ตลาดค้าปลีกไลฟ์สไตล์ไทยแข่งเดือด! “มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย.” ขยายลงทุนสู่ KKV ร้านค้าปลีกไลฟ์สไตล์จีน วางแผนขยายสาขาทั่วไทยในระยะยาว ท้าชน "โมชิ โมชิ"
มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. (MR. D.I.Y.) ที่ดำเนินธุรกิจค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้านและสินค้าไลฟ์สไตล์รายใหญ่ในอาเซียน จากประเทศมาเลเซีย ได้เข้ามาลงทุนขยายธุรกิจในไทยร่วม 9 ปีแล้ว ผ่านการจัดตั้ง บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งแผนในปี 2568 ที่ประกาศไว้วางงบลงทุน 2,000 ล้านบาท ในการเปิดสาขาใหม่ 200 ทั่วประเทศไทย
ทั้งนี้ภาพรวมในสิ้นปีนี้ 2568 บริษัทจะมีสาขาในไทยครบ 1,100 สาขา หรือมีสาขาครบ 77 จังหวัด ส่วนกลยุทธ์การขยายธุรกิจได้มุ่ง การนำเสนอสินค้าคุ้มค่าคุ้มราคา หรือ โลว์ไพรซ์ โดยมีสินค้าทั้งหมด 1.60 หมื่นรายการ รวม 6 หมวดสินค้า พร้อมมีการร่วมมือกับ พาร์ทเนอร์ท้องถิ่นในไทย หรือ ผู้ผลิตโลคอล ผลิตสินค้าจำนวนกว่า 350 ราย
บริษัทเตรียมขยาย KKV ทั่วประเทศไทย
สำหรับแผนธุรกิจในไทย ได้มีการยื่นแบบไฟลิ่งต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเสนอขาย IPO ในการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างเป็นทางการแล้ว
ขณะเดียวกันได้มีการแสดงรายงานในช่วงเดือน พ.ค.2567 ได้มีการจัดตั้งบริษัท เคเควี ซัพพลาย เชน จำกัด (KKVSC) และบริษัท เคเควี บิสซิเนส แมเนจเมนท์ จำกัด (KKVBM) เพื่อขยายธุรกิจร้านค้าปลีกไลฟ์สไตล์เฉพาะทางแบบครบวงจรภายใต้แบรนด์ “KKV” ที่มีสินค้าทั้งของเล่น ของใช้ในชีวิตประจำวัน อาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ครัวเรือน เครื่องประดับ เครื่องเขียน เครื่องสำอาง อุปกรณ์เสริมความงาม แผ่นมาส์กหน้า และผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
พร้อมกันนี้ได้ขยายสู่การเปิดร้าน KKV สโตร์แรกในประเทศไทย ช่วงเดือน ต.ต.2567 กับ ร้าน KKV เดอะมอลล์ บางกะปิ พร้อมขยายเปิด KKV เพิ่มอีก 5 สาขา ได้แก่ ในศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21, พระราม 3, เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน เดอะมอลล์ ท่าพระ เซ็นทรัล หาดใหญ่ และวัน แบงค็อก สำหรับ KKV ถือเป็นร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ขนาดใหญ่ที่ก่อตั้งจากประเทศจีน และกำลังขยายสาขาไปหลายประเทศทั่วอาเซียนเช่นกัน
ขณะเดียวกันบริษัทได้มีขยายลงทุนเพิ่มใน KKVSC เพื่อขยายธุรกิจและการขยายสาขาของร้าน KKV ในทำเลเชิงกลยุทธ์ทั่วประเทศไทย แต่บริษัทยืนยันว่าการประกอบธุรกิจของร้าน KKV มีความแตกต่างและไม่มีการทับซ้อนกับร้าน มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย.
อีกทั้งบริษัทได้ใช้พื้นที่บางส่วนของคลังสินค้า Q ในจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อจัดเก็บสินค้าของ KKVSC และ KKVBM มีการใช้พื้นที่ประมาณ 9,514 ตร.ม. จากพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 20,378 ตร.ม. ส่วนพื้นที่ ส่วนที่เหลือได้ใช้สำหรับจัดเก็บสินค้าของร้าน KKV ส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในคลังสินค้า บุคลากร และขั้นตอนการดำเนินงาน ตลอดจนระบบการบริหารจัดการสินค้าคงเหลือของบริษัท และของธุรกิจ KKV มีการแยกการบริหารจัดการออกจากกัน เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ KKV ในปี 2568
การปรับโครงสร้างถือหุ้น 100% ใน KKV เพิ่มทุน 197 ล้านบาท
บริษัทได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการถือหุ้นใหม่ โดยวันที่ 30 ต.ค.2567 ได้ทำการตกลงถือหุ้นกับ KK ใหม่ เพื่อกำกับดูแลการบริหารงานของธุรกิจร้าน KKV ทำให้ช่วงวันที่ 24 ธ.ค. 2567 Super Cool International Company Holdings Pte. Ltd. หรือ “Super Cool” ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ถือหุ้นทั้งหมดโดยกลุ่ม KK ได้มีการเพิ่มทุนใน KKVSC จำนวน 197.8 ล้านบาท ทำให้ทุนจดทะเบียนชำระแล้วของ KKVSC เพิ่มขึ้นจาก 190.0 ล้านบาท เป็น 387.8 ล้านบาท รวมถึงสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท และ Super Cool เท่ากับ 49.00% และ 51% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของ KKVSC ส่งผลให้ในวันที่ 24 ธ.ค. 2567 KKVSC และ KKVBM ได้เปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทร่วมของบริษัท จากเดิมเป็นบริษัทย่อย โดยได้เข้าถือหุ้นทางตรงใน KKVSC และทางอ้อมใน KKVBM จึงมีสัดส่วน 100% ของหุ้นที่ชำระแล้วทั้งหมด
ภาพรวมผลประกอบการของบริษัท ตั้งแต่ช่วงปี 2565 ถึงสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2567 รายได้ของบริษัท เพิ่มขึ้นจาก 9,941.2 ล้านบาท เป็น 16,214.4 ล้านบาท หรือเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) 27.7% ส่วน EBITDA ของบริษัท เพิ่มขึ้นจาก 2,879.2 ล้านบาท เป็น 4,795.8 ล้านบาท หรือเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) 29.1% ส่วนกำไรสุทธิในปี 2565 ถึงปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2567 เพิ่มขึ้นจาก 1,051.2 ล้านบาท เป็น 1,780.3 ล้านบาท มีการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ร้อยละ 30.1%
บริษัทแม่ในมาเลเซีย ได้เข้าไปลงทุนใน KKV เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม หากประเมินการลงทุนใน KKV ในช่วงไทยปี 2567 ที่ผ่านมา สอดคล้องกับ แผนของบริษัทแม่ที่ประเทศมาเลเซียกับ มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย.กรุ๊ป (MR D.I.Y. Group) โดยในปี 2567 ช่วงเดือน พ.ค. บริษัทได้เข้าไปลงทุน คิดเป็นวงเงิน 9.6 ล้านริงกิตมาเลเซีย เพื่อซื้อหุ้น 49% ในธุรกิจของ KKV ในมาเลเซีย ซึ่งเป็นเครือข่ายร้านค้าปลีกไลฟ์สไตล์จากจีน และมีร้านค้า 3 แห่งในมาเลเซีย อีกทั้งเป็นร้านที่สร้างรายได้มากกว่าร้านค้าของ มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ประมาณสามเท่า
ทั้งนี้บริษัทมีรายงานออกมาในช่วงเดือน ส.ค.ของปีก่อน รวมถึงมีการรายงานจากสื่อของมาเลเซียกับแผนในปีนี้ 2568 เตรียมเปิดสาขาใหม่ อีก 190 สาขา ภายใต้แบรนด์มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. และ KKV
ภาพจาก : KKV
ส่องตลาดรีเทลไลฟ์สไตล์ไทยแข่งดุเดือด KKV ท้าชน โมชิ โมชิ
จึงต้องติดตามต่อไปว่า ยุทธศาสตร์ของ มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย ทั้งในไทยและมาเลเซีย จะเร่งขยาย KKV เพิ่มอีกเท่าใด พร้อมจะใช้โมเดลการขยายให้ครบทั่วประเทศไทยและโลว์ไพร์ซ หรือไม่ แต่ประเมินว่าจะทำให้ตลาดค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทยแข่งขันเพิ่มขึ้นอีกอย่างมาก!
ทั้งนี้ภาพรวมตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทยในปัจจุบัน ผู้เล่นหลักในตลาดคือ โมชิ โมชิ แบรนด์ไทย อยู่ในตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์มา 30-40 ปีแล้ว โดยแผนในปี 2568 ได้เตรียมเปิดสาขาใหม่ 40 สาขาทั่วประเทศ ทำให้ในสิ้นปีนี้มีสาขาให้บริการครบ 200 สาขา
อีกทั้งมีข้อมูลจาก บริษัทวิจัย ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน (Frost & Sullivan) ได้ประเมินตลาดรีเทลไลฟ์สไตล์ในประเทศไทยมีมูลค่า 7,000-9,000 ล้านบาท และคาดว่าในปีนี้จะมีการขยายตัว 15-20% โดยในตลาดมีแบรนด์หลักประมาณ 3-4 ราย





