วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

ถอดเส้นทาง ‘ซีพี’ จากหมายเลข 0001 ในจีน สยายปีกทั่วประเทศ

ถอดเส้นทาง ‘ซีพี’ จากหมายเลข 0001 ในจีน  สยายปีกทั่วประเทศ

ยักษ์ใหญ่ของภาคเอกชนไทยกลุ่ม ซีพี ได้รุกเข้าลงทุนในสาธารณรัฐประชาชนจีน เมืองแรกเซินเจิ้น ปี 2523-2532 โดยรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหมายเลข 0001 เปิดโรงงานอาหารสัตว์

นับเป็น “บริษัทต่างชาติ” รายแรกที่ได้รับอนุญาตให้ลงทุนในจีน ก่อนสยายปีกธุรกิจไปหลายเมือง ปักหมุดธุรกิจไทยในจีนได้สำเร็จ

อาศรมสยามจีนวิทยาสมาคมปัญญาภิวัฒน์ จับมือ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) จัดโครงการพิเศษ "เยี่ยมบ้านจอมยุทธ รุดชมเมืองเนรมิต กวางเจา-จงซาน-เซินเจิ้น” ประเทศจีน ร่วมสัมผัสวัฒนธรรมและสำรวจการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเมือง โดยเลือก “เซินเจิ้น” ซึ่งเป็นเมืองในยุคแรก ที่รัฐบาลจีนเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทำเลดั้งเดิมเป็นหมู่บ้านชาวประมงขนาดเล็ก ที่มีชาวจีนอาศัยประมาณ 2-3 หมื่นคน ถือเป็นพื้นที่ทดลองทำโครงการในระยะแรก จึงไม่เลือกพื้นที่ใจกลางเมืองที่มีผู้คนจำนวนมาก และเมื่อการลงทุนเติบโตจึงค่อยๆ ขยายพื้นที่ของเมืองในเขตอุตสาหกรรมต่างๆ

ประสิทธิ์ ฉกาจธรรม ผู้อำนวยการ อาศรมสยามจีนวิทยา กล่าวว่า การเลือกสำรวจเส้นทางเมือง “กวางเจา-จงซาน-เซินเจิ้น” เป็นเมืองชายทะเลที่มีการค้าและการลงทุนเติบโตอย่างรวดเร็ว มีประชากรที่มีรายได้สูงเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ในจีน ประกอบกับ เซินเจิ้น มีความสำคัญกับกลุ่ม​ซีพี ที่ได้เข้าไปลงทุนแห่งแรก ภายหลังรัฐบาลจีนได้เปิดให้บริษัทจากต่างชาติเข้าไปลงทุนในจีนได้

สำหรับการเข้ามาจดทะเบียนของกลุ่มซีพีในจีน จึงเป็นเบอร์หนึ่ง จดทะเบียนการค้า 0001 ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยซีพีเลือกมาจีน จากการเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่และมีทรัพยากร รวมถึงการที่ผู้นำของกลุ่มซีพี ที่มีบรรพบุรุษของตระกูลอยู่ในประเทศจีน ทำให้เริ่มจากธุรกิจผู้ผลิตอาหารสัตว์ ต่อมาได้ขยายธุรกิจต่างๆ อย่างหลากหลาย รวมถึงค้าปลีก ทำให้ปัจจุบันกลุ่มซีพี มีธุรกิจจำนวนหลายแห่งครอบคลุมหลายเมืองในจีน

จากการที่กลุ่มซีพี อยู่ในตลาดจีนมายาวนานและมีธุรกิจขยายตัวดี ทำให้สามารถเป็นผู้นำกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์ในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าในปัจจุบันอยู่ในลำดับประมาณที่ 3 และ 4 ของตลาดก็ตาม องค์ประกอบมาจากวัฒนธรรมของซีพี สามารถเรียนรู้ และปรับตัวรวดเร็ว ไม่กลัวในการเผชิญปัญหา เหมือนกับที่ “ธนินท์ เจียรวนนท์” ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้กล่าวไว้ คือ “ปัญหาเหมือนอาหาร 3 มื้อ” หมายถึง ปัญหาเป็นเรื่องปกติที่ต้องเจอ เราผิดได้และเรียนรู้ให้รวดเร็ว รวมถึงต้องพยายามทำช้าๆ ไปจนสำเร็จ ผสมด้วยการใช้ความอดทน เพราะหากประสบความสำเร็จแบบรวดเร็ว คนอื่นๆ ก็สามารถแข่งขันได้และอาจเจอปัญหาแข่งตัดราคาเหมือนกันทั้งหมด

เมื่อประเมินในปัจจุบันมีโอกาสอีกมากในตลาดจีนสำหรับบริษัทไทยรายใหม่ โดยผลจากการเปิดฟรีวีซ่า จึงทำให้การเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนมีความสะดวกยิ่งขึ้น ทำให้ลูกค้าชาวจีนสนใจสินค้าไทยหลายกลุ่ม สะท้อนได้จากสินค้าในร้านสะดวกซื้อ "เซเว่น อีเลฟเว่น” ที่มีสินค้าไทยวางจำหน่าย ต่างได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าต่างชาติและชาวจีนในระดับสูง เช่น ยาดม ยาหอม และยาอม เป็นต้น 

“เมื่อคนจีนมาไทย ก็กวาดสินค้าหลายอย่าง ยาดม ยาอม ยาหอม เดิมไม่ชอบทุเรียนก็เหมาหมด เชื่อว่าเมื่อชาวจีนค่อยๆ รู้จักสินค้าไทยมากขึ้น จึงเป็นโอกาสทางการค้าใหม่ๆ ซึ่งพื้นฐานของคนจีนคือ ชอบทำการค้าขายและมองหาโอกาส”

สำหรับการทำธุรกิจจะต้องประเมินถึงจุดแข็งของบริษัทและสินค้า รวมถึงต้องมีการผลิตที่เพียงพอ (Econmies of scale) ที่แข็งแกร่งในประเทศและการมีองค์ความรู้สะสมไว้เป็นฐานในการบุกเบิก พร้อมด้วยการเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่น และความต้องการของกลุ่มลูกค้า พร้อมด้วยการร่วมมือกับบริษัทท้องถิ่น เพื่อใช้ความชำนาญมาร่วมขยายธุรกิจ

“การเข้าไปทำธุรกิจในจีนต้องอยู่ในรูปแบบการเริ่มนำเสนอสินค้าเข้าไปทำตลาด หลังจากนั้นค่อยๆ ขยายธุรกิจและหาพาร์ตเนอร์ เพื่อร่วมมือขยายตลาดและการลงทุนในระยะยาว ขั้นตอนทุกอย่างต้องใช้เวลาเรียนรู้และพัฒนา ผ่านข้อผิดพลาด หรืออาจจะล้มเหลว แต่ต้องปรับตัวเรียนรู้ให้รวดเร็ว ก่อนประสบความสำเร็จ”

เมื่อประเมินภาพรวมของเศรษฐกิจจีนในปี 2568 ที่อยู่ในภาวะชะลอตัว อาจไม่ได้มีการเติบโตฟู่ฟ่าสองหลักเหมือนในอดีต เนื่องจากผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก และตลาดในประเทศที่ภาคอสังหาริมทรัพย์เกิดภาวะฟองสบู่ จึงมีผลต่อการลงทุนใหม่ๆ และโครงการเดิม แต่นโยบายของรัฐบาลจีนกำลังเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ ทั้งการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ รวมถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่รัฐบาลกลางจีนได้สั่งการให้รัฐบาลท้องถิ่นในแต่ละเมืองเข้าไปซื้อโครงการอสังหาริมทรัพย์เดิมที่มีอยู่และโครงการที่ก่อสร้างไม่เสร็จ พร้อมวางแนวทางให้ชาวจีนเข้าไปซื้อที่อยู่อาศัยได้สะดวก ซึ่งเป็นการดูดซับโครงการเดิมแต่ไม่ได้สร้างใหม่ๆ ทั้งหมดสะท้อนว่า เศรษฐกิจจีนกำลังกระเตื้องขึ้น จึงมีผลต่อดัชนีตลาดหุ้นกลับมาขยายตัวบวกอีกครั้ง

“เมื่อเศรษฐกิจจีนกลับมาขยายตัวได้ดีอีกครั้ง เชื่อมั่นว่าจะทำให้กำลังซื้อของคนในประเทศจีนดีขึ้น และเป็นโอกาสของสินค้าไทยในการเข้าไปค้าขายและทำการตลาด”

อีกทั้งนโยบายของรัฐบาลภายใต้ผู้นำประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ต้องการสร้างการเติบโต นิวนอร์มอล แบบสมดุล หมายถึงไม่ต้องเร่งการเติบโตแบบก้าวกระโดดเหมือนในอดีต เพื่อกระจายความเจริญและความมั่งคั่งให้ทั่วถึง ไม่ให้ความร่ำรวยกระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มคนเพียงหนึ่งกลุ่ม สะท้อนจากการพัฒนาประเทศจีน จากเดิมจีนฝั่งตะวันออกที่อยู่ติดชายทะเลมีเศรษฐกิจเติบโตรวดเร็ว แต่ยุคปัจจุบันได้ขยายไปสู่การพัฒนาจีนตะวันตก ผ่านการสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง เพื่อขนส่งสินค้าไปในยุโรปได้สะดวก และรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน เมื่อวิเคราะห์ถึงประเทศจีน ที่มีการเปิดประเทศในเวลาประมาณร่วม 50 ปีแล้ว จากต้นกำเนิดเป็นโรงงานผลิตสินค้า ตั้งแต่สิ่งทอ เสื้อผ้า รองเท้า ในรูปแบบคล้ายๆ กับประเทศไทย แต่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจและเมืองต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วจากการที่ใช้แนวทาง เลียนแบบและพัฒนา (C&D : Copy & Development) จนถึงปัจจุบันที่ปรับมาสู่การสร้างแบรนด์ของตัวเอง และการมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ของประเทศ รวมถึงการเป็นผู้นำสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในโลก ทั้งการพัฒนาเครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ และรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น จนก้าวสู่ผู้ผลิตและแบรนด์หลักในโลก อีกทั้งมีเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง และล้ำหน้าประเทศอื่นๆ ผสมผสานด้วยการที่มีผู้นำที่เข้มแข็ง พร้อมเร่งผลักดันโครงการพัฒนาประเทศให้เติบโตอย่างรวดเร็ว และคนในประเทศมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และมีความขยัน พร้อมพัฒนาต่อเนื่อง