เมื่อ “ภาคการท่องเที่ยว” เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวสุดท้ายสะดุดตั้งแต่ต้นปี 2568 หลังเกิดกรณีนักแสดงชาวจีน ซิงซิง ตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ กระทบต่อภาพลักษณ์ปัญหาความปลอดภัยในสายตานักท่องเที่ยวจีนอย่างหนัก ด้วยมีขนาดตลาดใหญ่อันดับ 1 ของภาคท่องเที่ยวไทย ใช้เวลาสั่งสมฐานจำนวนคนมากว่า 20 ปี และเคยทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 11.13 ล้านคนในปี 2562 ก่อนโควิด คิดเป็นสัดส่วน 28% จากนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 39.8 ล้านคน ขณะที่ปี 2567 มีนักท่องเที่ยวจีนจำนวน 6.73 ล้านคน เพิ่งจะฟื้นตัว 60% จากปี 2562 และคิดเป็นสัดส่วน 19% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด 35.54 ล้านคน
รายงานจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุถึงสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยในช่วง 4 เดือนแรก (ม.ค.-เม.ย.) ของปี 2568 ว่ามีจำนวนสะสม 12.09 ล้านคน ติดลบ 0.26% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สร้างรายได้ 5.77 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.24% เฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจีน แม้ยังเป็นอันดับ 1 แต่มีจำนวนสะสม 1.64 ล้านคน ลดลง 25% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ฉุดยอดภาพรวมติดลบเล็กน้อย แต่ยังดีที่ได้หลายตลาดช่วงประคองการเติบโตด้านรายได้ โดยเฉพาะตลาดระยะไกล (Long Haul) จากยุโรป ตะวันออกกลาง และสหรัฐ
จีนหดตัวแรง “ท่องเที่ยวไทย” เริ่มเข้าขั้นวิกฤติ
นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ภาคการท่องเที่ยวถือเป็นเครื่องจักรเดียวที่เหลืออยู่ในการพึ่งพาเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย อะไรที่สามารถทำได้ จะพยายามทำก่อน เพราะตั้งแต่ต้นปี 2568 จนถึงปัจจุบัน นักท่องเที่ยวต่างชาติบางตลาดลดลงจริง อาทิ จีน แต่ในด้านรายได้สามารถปรับเพิ่มขึ้นเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แม้จำนวนจะลดลง แต่รายได้ยังเติบโต นับว่ามีนักท่องเที่ยวคุณภาพใช้จ่ายสูงเข้ามามากขึ้น
“แม้สถานการณ์ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยในตอนนี้เริ่มเข้าขั้นวิกฤติตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และภาคเอกชนกังวล แต่ด้วยสถานการณ์เพิ่งเริ่มต้น ทำให้ยังสามารถป้องกันได้”
ทั้งนี้การแข่งขันของภาคการท่องเที่ยวโลกในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหลายประเทศหันมารุกเรื่องท่องเที่ยวมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศจีนที่เข้ามาชิงตลาดนักท่องเที่ยวจากต่างชาติไปมากขึ้นด้วย ขณะที่ไทยมีกระแสข่าวเชิงลบต่อเนื่อง หากลบกระแสข่าวไม่ดีออกไปไม่ได้ จะเป็นผลลบต่อภาพลักษณ์ของไทย ซึ่งกังวลว่าจะเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศไทยทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะแค่ภาคท่องเที่ยวเท่านั้น
ททท.จ่อปรับเป้ารายได้เหลือ 3 ล้านล้าน
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.จ่อปรับเป้าหมายรายได้รวมการท่องเที่ยวปี 2568 จากเดิมตั้งไว้ 3.4-3.5 ล้านล้านบาทตามเป้าหมายเชิงนโยบายของรัฐบาล แต่พอนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยลดลง ย่อมต้องมีผลกระทบแน่ ทำให้ ททท.อาจต้องปรับเป้ารายได้ตลาดต่างประเทศให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจพลาดเป้าไปแล้ว
“ประเมินแนวโน้มว่าปีนี้จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35.5 ล้านคนเท่ากับปีที่แล้ว สร้างรายได้จากตลาดต่างประเทศเติบโตไม่น้อยกว่า 10% เทียบกับฐานรายได้ 1.67 ล้านล้านบาทของปีที่แล้ว เพิ่มเป็น 1.83 ล้านล้านบาทในปีนี้ ส่วนตลาดนักท่องเที่ยวชาวไทย ถือเป็นความหวังของหมู่บ้าน ต้องไปต่อ จึงคงเป้าไว้เท่าเดิมที่จำนวน 205 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้ตลาดในประเทศ 1.17 ล้านล้านบาท ทำให้เป้าหมายรายได้รวมทั้งตลาดในและต่างประเทศปีนี้อยู่ที่ 3 ล้านล้านบาท เท่ากับรายได้รวมปี 2562 ก่อนโควิดระบาด”
เตรียมเชิญ รมว.การท่องเที่ยวจีนเยือนไทย
สำหรับเหตุการณ์และปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยวจีนตอนนี้มีหลายเรื่อง ทั้งประเด็นการค้ามนุษย์ ภาพความไม่ปลอดภัยจากเหตุแผ่นดินไหว คดีฆาตกรรมสาว LGBTQ และประเด็นเกี่ยวกับคำว่าจีนเทา ทั้งหมดนี้ล้วนถูกนำมาขยายความ คอมเมนต์ และส่งต่อกันในโลกออนไลน์ สร้างความหวาดระแวงแก่นักท่องเที่ยวจีน เหมือนประเทศไทยกำลังเจอสงครามโซเชียลมีเดีย และน่ากังวลว่าจะเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่ส่งผลกระทบวงกว้าง
“ยอมรับว่าการบริหารจัดการสถานการณ์ในช่วงนี้เป็นเรื่องยากมาก ต้องเป็นระดับ G2G หรือระหว่างรัฐบาล โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีน มาร่วมงานเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ครบ 50 ปี ไทย-จีน ในเดือน ก.ค. 2568”
แย่สุด “จีนเที่ยวไทย” อาจเหลือ 4-5 ล้านคน
ททท.ประเมินตลาดนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยตลอดปี 2568 ด้วยว่า หากสถานการณ์บานปลาย คาดว่าปีนี้ในกรณีเลวร้ายที่สุดจะเหลือ 4-5 ล้านคน แต่ถ้าสถานการณ์ยังคงที่ สามารถดึงบรรยากาศความเชื่อมั่นกลับมาได้ น่าจะผลักดันไปถึงจำนวน 6.7 ล้านคนเท่าปีที่แล้วได้
“เราจำเป็นต้องพยุงตลาดจีนเอาไว้ แม้ ททท.จะปรับแผนส่งเสริมตลาดระยะไกลจากยุโรปและตะวันออกกลาง ที่มีอัตราการเติบโตเชิงจำนวนดีมากและใช้จ่ายต่อทริปสูงมาทดแทน แต่ถ้าเกิดกรณีเลวร้ายสุดนักท่องเที่ยวจีนในปีนี้ลงมาเหลือ 4-5 ล้านคน รายได้จากตลาดระยะไกลก็ทดแทนไม่เพียงพอ”
ท่ามกลางภาวะโลกรวนที่ยังคงเป็นความท้าทายหลักส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว อาทิ เศรษฐกิจโลกชะลอตัว รายได้ครัวเรือนลดลง นักท่องเที่ยวจำกัดการเดินทางเพราะต้องรัดเข็มขัดมากขึ้น และการแข่งขันรุนแรงจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกในการแย่งชิงนักท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้การพัฒนาสินค้าท่องเที่ยวต้องโดนใจมากจริงๆ คนถึงจะออกเดินทาง
ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์
ของบกลางฯ 3.5 พันล้านกระตุ้นครึ่งปีหลัง
นางสาวฐาปนีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ททท.เตรียมนำเสนอแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวที่ปรับใหม่ต่อกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของบกลางปี 2568 รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 3,500 ล้านบาท นำมากระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติผ่าน 3 โครงการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
โครงการแรกคือ เที่ยวไทยคนละครึ่ง ตั้งเป้าหมายกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวไทยในช่วงโลว์ซีซันปีนี้ จากการหารือล่าสุดอาจมีการปรับลดจำนวนสิทธิเหลือไม่ถึง 1 ล้านสิทธิ และประชาชนที่เข้าร่วมโครงการจะถูกจำกัดสิทธิ ใช้ได้สูงสุดไม่ถึง 10 สิทธิต่อ 1 คน
โครงการที่ 2 ส่งเสริมการตลาดร่วม (Joint Promotion) ผ่านแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) เพื่อเจาะนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง (F.I.T.) และโครงการที่ 3 ส่งเสริมตลาดร่วมกับสายการบิน ทำเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจีน จะให้น้ำหนักการสนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter Flight) วางเงื่อนไขเบื้องต้นคือมีอัตราการบรรทุกผู้โดยสารไม่ต่ำกว่า 85% ต่อเที่ยวบิน
“ปัญหาภาพลักษณ์ความปลอดภัยของประเทศไทย ทำให้นักท่องเที่ยวจีนกลัว ไม่อยากเดินทาง กระทบต่อการทำตลาดเที่ยวบินเช่าเหมาลำของบริษัททัวร์ และเกรงว่าในอนาคตจะกระทบต่อตลาดเที่ยวบินประจำตามมา จึงจำเป็นต้องรีบพยุงตลาดเที่ยวบินเช่าเหมาลำจากจีนเอาไว้”
เจาะกลุ่มเดินทางครั้งแรกเมืองรอง
นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า เป้าหมายของการสนับสนุนโครงการเที่ยวบินเช่าเหมาลำจากเมืองรองในประเทศจีน ซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มเดินทางครั้งแรก ต้องการจุดกระแสความนิยมการเดินทางเที่ยวประเทศไทยให้กลับมาอีกครั้งในช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค. ของปีนี้ และสร้างความเชื่อมั่นต่อเนื่องในระยะยาว
“นำไปสู่การดึงนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยให้ได้ 7 ล้านในปีนี้ ซึ่งเป็นไปได้สูง เพราะจากเดิมบริษัทนำเที่ยวในจีนหันไปขายแพ็กเกจเที่ยวญี่ปุ่นและเวียดนาม เมื่อเห็นกระแสการท่องเที่ยวไทย ก็จะกลับมาช่วยกระตุ้นตลาดให้ไทยกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง”
ธนพล ชีวรัตนพร
เพิ่มแรงจูงใจดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ
นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ผู้พัฒนาและดำเนินธุรกิจศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ เอ็มสเฟียร์ และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ กล่าวว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวไทยซึ่งเผชิญภาวะหดตัวของนักท่องเที่ยวจีนนั้น ในฐานะผู้ประกอบการ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ต้องปรับตัวในการทำการตลาด พร้อมมุ่งเจาะตลาดใหม่
อย่างไรก็ตาม การกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติของภาครัฐ หนึ่งในแนวทางสำคัญเร่งด่วนควรพิจารณาการให้สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นไม่ว่าจะ Incentive หรือ Benefit ให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผ่านมาตรการภาษีต่างๆ เป็นแรงจูงใจให้อยากมาไทยและใช้จ่าย
สำหรับเดอะมอลล์ ศูนย์การค้าในเมือง (เอ็มโพเรี่ยม, เอ็มควอเทียร์) มีนักท่องเที่ยวต่างชาติใช้บริการสัดส่วน 40-50% ในจำนวนนี้เป็นยอดขายจากนักท่องเที่ยวจีนราว 30% ตอนนี้ลงมาเหลือ 25% แต่ฐานลูกค้านักท่องเที่ยวหลักยังมีญี่ปุ่น มาเลเซีย ฮ่องกง สิงคโปร์ ซึ่งเป็นกลุ่มศักยภาพในการใช้จ่ายเช่นกัน
“เป็นช่วงปรับตัว และดึงนักท่องเที่ยวชาติอื่นมากขึ้น ซึ่งเรายังมีนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซีแอลเอ็มวี ซึ่งกำลังซื้อ หรือใช้จ่ายอาจไม่มากเท่าจีน แต่มีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ”
เร่งฟื้นเชื่อมั่นเฟ้นโมเดลโปรโมต “ไทย”
นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า จากสารพัดความท้าทายที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เช่น สงครามการค้า ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และอื่นๆ ล่าสุด ททท.คาดการณ์แนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยในปี 2568 ลดลงเหลือ 35.5 ล้านคนเท่ากับปีที่แล้ว บริษัทฯ มองว่าทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องพร้อมลุย หาจุดขายดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้ามาจับจ่าย ในภาวะที่บางตลาด เช่น ประชุมสัมมนา ยังชะลอการเดินทาง ต้องรอจังหวะในการบูสต์ และที่สำคัญคือต้องช่วยกันสร้างบรรยากาศความเชื่อมั่น พร้อมหาโมเดลการสร้างความพิเศษเพื่อร่วมกันโปรโมตประเทศไทย
“จริงๆ แล้วประเทศไทยมีความพิเศษ เราต้องร่วมกันพัฒนาโครงการที่มีคอนเซ็ปต์ดีๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่นักท่องเที่ยว”
วัลลภา ไตรโสรัส
นายไพฑูรย์ วงศาสุทธิกุล หัวหน้าคณะสายงานกลยุทธ์การลงทุน AWC กล่าวเสริมว่า ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และท่องเที่ยวบริการสร้างผลทวีคูณต่อระบบเศรษฐกิจ เป็นห่วงโซ่ขนาดยาว เม็ดเงินไหลสู่คนในทุกเซ็กเตอร์อย่างมาก และมีผลต่อการจ้างงาน ทุกภาคส่วนจึงจำเป็นต้องจับมือกันให้แน่นเพื่อฝ่าปัจจัยลบกระทบเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในครั้งนี้ไปให้ได้





