อุตสาหกรรมสิ่งทอของไทย ถูกมองว่าดาวร่วง! มาหลายปี หลังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงในโลก การส่งออก แนวโน้มการย้ายฐานผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อสำรวจผู้ประกอบการสิ่งทอไทย
ยังมีหลายบริษัทสามารถพลิกโมเดลธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ทำให้อยู่รอดได้ และมีผลประกอบการเติบโตดีสวนทางตลาด อย่าง "หจก. กิม ง่วน จั่น” สัญชาติไทยแท้ ที่ก่อตั้งมาถึง 79 ปี จนถึงทายาทรุ่น 3 เข้ามาสืบทอดธุรกิจ
ภายใต้การกุมบังเหียน ของ เศรษฐพงศ์ ศรีสุภรวาณิชย์ กรรมการผู้จัดการ หจก. กิม ง่วน จั่น ในฐานะนายกสมาคมพ่อค้าผ้าไทย กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ตั้งง่วนจั่น นำพาธุรกิจครอบครัวผ่านคลื่นมรสุมสิ่งทอที่ชะลอตัวลง มาจากการปรับตัวธุรกิจอย่างรวดเร็ว การมองหาโอกาสใหม่เสมอ รวมถึงการนำอินไซต์ของลูกค้ามาต่อยอดทางธุรกิจ
ธุรกิจของ กิม ง่วน จั่น ในย่านสำเพ็ง เริ่มต้นจากรุ่นอากง ตั้งแต่การขายผ้า ต่อมาขยายไปสู่ธุรกิจโรงย้อมผ้า โรงพิมพ์ และโรงทอผ้า ต่อมามีรุ่นคุณพ่อเข้ามาร่วมบริหาร จนถึงช่วงเวลาของรุ่น 3 ได้เข้ามาสานต่อธุรกิจสิ่งทอของครอบครัวมาร่วมกว่า 10 ปีแล้ว เพราะคำว่า “กตัญญู” และไม่อยากเห็นคุณพ่อที่มีอายุ 66 ปีต้องทำงานหนัก
“ผมเป็นคนกลาง เรียนจบแพทย์ หลายคนจึงเรียกคุณหมอ แต่เราเห็นพ่ออายุ 66 ปี ยังทำงานหนักอยู่ จึงตัดสินใจเข้ามาช่วยดูแลธุรกิจครอบครัว”
การเข้ามาบริหารงานได้นำองค์ความรู้ทางการแพทย์มาร่วมยกระดับธุรกิจสิ่งทอด้วยการปรับไปสู่ “สิ่งทอสำหรับใช้ในการแพทย์” มุ่งใช้นวัตกรรมที่แตกต่างและผสมผสานด้วยเทคโนโลยี มุ่งความปลอดภัย สร้างมาตรฐานที่ดีในการผลิต จึงสามารถพัฒนาผ้าสำหรับใช้ในการผ่าตัด
“เรามุ่งเจาะเซกเมนต์ที่เชี่ยวชาญ มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน จากการสำรวจอินไซต์ของลูกค้า นำสู่การพัฒนาสินค้าและขยายธุรกิจให้หลากหลาย!”
ทั้งการพัฒนาผ้าที่ไม่ต้องรีด เมื่อซักเสร็จสามารถสวมใส่ได้ทันทีเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้ายุคปัจจุบันที่ต้องการความรวดเร็วและประหยัดเวลา หรือสิ่งทอช่วยลดกลิ่น สำหรับคนที่มีเวลาน้อย เก็บเสื้อผ้าไว้ซักในครั้งเดียว รวมถึงเหมาะสำหรับการใช้งานช่วงหน้าฝนเพื่อลดปัญหาเรื่องกลิ่นอับ
ดังนั้น หากจะมองว่าธุรกิจสิ่งทอ อาจเข้าสู่ช่วงตกต่ำ (Sunset) แล้วนั้น อาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป!
สำหรับความเป็นธุรกิจครอบครัวมีข้อได้เปรียบทั้งรากฐานของธุรกิจครอบครัวที่สั่งสมมาเป็นเวลา 76 ปี ได้ปลูกฝังการสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า และคำว่า “ซื่อสัตย์” พูดความจริง ทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นในบริษัท รู้สึกถึงการร่วมสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ โดย โรงงานผลิตสินค้าของ กิม ง่วน จั่น มีฐานการผลิตอยู่ที่กระทุ่มแบน สมุทรสาคร มีพนักงานกว่า 300 คน
“ต้นทุนแพงที่สุด คือ คนและเวลา ดังนั้น เราต้องทำให้ลูกค้าที่ซื้อสินค้าไปแล้วประหยัดเวลาในการใช้ชีวิต ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ทำให้บริษัทมุ่งเป็นโซลูชั่นให้บริการที่ครอบคลุมให้แก่ลูกค้า”
สำหรับที่ทำการบริษัทอยู่ใน “สำเพ็ง” เป็นฐานสำคัญของกลุ่มพ่อค้าผ้าไทยมายาวนาน ขณะที่ภาพรวมย่านการค้าสำเพ็ง อาจไม่มีลูกค้าหนาแน่นเหมือนในอดีต เนื่องจากโลกการค้าในยุคนี้เชื่อมต่อผ่านออนไลน์ ทำให้การเดินทางเข้ามาสำเพ็งอาจไม่จำเป็นแล้ว! ผู้ประกอบการสามารถเลือกซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ ซึ่งฐานลูกค้าสำเพ็งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มบีทูบี (B2B)
“ย่านการค้าสำเพ็ง อยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่อดีตมีอัตลักษณ์ของการเป็นแหล่งค้าผ้า ต่อมาขยายสู่ร้านกิฟต์ช็อป ส่วนยุคนี้มีร้านค้าหลากหลาย แตกแขนงไปสู่การเป็นเดสติเนชั่นของพื้นที่ท่องเที่ยวอีกด้วย”
แนวทางขยายธุรกิจในระยะยาว จึงมุ่งการพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมเป็นฐานราก สร้างเอกลักษณ์และการจดจำให้แก่กลุ่มลูกค้า โดยไม่มีนโยบายในการนำธุรกิจครอบครัวเข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เนื่องจากการมีสเกลธุรกิจในระดับนี้ สามารถปรับตัวได้รวดเร็วและมีความคล่องตัวมากกว่า
เศรษฐพงศ์ กล่าวต่อว่า ในอีกบทบาทที่เป็น “นายกสมาคมพ่อค้าผ้าไทย” ได้วางเป้าหมายในการร่วมยกระดับอุตสาหกรรมสิ่งทอของไทย ให้สามารถขยายตัวได้ในทุกสมรภูมิการค้า เนื่องจากการค้าในโลกที่เป็นยุคไร้พรมแดน และทุกประเทศในโลกสามารถใช้วัตถุดิบได้อย่างหลากหลายจากประเทศต่างๆ ผู้ประกอบการไทยจึงแข่งขันกับผู้ประกอบการทั้งโลก รวมถึงได้มุ่งบ่มเพาะองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้แก่ผู้ประกอบการสิ่งทอไทย และการเชิญวิทยากรที่ชำนาญในสาขาต่างๆ มาต่อยอดฐานความรู้ใหม่ เพื่อให้สิ่งทอไทยมีความหลากหลาย มีฟังก์ชั่น และพัฒนาได้อย่างยั่งยืน สอดรับแลนด์สเคปในโลกที่มุ่งไปในด้านนี้
“คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการไทย ที่คิดว่า ธุรกิจต่างมีวัฏจักร และอยู่ในช่วงขาลง แต่ยังมุ่งทำธุรกิจในรูปแบบเดิม พร้อมเลือกการอดทนและรอ เพราะคิดว่าจะกลับไปเหมือนในอดีต คงใช้ไม่ได้แล้ว แต่ควรมุ่งทำงานให้หนัก หาจุดให้เหมาะสม กับการแข่งขันของตลาด ผมก็หาเซกเมนต์ที่เหมาะสม และมุ่งปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานและความสามารถให้สอดคล้องกัน”
นอกจากนี้ เมื่อเมื่อภาพรวมสิ่งทอไทย ยังมีอีกหลายแบรนด์ไทยที่มีความโดดเด่นในยุคนี้ทั้ง เสื้อแบรนด์ “ยืดเปล่า" และ “Gentlewoman” เป็นต้น โดยต่างก่อตั้งโดยคนรุ่นใหม่ สามารถพัฒนาสินค้าได้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายและสร้างผลประกอบการเติบโตสูงมาก





