วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน 2569

Login
Login

อาณาจักร ‘รวยไม่หยุด’ ปีนี้จะมี 18 แบรนด์ เน้นขายของไม่แพง ปรับตัวเพราะเศรษฐกิจทรุดอีกยาว

อาณาจักร ‘รวยไม่หยุด’ ปีนี้จะมี 18 แบรนด์ เน้นขายของไม่แพง ปรับตัวเพราะเศรษฐกิจทรุดอีกยาว

เกือบ 10 ปีที่แล้ว ปิ้งย่างเกาหลียังไม่ใช่อาหารที่หาทานได้ทั่วไปตามท้องตลาด มีเพียงเชนใหญ่ไม่กี่แห่งยึดครองมาร์เก็ตแชร์ แต่ถัดจากนั้นอีก 2 ปีให้หลังก็มี “nice 2 Meat u” แฟรนไชส์น้องใหม่ส่งตรงจากเกาหลีเข้ามาบุกเมืองไทย ปักหมุดใจกลางสยามสแควร์ซอย 3 โดดเด่นด้วยเนื้อชิ้นโตๆ พร้อมกับแบรนดิ้งที่ดูสดใหม่ไม่เหมือนใคร

ใช้เวลาเพียงไม่นาน “nice 2 Meat u” ได้รับการบอกต่อปากต่อปาก จนกลายเป็นร้านปิ้งย่างที่มีชื่อเสียง มีฐานลูกค้าเหนียวแน่น ขยายสาขาออกไปแล้ว 14 แห่ง พร้อมกับเติมแบรนด์อื่นๆ เข้ามาในพอร์ตโฟลิโออีกมากมาย

นับจนถึงตอนนี้อาณาจักร “รวยไม่หยุด” บริษัทแม่ปิ้งย่าง nice 2 Meat u ของ “เกศ-ชุติมา เปรื่องเมธางกูร” และ “แนท-นันทนัช เอื้อศิริทรัพย์” มีร้านอาหารในเครือทั้งหมด 10 แบรนด์ พร้อมกับเป้าหมายเปิดเพิ่มอีก 8 แบรนด์ เท่ากับว่า ปีนี้เราจะได้เห็นเครือรวยไม่หยุดกรุ๊ปมีร้านอาหารในพอร์ตมากถึง 18 แบรนด์

จากจุดเริ่มต้นที่ “เกศ” ได้เจอกับ “แนท” ในคอร์สเรียน สู่วันที่ร่วมหัวจมท้ายในฐานะพาร์ทเนอร์ธุรกิจ จากเป้าหมายเดิมกับการเป็นที่สุดของร้านอาหารเกาหลี มาวันนี้ทั้งคู่ต้องปรับตัว และไม่ได้หยุดอยู่ที่เดิมอีกต่อไป “เกศ” บอกว่า ด้วยจำนวนคู่แข่งร้านปิ้งย่างเกาหลีที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป เงินในกระเป๋าผู้บริโภคที่น้อยลง และความมาไวไปไวของเทรนด์การกิน

หลังจากนี้ “รวยไม่หยุด” ไม่ได้ต้องการเป็นเบอร์ 1 ร้านอาหารเกาหลีอีกแล้ว ขอมุ่งหน้าสู่การเปิดร้านอาหารเอเชียนในราคาจับต้องได้มากขึ้น ตั้งแต่ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ บะหมี่ป๊อกป๊อก ไปจนถึงร้านข้าวแกงที่มีราคาเริ่มต้นเพียง 29 บาทเท่านั้น

อาณาจักร ‘รวยไม่หยุด’ ปีนี้จะมี 18 แบรนด์ เน้นขายของไม่แพง ปรับตัวเพราะเศรษฐกิจทรุดอีกยาว -nice two Meat U ปิ้งย่างเกาหลีร้านแรกในเครือรวยไม่หยุด-

ฝันอยาก “รวยไม่หยุด” ตั้งแต่เด็ก ทำมาหมดแล้วทั้งยิมมวย ร้านนวด ร้านทำเล็บ

นับจนถึงตอนนี้ปิ้งย่างเกาหลี “nice 2 Meat u” เปิดทำการมาได้ 8 ปีเต็ม แม้จะประสบความสำเร็จจนขึ้นแท่นร้านเบอร์ 1 ในเครือ แต่กว่าจะมีวันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย “เกศ” เล่าย้อนกลับไปถึงภูมิหลังก่อนกระโดดสู่ธุรกิจร้านอาหารว่า ครอบครัวของเธอเป็นยี่ปั๊วขายเหล้า-บุหรี่ และทำสวนยางพารา มีพี่น้องทั้งหมด 4 คน ทุกคนเรียนเก่งหมดเว้นแต่ตนเองที่ไม่ชอบเรียนหนังสือมากนัก แต่สุดท้าย “เกศ” ก็คว้าใบปริญญาด้านการโรงแรมและการทำอาหาร มหาวิทยาลัยบอสตัน 

ฝึกงานที่โรงแรมได้ 2 ปี ก็ตัดสินใจกลับมาช่วยธุรกิจที่บ้านได้พักหนึ่ง หลังจากนั้นจึงเข้าสู่เส้นทางพนักงานประจำที่บริษัทคอนซัลท์อีกราวๆ 2 ปี ระหว่างนั้นก็เก็บเงินมาเปิดร้านกาแฟแถวสาทรไปด้วย นิสัยชอบหาเงินและกล้าได้กล้าเสียทำให้หลังจากนั้น “เกศ” ลงทุนทำธุรกิจอีกสารพัดอย่าง ตั้งแต่เปิดร้านทำเล็บ ร้านตัดสูท ยิมมวย ร้านนวด ร้านแว็กซ์ ไปจนถึงประมูลช่องทีวี 24 ชั่วโมง ทั้งที่ตัวเองไม่เคยทำธุรกิจสื่อมาก่อน

แทบทุกธุรกิจที่ “เกศ” ทำ เรียกได้ว่า เจ๊งระนาวเกือบทั้งหมด เหลือเพียงร้านทำเล็บ “Katie Nails” ที่ยังดำเนินกิจการต่อ จนเหลือเงินก้อนสุดท้ายพอดีกับจังหวะที่ “เกศ” ได้มารู้จักกับ “แนท” จึงเอ่ยปากชวนมาทำธุรกิจร่วมกัน ตั้งต้นจากความชอบกินอาหารเกาหลีของ “เกศ” บวกกับตอนนั้นยังไม่มีร้านอาหารแนวปิ้งย่างเกาหลีในไทยที่มีรสชาติจัดจ้าน จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการซื้อแฟรนไชส์ “nice 2 Meat u” มาเปิดในไทย และนำมา Localized ให้รสชาติถูกปากคนไทยมากที่สุด

หลังจาก “nice 2 Meat u” ประสบความสำเร็จ ทั้งสองก็ซื้อสิทธิมาสเตอร์แฟรนไชส์จากเกาหลีมาอีกหลายแห่ง อาทิ “Mil Toast House” คาเฟ่ขนมปังชื่อดังของเกาหลี “Dosan Dalmatian” บรันช์คาเฟ่ “EBOMB” แซนวิชเครื่องล้น และยังมีร้านที่พัฒนาขึ้นเองอย่าง “Fire Tiger” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ชานมเสือพ่นไฟ” โด่งดังสร้างปรากฏการณ์รอคิวยาวเหยียดมาแล้ว

อาณาจักร ‘รวยไม่หยุด’ ปีนี้จะมี 18 แบรนด์ เน้นขายของไม่แพง ปรับตัวเพราะเศรษฐกิจทรุดอีกยาว

ปิ้งย่างเกาหลีไม่เซ็กซี่อีกแล้ว? ยุคสมัยเปลี่ยน คนไทยเงินหมด ต้องกินได้ทุกวันถึงขายได้

ความสำเร็จของปิ้งย่างเกาหลีทำให้ “เกศ” เคยตั้งเป้าอยากเป็นเบอร์ 1 ร้านอาหารเกาหลีในไทย ทว่า ปัจจุบันไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้ว แทนที่จะขยายสาขาจากร้านเดิมมากขึ้น กลยุทธ์ของเครือรวยไม่หยุดปีนี้ คือการสร้างแบรนด์เพิ่มอีก 8 แบรนด์ มีร้านพรีเมียมในหมวดปิ้งย่างเกาหลี 2 แห่ง ได้แก่ “Cheongdam” และ “Hannam”

และอีก 6 แบรนด์ที่เหลือทำขึ้นมาเพื่อจับกลุ่มแมสโดยเฉพาะ ตั้งแต่ “เกศเตี๋ยวป๊อกป๊อก & ต้มยำ” ร้านบะหมี่ป๊อกป๊อกย้อนวัย “ข้าวแกง & ปลาทู” ร้านข้าวราดแกง ราคาเริ่มต้น 29 บาท “Standard Bun” ร้านขนมปังเกาหลี “Chago” คาเฟ่ร้านชา “Daelim Korean Noodle” ร้านบะหมี่เกาหลี และร้านซูชิ-อิซากายะ ทั้งหมดนี้ประเมินว่า ใช้งบลงทุนราว 200 ล้านบาท

“เกศ” ฉายภาพสถานการณ์ปัจจุบันให้ฟังว่า เริ่มเห็นสัญญาณเศรษฐกิจตกต่ำมาพักใหญ่โดยเฉพาะ 2-3 ปีหลังมานี้ วัดได้จากทราฟิกในห้างที่ลดลง ส่วนใหญ่คนเลือกออกมาเดินแค่เสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดยาวเท่านั้น จำนวนการใช้จ่ายต่อหัวและต่อบิลก็ลดลงด้วย บางส่วนใช้จ่ายไปกับเทรนด์แฟชั่นมากกว่าจะทุ่มให้กับค่าอาหารในแต่ละวัน

แม้ร้านอาหารในพอร์ต “รวยไม่หยุด” จะจับกลุ่ม “Medium to high” แต่เชื่อหรือไม่ว่า แม้แต่กลุ่มระดับบนก็เริ่มได้รับผลกระทบแล้ว ทางรอดของธุรกิจร้านอาหารหลังจากนี้ คือการบุกตลาดแมส ขายของที่คนกินได้ทุกวัน พิสูจน์จาก “เกศเตี๋ยว” ที่คืนทุนได้ภายในเวลาเพียง 3 เดือน แถมยังมีลูกค้าแวะเวียนมาครบทุกกลุ่ม

อาณาจักร ‘รวยไม่หยุด’ ปีนี้จะมี 18 แบรนด์ เน้นขายของไม่แพง ปรับตัวเพราะเศรษฐกิจทรุดอีกยาว

-(จากซ้ายไปขวา) แนท-นันทนัช เอื้อศิริทรัพย์ และ เกศ-ชุติมา เปรื่องเมธางกูร สองผู้ก่อตั้งเครือรวยไม่หยุด-

จากตอนแรกที่คาดการณ์ไว้ว่า “เกศเตี๋ยว” น่าจะถูกใจนักเรียนนักศึกษาและกลุ่มแมสเท่านั้น กลายเป็นว่า ตอนนี้มีลูกค้าครบทุกกลุ่ม ตั้งแต่ตลาดบน กลุ่มแมส คนทำงานออฟฟิศ นักเรียน ไปจนถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติก็มีให้เห็นทุกวัน จนถึงตอนนี้ “แนท” บอกว่า รายได้สะสมของ “เกศเตี๋ยว” อยู่ที่ 30 ล้านบาท เกินกว่าที่คาดไว้มากๆ ขึ้นแท่น Top 3 แบรนด์ทำเงินในเครือไปเรียบร้อย

เมื่อถามว่า ร้านจะสูญเสียจุดยืนเรื่องความพรีเมียมไปหรือไม่หลังจากหันมาจับตลาดแมสมากขึ้น “เกศ” และ “แนท” ไม่ได้มองเช่นนั้น คิดว่า เป็นการปรับพอร์ตให้มีความหลากหลายเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจมากกว่า ด้วยเศรษฐกิจและทิศทางแบบนี้แบรนด์ต้องทำอาหารที่คนจับต้องได้ ต้องปรับตัว ฝืนเสริมพอร์ตอาหารเกาหลีเข้ามามากๆ ไม่ได้แล้ว ต้องดูเทรนด์และหาสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการมาอุดช่องโหว่ให้ได้

“คนไทยอยากลองอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา ขี้เบื่อมากขึ้น ร้านที่อยู่ได้ต้องมีคุณภาพจริงๆ จึงอยู่ได้ในระยะยาว ดูจากเทรนด์ที่เกาหลีจะเห็นเลยว่า ธุรกิจร้านอาหารเป็นฟาสต์แฟชั่นมากๆ ไม่มีร้านไหนทำเกิน 1-2 สาขา ส่วนใหญ่มีสาขาเดียว ตอนนี้ประเทศไทยใกล้จะเป็นแบบนั้น เราเลยไม่เน้นขยายสาขาเยอะๆ ในแบรนด์เดิม เพราะอาจจะทำให้เขารู้สึกว่า เข้าถึงง่าย กินเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ต้องกินวันนี้ก็ได้ไม่เป็นไร เราอยากทำอะไรใหม่ๆ แล้วให้ลูกค้ามาหามากกว่า อาจจะมีแค่ 1-2 แห่ง ให้เขาตั้งใจมากิน”

ไม่ใช่แค่ราคาถูกแต่ผู้บริโภคมองหาความคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป “เกศเตี๋ยว” ไม่ใช่ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือร้านแรกเสียเมื่อไหร่ แต่โจทย์คือจะทำอย่างไรให้แบรนด์แตกต่าง ต้องเป็นร้านที่มาแล้วเช็คอินได้ แบรนดิ้งชัด มีกลิ่นอายของความเทรนดี้ รสชาติอร่อย และมีความสนุกของเมนูใหม่ๆ ให้ลองชิม ยกตัวอย่างเช่น “อุด้งไมโล” หรือ “เส้นหมี่ Shake Shake ลูกชิ้นกุ้งทอด” ที่สร้างความแปลกใหม่ให้ลูกค้าได้

อาณาจักร ‘รวยไม่หยุด’ ปีนี้จะมี 18 แบรนด์ เน้นขายของไม่แพง ปรับตัวเพราะเศรษฐกิจทรุดอีกยาว -เมนูก๋วยเตี๋ยวเรือจากร้านเกศเตี๋ยว-

หลังจากนี้ได้เห็นร้านเจ๊งอีกเยอะ ทุกคนเจ็บหนัก นักท่องเที่ยวหาย

ผลตอบรับของ “เกศเตี๋ยว” ยิ่งตอกย้ำคาดการณ์ของ “เกศ” ได้ประจักษ์ชัด เธอให้ความเห็นถึงสถานการณ์ร้านอาหารตอนนี้ว่า หลังโควิด-19 จบที่ว่ารุนแรงแล้ว ตอนนี้ดุเดือดกว่ามาก หลังจากนี้จะได้เห็นร้านอาหารเจ๊งอีกมากมาย แต่ขณะเดียวกันก็จะมีร้านอาหารที่ประสบความสำเร็จไปพร้อมกันด้วย โดยเฉพาะกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์แหลมคม

ไม่ใช่แค่ธุรกิจร้านอาหาร ทว่า เกิดขึ้นกับทุกอุตสาหกรรม “เกศ” บอกว่า ตอนนี้ผู้ประกอบการเจ็บหนักแทบทุกราย สาเหตุหลักคือเงินในกระเป๋าของผู้บริโภคน้อยลงมาก สวนทางกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ต้นทุนสูง ข้าวของราคาแพง กลุ่มร้านอาหารที่ออกแบบมาเพื่อจับ “Medium to high” พบว่า กำลังซื้อที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากคนไทย แต่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวเป็นหลัก ซ้ำร้ายนักท่องเที่ยวเองก็หายไปด้วยโดยเฉพาะ “จีน” ที่เคยมีสัดส่วนมากที่สุด ตอนนี้ที่เห็นมากขึ้น คือรัสเซียและประเทศแถบตะวันออกกลาง

ลงลึกไปอีกก็พบว่า แม้แต่กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดอย่างรัสเซียและตะวันออกกลางก็ไม่ได้กล้าจ่ายหนักเท่าเดิม เพราะเห็นภาพเหล่านี้จึงเร่งเปิดแบรนด์แมสอย่าง “เกศเตี๋ยว” ยอมรับว่า “nice 2 Meat u” ที่มีคนไทยเป็นลูกค้าหลักกระทบแน่นอน เพราะกำลังซื้อหายชัดเจน ซึ่งหลังจากเพิ่มแบรนด์แมสเข้ามาในพอร์ต แบรนด์อื่นๆ ในเครือก็จะมีการปรับทัพรับสถานการณ์เศรษฐกิจด้วย

อาณาจักร ‘รวยไม่หยุด’ ปีนี้จะมี 18 แบรนด์ เน้นขายของไม่แพง ปรับตัวเพราะเศรษฐกิจทรุดอีกยาว -บรรยากาศการรอคิวหน้าร้านเกศเตี๋ยวที่กำลังเป็นกระแสขณะนี้-

“แบรนด์ที่มาร์จิ้นดีที่สุดยังเป็น nice 2 Meat u ซึ่งตอนนี้จะไม่เพิ่มสาขาแล้ว และมีการขยับพอร์ตเก่าอย่าง Fire Tiger นำมารีแบรนด์ ตัว Fire Tiger ได้รับผลกระทบมากเหมือนกันจากเทรนด์รักสุขภาพ เลยเป็นเหตุผลที่เราต้องเปิดแบรนด์ใหม่และมีการรีแบรนดิ้ง ปรับเมนูของ Fire Tiger ให้กับคนที่เป็นห่วงเรื่องสุขภาพมากขึ้น ถามว่า ชานมไข่มุกยังไปต่อได้หรือไม่ ไปได้ เพียงแต่ต้องปรับโปรดักต์ให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น”

ตั้งเป้า “พันล้าน” โฟกัสสิ่งที่ถนัด วางแผนส่ง “เกศเตี๋ยว” ไปต่างประเทศ

ภาพรวม 10 แบรนด์ ภายใต้เครือรวยไม่หยุดกรุ๊ปที่มีทั้งหมด 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท รวยไม่หยุด จำกัด, บริษัท รวยปังปัง จำกัด และบริษัท รวยสบายสบาย จำกัด มีจำนวนสาขาทั้งหมด ดังนี้

  • nice 2 Meat u 14 สาขา
  • Fire Tiger 10 สาขา
  • Mil Toast House 8 สาขา
  • Juicy Bunny 6 สาขา
  • Happy Pig 3 สาขา 
  • Dosan Dalmatian 1 สาขา
  • Sundububu 1 สาขา
  • เกศเตี๋ยว 1 สาขา
  • EBOMB ปรับโฉมใหม่ ย้ายเข้าไปอยู่ภายในร้าน Fire Tiger Coffee
  • หมูกระทะคนรวย อยู่ระหว่างรอย้ายโลเกชันแห่งใหม่

สำหรับผลประกอบการทั้งเครืออยู่ที่ 770 ล้านบาท กำไรสุทธิราวๆ 100-200 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่ต่ำกว่าเป้าที่คาดการณ์ไว้ นอกจากสาเหตุหลักจะมาจากกำลังซื้อที่ลดลง “แนท” ยังเปิดเผยเพิ่มเติมด้วยว่า ปีที่แล้วมีการเปิดสาขาใหม่ตามห้างแถบชานเมืองค่อนข้างเยอะ ซึ่งก็พบว่า ผลตอบรับไม่เป็นไปตามคาด กลุ่มลูกค้าไม่แมตช์กับแบรนด์ หลังจากนี้การเปิดสาขาใหม่ๆ ต้องดูจังหวะเวลาที่ใช่ ไม่ด่วนใจเร็ว คิดว่า หลักๆ ร้านในเครือยังต้องเจาะกลุ่มคนเมือง

อาณาจักร ‘รวยไม่หยุด’ ปีนี้จะมี 18 แบรนด์ เน้นขายของไม่แพง ปรับตัวเพราะเศรษฐกิจทรุดอีกยาว -เมนูจาก Mil Toast House ร้านขนมปังเกาหลีที่เคยเป็นในช่วงเปิดตัวใหม่ๆ-

ส่วนโอกาสที่จะไปต่างจังหวัดยังมี น่าจะเป็นจังหวัดหัวเมืองใหญ่ๆ ซึ่งทางแบรนด์ก็ได้รับฟีดแบ็กมาจากห้างหลายแห่งเช่นกัน ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการพูดคุย หากมีโอกาสได้ไปคงนำแบรนด์ใหม่ราคาจับต้องได้ไปบุกตลาด ซึ่งตอนนี้ที่มีติดต่อเข้ามามากที่สุดก็คือ “เกศเตี๋ยว” มีทั้งในและต่างประเทศให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก

“เกศ” บอกว่า เนื่องจากตนมีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศบ่อย เจอกับผู้ใหญ่ในแวดวงธุรกิจร้านอาหารก็เยอะ จึงได้รับคำแนะนำให้พา “เกศเตี๋ยว” มาบุกต่างแดนในรูปแบบก๋วยเตี๋ยวกึ่งสำเร็จรูป เพราะเห็นว่า ยังมีช่องว่างมากพอที่จะพาร้านก๋วยเตี๋ยวเรือทะยานสู่ “Top of mind” ได้ โปรเจกต์นี้ก็กำลังอยู่ในขั้นตอนการพูดคุย โดยตลาดหลักๆ ที่มองไว้เน้นไปที่จีน ยุโรป และสหรัฐ