เทศกาล “สงกรานต์” นับเป็นช่วงพีคของตลาด “คนไทยเที่ยวต่างประเทศ” หลายคนออกเดินทางเพื่อหนีร้อน เปลี่ยนบรรยากาศ สัมผัสอากาศเย็นฉ่ำ โดยเฉพาะ “จีน” หลายเมืองกำลังมาแรง คนไทยสนใจเปิดประสบการณ์ สัมผัสไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ และเที่ยวชมธรรมชาติสุดยิ่งใหญ่ตระการตา ขณะที่ “ญี่ปุ่น” ยังคงแรงดีไม่มีตก เป็นอีกจุดหมายที่คนไทยนิยมเที่ยวซ้ำ เจาะเส้นทางสู่เมืองใหม่ มุมใหม่ๆ นอกเหนือจากแลนด์มาร์กยอดนิยม
แต่เมื่อดู “ปัจจัยลบ” กระทบต่อความเชื่อมั่นด้านการเดินทางช่วง 9 เดือนที่เหลือของปี 2568 มีทั้งอาฟเตอร์ช็อกจาก “เหตุแผ่นดินไหว” ในเมียนมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. เขย่าเศรษฐกิจไทย ตลาดหุ้นผันผวนหนัก โดยเฉพาะเอฟเฟกต์จากการประกาศนโยบาย “กำแพงภาษี” ของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ เมื่อต้นเดือน เม.ย. สร้างความกังวลต่อกำลังซื้อด้านการท่องเที่ยว ที่แม้ว่าอยากออกเดินทางมากแค่ไหน ก็ต้องต่อคิวจากการจับจ่ายสินค้าจำเป็นก่อน
ธนพล ชีวรัตนพร ที่ปรึกษาสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (ทีทีเอเอ) เปิดเผยว่า สถานการณ์ตลาดคนไทยเที่ยวต่างประเทศในช่วงวันหยุดยาว “เทศกาลสงกรานต์” ปี 2568 ถือว่าดีระดับ 90% แต่ยังไม่ถึงขั้นดีสุดๆ เต็มร้อยตามคาดการณ์ก่อนหน้านี้ เพราะปัจจัยลบปัญหาเศรษฐกิจและเหตุแผ่นดินไหว ส่งผลกระทบต่อจิตใจของคนไทย ไม่อยู่กับการท่องเที่ยวมากนัก ด้วยกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ต้องเก็บเงินเอาไว้ซ่อมบ้านและคอนโดมิเนียมที่ได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหว
สำหรับจุดหมายปลายทางต่างประเทศยอดนิยม “3 อันดับแรก” ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ประเมินว่า “จีน” จะเป็นจุดหมายที่มีคนไทยนิยมไปเที่ยวมากเป็นอันดับ 1 หลังสายการบินอัดโปรโมชันตั๋วเครื่องบินราคาถูก เพื่อดึงคนไทยเดินทางไปเที่ยวจีน ชดเชยยอดจองตั๋วเครื่องบินของตลาดคนจีนเที่ยวไทยซึ่งขายได้ไม่หมด จากเหตุแผ่นดินไหวซ้ำเติมปัญหาความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย ต่อเนื่องจากการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ส่งผลให้มีการยกเลิกและเลื่อนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟลต์) เส้นทางไทย-จีนตามมาจำนวนมาก
“ปัญหาภาพลักษณ์ความไม่ปลอดภัยในไทย ส่งผลต่อการทำตลาดกรุ๊ปทัวร์จีนเดินทางด้วยชาร์เตอร์ไฟลต์ ทำให้สายการบินต่างๆ ยกเลิกชาร์เตอร์ไฟลต์มากพอสมควรในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เมื่อคนจีนเดินทางเข้าไทยน้อย ผู้ประกอบการสายการบินและบริษัททัวร์จึงต้องปรับกลยุทธ์ด้วยการลดราคาตั๋วเครื่องบิน ขายให้คนไทยในราคาถูกเพื่อชดเชยการหายไปของตลาดคนจีนเที่ยวไทย โดยราคาแพ็กเกจทัวร์เที่ยวจีนเฉลี่ยอยู่ที่ 15,000-30,000 บาท นอกจากนี้ภาพลักษณ์ความปลอดภัยของการท่องเที่ยวในจีนก็ดีด้วย แถมการคมนาคมยังสะดวก ทั้งรถยนต์ รถไฟ เดินทางเชื่อมต่อกันง่าย”
ส่วนจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมรองลงมาคือ “ญี่ปุ่น” แม้นโยบายกำแพงภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ จะสร้างแรงกระแทกต่อค่าเงินบาท และเมื่อเทียบอัตราแลกเปลี่ยนกับเงินเยนของญี่ปุ่นในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 24 บาทต่อ 100 เยน ต่างจากเมื่อต้นปีที่เงินเยนเคยอ่อนค่า 21-22 บาทต่อ 100 เยน แต่จะไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจไปเที่ยวญี่ปุ่นของคนไทยมากนัก ปัจจุบันราคาแพ็กเกจทัวร์เที่ยวญี่ปุ่นอยู่ที่ประมาณ 30,000 บาท โดยในช่วงเทศกาลสงกรานต์มี “โปรไฟไหม้” ลดแรง 10,000 บาทก็ยังมีให้เห็น เพื่อเรียกแขกให้เร่งตัดสินใจซื้อนาทีสุดท้ายเพื่อปิดการขายให้เต็มกรุ๊ป ซึ่งมักจะเหลือขายอยู่ 5-10 ที่นั่งต่อกรุ๊ป
นอกจากนี้ “ยุโรป” ก็เป็นอีกจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมติด 3 อันดับแรกของคนไทย เส้นทางขายดียังคงเป็นฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี และโซนยุโรปตะวันออก ปัจจุบันราคาแพ็กเกจทัวร์เที่ยวยุโรปขายกันที่ประมาณ 60,000 บาท
“ประเมินแนวโน้มตลาดคนไทยเที่ยวต่างประเทศตลอดปี 2568 จะดีขึ้น มีจำนวนเกิน 10 ล้านคน มากกว่าปี 2562 ก่อนโควิดระบาด โดยคาดว่าจะนิยมไปเที่ยวจีนมากเป็นอันดับ 1 ด้วยจำนวนมากกว่า 1 ล้านคน มีโอกาสแซงตลาดคนไทยเที่ยวญี่ปุ่นเป็นปีแรกซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 1 ล้านคนใกล้เคียงกัน เพราะมีข่าวเกี่ยวกับการรับมือแผ่นดินไหวและภูเขาไฟฟูจิปะทุในญี่ปุ่น ส่งผลในเชิงจิตวิทยา อาจทำให้คนไทยชะลอการเดินทางไปบ้าง อย่างไรก็ตาม ด้วยกระแสการเดินทางของคนไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ค่อนข้างดี แต่ก็ต้องจับตากำลังซื้อในช่วงหลังเทศกาลนี้เช่นกันว่าจะไปต่อหรือชะลอตัว” ธนพลกล่าว
ด้าน อรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย อโกด้า (Agoda) กล่าวว่า สำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่วางแผนเดินทางไปต่างประเทศช่วงเทศกาลสงกรานต์ อ้างอิงจากการค้นหาที่พักบนแพลตฟอร์มอโกด้า พบว่า “โตเกียว” ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับ 1 รองลงมาคือฮ่องกง โอซาก้า เซี่ยงไฮ้ และโซล
“เซี่ยงไฮ้ได้เข้ามาเป็นอันดับ 4 แทนที่สิงคโปร์ซึ่งเป็นอันดับ 5 ในปีที่ผ่านมา และในปีนี้สิงคโปร์ไม่ได้ติดอันดับใดๆ โดยปัจจัยที่ทำให้เซี่ยงไฮ้ขึ้นมาติดอันดับ อาจจะเป็นผลมาจากนโยบายการยกเว้นวีซ่า (ฟรีวีซ่า) ที่จีนประกาศใช้เมื่อปีที่แล้ว ทำให้เกิดความสนใจเพิ่มขึ้นจากนักท่องเที่ยวชาวไทย”





