โบลท์ (Bolt) รับดีมานด์ตลาดเรียกรถผ่านแอปพลิเคชั่นพุ่ง เตรียมขยายบริการเพิ่มอีก 20 เมืองปีนี้ พร้อมเปิดตัว 2 ฟีเจอร์ใหม่ "ผู้ติดต่อฉุกเฉิน-รหัสรับผู้โดยสาร" ยกระดับความปลอดภัย
ณัฐดนย์ สุขศิริฐานันท์ ผู้จัดการทั่วไปประจำโบลท์ (Bolt) ประเทศไทย ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเรียกรถ กล่าวว่า ตลาดเรียกรถผ่านแอปพลิเคชั่น (Ride-Healing) ในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง คาดใน 5-6 ปีจากนี้ มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 9-10%
ปัจจุบัน โบลท์ ให้บริการอยู่ 35 เมือง ปี 2568 มีแผนขยายเพิ่มอีก 20 เมืองในภาคใต้ ภาคกลาง และเหนือ พร้อมกันนี้ เตรียมเปิดตัว 2 ฟีเจอร์ใหม่ เพิ่มขีดความสามารถด้านความปลอดภัยให้ผู้โดยสารและพาร์ตเนอร์ผู้ขับขี่ในประเทศไทย ด้วยฟีเจอร์ ผู้ติดต่อฉุกเฉิน (Trusted Contacts) และรหัสรับผู้โดยสาร (Four-Digit Pick-Up Codes)
ฟีเจอร์ล่าสุดดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนมูลค่ากว่า 100 ล้านยูโรของโบลท์ ในการพัฒนาเพื่อยกระดับความปลอดภัยให้ครอบคลุมทั่วทั้งแพลตฟอร์มในช่วง 3 ปีจากนี้ไป
"ตลาดมีผู้ประกอบการประมาณ 10 ราย การแข่งขันสูง ลูกค้าส่วนใหญ่ของโบลท์เป็นคนไทย และนักท่องเที่ยว แม้เศรษฐกิจจะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรม แต่โบลท์มีจุดแข็งเรื่องราคาทำให้เป็นทางเลือกต้นๆ ซึ่งค่าโดยสารที่ใช้เฉลี่ย 60 บาทสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ และ 250 บาทสำหรับรถยนต์"
ณัฐดนย์ กล่าวต่อว่า ฟีเจอร์ผู้ติดต่อฉุกเฉิน (Trusted Contacts) ผู้โดยสารและพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่สามารถเพิ่มชื่อเพื่อนหรือชื่อสมาชิกในครอบครัวลงในบัญชีผู้ใช้งานของตนได้ หากทีมความปลอดภัยของโบลท์ไม่สามารถติดต่อเจ้าของบัญชีได้โดยตรงในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น เมื่อระบบตรวจพบความผิดปกติระหว่างการเดินทาง หรือเมื่อมีคำขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน ระบบจะส่งการแจ้งเตือนไปยังผู้ติดต่อที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้า ซึ่งช่วยให้มั่นใจได้ว่าจะมีการตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
"การเพิ่มชั้นความปลอดภัยนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานว่าจะสามารถขอความช่วยเหลือจากบุคคลที่ไว้วางใจได้อย่างทันท่วงทีในช่วงเวลาที่สำคัญ"
ขณะที่ รหัสรับผู้โดยสาร 4 หลัก ช่วยให้ผู้โดยสารและพาร์ตเนอร์ผู้ขับขี่สามารถยืนยันว่ากำลังพบกับบุคคลที่ถูกต้องตรงตามข้อมูลที่แสดงไว้ก่อนเริ่มต้นการเดินทาง เพื่อป้องกันการขึ้นรถผิดคัน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความแออัดในช่วงเวลากลางคืน หรือในกรณีที่ผู้โดยสารไม่สามารถจดจำยานพาหนะที่ถูกต้องได้
“ฟีเจอร์ใหม่นี้ ทำให้ผู้โดยสารและพาร์ตเนอร์ผู้ขับขี่ของเราสามารถควบคุมการเดินทางได้ด้วยความมั่นใจ และเข้าถึงความช่วยเหลือได้เร็วขึ้นในช่วงเวลาวิกฤติอีกด้วย”
ฟีเจอร์เหล่านี้เป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับชุดเครื่องมือความปลอดภัยภายในแอปพลิเคชัน เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ ซึ่งรวมไปถึงฟีเจอร์การตรวจสอบและแชร์ข้อมูลการเดินทาง (Ride Check Share Location) ปุ่มช่วยเหลือฉุกเฉิน (Emergency Assist) และระบบการบันทึกเสียงระหว่างการเดินทาง (Record Audio)





