อนไปเมื่อตอนบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ “AWC” เข้าไอพีโอ (IPO) นำหุ้นเสนอขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครั้งแรกเมื่อเดือน ต.ค. 2562 มีมูลค่าทรัพย์สินรวม (Gross Asset Value) อยู่ที่ 96,460 ล้านบาท ผ่านไป 5 ปี เติบโตก้าวกระโดด “2 เท่า” เป็น 209,374 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2568 พร้อมเดินหน้าขยาย “อาณาจักรอสังหาริมทรัพย์” ในเครือ “เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี” สู่การเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินรวมเป็น 218,000 ล้านบาทในสิ้นปี 2568 และทะยานสู่ระดับ 300,000 ล้านบาทในสิ้นปี 2572
“กรุงเทพธุรกิจ” ร่วมพูดคุยกับ 2 ขุนพลของ AWC ถึงภารกิจสร้างการเติบโตแก่องค์กรในระยะยาว ภายใต้การนำของแม่ทัพใหญ่ “วัลลภา ไตรโสรัส” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้เป็นทายาทของเจ้าสัวเจริญ
ขุนพลคนแรก “ไพฑูรย์ วงศาสุทธิกุล” หัวหน้าคณะสายงานกลยุทธ์การลงทุน AWC ซึ่งร่วมงานกับบริษัทมาตั้งแต่ก่อนเข้า IPO และเห็นพัฒนาการการเติบโตของบริษัทเรื่อยมา ฉายภาพว่า เมื่อพูดถึง AWC แล้ว หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้แตกต่างจากคู่แข่งคือ “Growth-Led Strategy” เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกกลุ่มธุรกิจ ท่ามกลางคู่แข่งในตลาดที่บางบริษัทอาจเน้นการสร้างยีลด์ คนเข้าไปลงทุนเพื่อรับรายได้คงที่ (Stable Income) แต่สำหรับ AWC แล้ว นี่คือ “Growth Company” เห็นได้จากจำนวนโครงการมากมายในมือที่อยู่ระหว่างการพัฒนา (Pipeline)
อีกกลยุทธ์สำคัญคือ “Asset Stage Movement” หรือการเร่งผลักดันศักยภาพของทรัพย์สิน เวลาเรามองทรัพย์สินในพอร์ตโฟลิโอ เราจะมองแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน ทำให้เราสามารถดึงเอาศักยภาพสูงสุดของผลตอบแทนจากโรงแรมและห้างแต่ละแห่ง เริ่มจากฐานทรัพย์สินดำเนินงาน (Operating Asset) เป็นฐานของการสร้าง “กระแสเงินสด” หรือ “กำไร” ที่จะไหลเข้ามา
“ต้องสร้างฐานนี้ให้แน่นก่อน โดยนับตั้งแต่บริษัทเข้า IPO จนถึงสิ้นไตรมาส 1 ปีนี้ มีมูลค่าของทรัพย์สินดำเนินงานเพิ่มขึ้น 78,256 ล้านบาท เติบโต 94%”
เมื่อฐานแข็งแรง! ทำให้สามารถนำกระแสเงินสดเหล่านี้ไปลงทุนต่อ เห็นได้จากข่าว AWC ประกาศเข้าซื้อทรัพย์สินใหม่และพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อเปิดดำเนินการ ตามกลยุทธ์ที่ต้องสร้างฐานให้แน่นก่อน เช่น การเข้าซื้อโรงแรมบางแห่งในช่วงโควิด มารีโนเวตปรับปรุงใหม่เพื่อรองรับการเติบโตหลังอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟื้นตัว
และถ้าเปรียบ AWC เป็น “เครื่องยนต์ติดเทอร์โบ” แน่นอนว่าไม่ได้มีแค่เทอร์โบตัวเดียวจากโครงการต่างๆ ที่ทยอยเปิดตัวและพัฒนา แต่ยังมีเทอร์โบตัวที่ 2 นั่นคือการเตรียมพัฒนาโครงการใหญ่ระดับ “เมกะ เดสติเนชัน” (Mega Destination) ในระยะยาว เช่น โครงการเอเชียทีค, อควอทีค พัทยา, ลานนาทีค เชียงใหม่ และเวิ้งนครเกษม เยาวราช ซึ่งต้องใช้ความละเอียดอ่อนในการพัฒนาและลงทุน
“ในอีก 5 ปีข้างหน้า AWC จะเป็นบริษัทที่มีฐานใหญ่และมั่นคง พร้อมเติบโตไปข้างหน้าอย่างมาก” ไพฑูรย์ ย้ำ
เฉพาะอสังหาริมทรัพย์ “กลุ่มโรงแรมและการบริการ” เมื่อสิ้นปี 2567 บริษัทมีจำนวนห้องพักรวม 6,029 ห้อง โดยในปี 2568 จะเปิด 4 โรงแรมใหม่ คิดเป็นห้องพักจำนวน 1,349 ห้อง ส่วนในปี 2569 จะเปิดอีก 6 โรงแรม จำนวน 671 ห้อง ขณะที่ปี 2570 มีกำหนดเปิดอีก 2 โรงแรม จำนวน 309 ห้อง และปี 2571-2572 จะเปิดอีก 5 โรงแรม ทำให้ในอีก 5 ปีข้างหน้าบริษัทจะมีจำนวนห้องพักทั้งหมด 11,908 ห้อง จากการจับมือพันธมิตรเชนรับบริหารโรงแรมระดับโลกหลายกลุ่ม มีฐานสมาชิกรวมกันมากกว่า 600 ล้านคน แต่ละกลุ่มเชนฯ สามารถนำพานักท่องเที่ยว “ดีมานด์คุณภาพ” เข้าพัก ซึ่งต่างมองหาบริการที่ตอบโจทย์ด้านไลฟ์สไตล์หลากหลายมุม
“บริษัทเน้นกลยุทธ์ลงทุนในทรัพย์สินที่มีคุณภาพ ยูนีค ตั้งอยู่บนไพร์มโลเกชัน และสามารถสร้างคุณค่าระยะยาว (Long-Term Value) เห็นได้จากโรงแรมหลายแห่งที่เราเข้าซื้อกิจการนำมาปรับปรุงและรีแบรนด์ สามารถสร้างการเติบโตแก่อัตราราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR) เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 335% เทียบกับก่อนปรับปรุง ยกตัวอย่าง โรงแรมมีเลีย เชียงใหม่ บริษัทใช้เงินลงทุน 71% ของมูลค่าโครงการที่เราได้มา แต่สิ่งที่เราได้คืออัตราราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR) เติบโตถึง 601%”
ด้านภารกิจติดเทอร์โบตัวที่ 3 คือ “AWC Growth Fund” นับเป็นเครื่องมือที่ช่วยพัฒนาโครงการโดยไม่ต้องลงทุนหรือเข้าซื้อกิจการ 100% สามารถทยอยซื้อบางส่วนก่อนได้และพัฒนาไประหว่างนั้น กระทั่งโครงการเหล่านั้นได้รับการพัฒนาจนแล้วเสร็จ บริษัทค่อยเข้าซื้อเข้ามาเต็ม 100%
“แม้ปัจจุบันจะมีปัจจัยลบส่งผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และท่องเที่ยวบริการ แต่ AWC ยังคงเดินหน้าแผนการลงทุนตามเดิม แต่ก็พร้อมจะปรับแผนให้เข้ากับโอกาสและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ที่ผ่านมาเราแสดงให้เห็นแล้วว่ามีกลยุทธ์ชัดเจน หากสถานการณ์เปลี่ยน เราอาจจะดูว่าโครงการไหนที่เราไม่ได้ถือต้นทุนไว้มาก ก็สามารถปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องได้ แต่ถ้าโครงการนั้นเราเริ่มลงทุนเข้าสู่ขั้นตอนการพัฒนาแล้ว เราไม่ถอย ต้องทำให้เสร็จ” ไพฑูรย์ ยืนยันเช่นนั้น
ด้านขุนพลคนที่ 2 “ชยานนท์ หอพัตราภรณ์” หัวหน้าคณะสายงานบัญชีและการเงิน AWC เล่าเสริมว่า บริษัทมุ่งขยายพอร์ตโฟลิโอในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการและกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 1 ที่ผ่านมามี “3 โครงการ” ได้แก่ โรงแรม มีเลีย พัทยา โฮเต็ล ประเทศไทย, โครงการเวิ้งนครเกษม เยาวราช และโครงการเลอ คองคอร์ด รัชดาฯ เพื่อพัฒนาเป็น Jubilee Prestige Tower ที่มีทั้งสำนักงานและโรงแรม เจดับบลิว แมริออท แบงก์ค็อก รัชดาภิเษก นับเป็นไตรมาสที่สร้างการเติบโตก้าวกระโดดด้วยจำนวนห้องกว่า 641 ห้อง เพิ่มขึ้น 10%
ส่วนแผนการเปิด “โรงแรมใหม่” ตลอดปี 2568 มีด้วยกัน 3 โรงแรม นอกจากโรงแรมมีเลีย พัทยา ที่บริษัทเข้าซื้อโรงแรมนำมารีโนเวตใหม่ เปิดให้บริการแล้วในไตรมาส 1 ถือเป็นโรงแรมแห่งแรกของบริษัทในพัทยา ตั้งเป้าเพิ่ม ADR กว่า 300% เทียบกับก่อนปรับปรุง ให้ได้ราคาห้องพักมากกว่า 4,500 บาทต่อคืนภายในสิ้นปีนี้ จากปัจจุบันขายราคาประมาณ 3,000 บาทต่อคืน
นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดให้บริการ โรงแรมพัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา ในไตรมาส 2 ภายใต้โครงการ “ดิ อควอทีค เดสติเนชัน พัทยา” (The Aquatique Destinations Pattaya) ส่วนปลายปีจะเปิดโรงแรมแฟร์มอนท์ แบงคอก สุขุมวิท ซึ่งเป็นการรีแบรนด์จากโรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว แบงค็อก วินด์เซอร์ ในย่านสุขุมวิท
“และไฮไลต์สำคัญในช่วงกลางปีนี้ คือการเปิดตัวโครงการ จูราสสิค เวิลด์: ดิ เอ็กซ์พีเรียนซ์ (Jurassic World: The Experience) เป็นเดสติเนชันเปิดให้บริการระยะยาวแบบ Semi-Permanent Attraction บนพื้นที่โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น มูลค่าการลงทุน 1,400 ล้านบาท คาดเปิดให้บริการช่วงกลางเดือน ก.ค. หลังภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ จูราสสิค เวิลด์ รีเบิร์ธ เข้าโรงฉายต้นเดือน ก.ค.” ชยานนท์กล่าว





