ปี 2568 จะเป็นปีแรกที่ธุรกิจของสายการบิน “ไทยแอร์เอเชีย” กลับมาขยายตัวอีกครั้ง ด้วยขนาดฝูงบินใหญ่ขึ้นเป็น 66 ลำ ณ สิ้นปีนี้ คิดเป็นปริมาณที่นั่งโดยสารทั้งหมด 26 ล้านที่นั่ง เพิ่มจากปี 2562 ก่อนวิกฤติโควิด-19 ระบาดที่มีฝูงบิน 63 ลำ แต่ระหว่างการระบาดต้องคืนเครื่องบินไป 10 ลำ เหลือ 53 ลำ ก่อนจะทยอยเพิ่มฝูงบินฟื้นตัวสู่ภาวะปกติ ปีที่แล้วมีฝูงบินรวม 60 ลำ
สันติสุข คล่องใช้ยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV และบริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด กล่าวในงาน อินเวสเตอร์ เดย์ 2025 วานนี้ (26 มี.ค.) ว่า ไทยแอร์เอเชียวางเป้าหมายรายได้เติบโต 15% เทียบกับปีที่แล้วซึ่งทำรายได้ 49,436 ล้านบาท สูงเป็นประวัติการณ์ (Record High)
หนึ่งในเป้าหมายหลักคือการโฟกัส “ตลาดเส้นทางในประเทศ” ด้วยการเพิ่มสัดส่วนผู้โดยสารตลาดนี้เพิ่มเป็น 65% จาก 60% ของปีที่แล้ว เพื่อลดความเสี่ยงจากตลาดต่างประเทศที่ยังมีความผันผวนในบางตลาด ประกอบกับตลาดเส้นทางในประเทศเองก็ให้มาร์จิ้น (Margin) ดีกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับตลาดเส้นทางระหว่างประเทศในปีที่แล้ว
“เป้าหมายของไทยแอร์เอเชียในปีนี้ คือการรักษาแชมป์ครองส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ของตลาดเส้นทางในประเทศที่ 40% ใกล้เคียงกับปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 41% นับว่าสูงสุดจากที่เคยได้มา และเติบโตจากฐานส่วนแบ่งตลาด 32% เมื่อปี 2562 ก่อนโควิด สะท้อนว่าตลาดเส้นทางในประเทศของไทยแอร์เอเชียเป็นไปได้ดี ไม่น่าห่วง”
นอกจากนี้ ไทยแอร์เอเชียจะเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ไปสร้างการเติบโตที่ “สนามบินสุวรรณภูมิ” มุ่งดำเนินนโยบาย “2 สนามบินเต็มรูปแบบ” ควบคู่กับสนามบินดอนเมืองที่เป็นฐานปฏิบัติการบินหลัก เนื่องจากปัจจุบันขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารของสนามบินดอนเมืองอยู่ที่ 92% ใกล้เต็มแล้ว และเล็งเห็นว่าสนามบินสุวรรณภูมิยังมีช่องทางการขยายตัว จากอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT-1) และการขยายรันเวย์ที่ 3 ช่วยขยายขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารเพิ่มเป็น 75 ล้านคนต่อปีในปี 2570 จากปัจจุบันรองรับได้ 60 ล้านคนต่อปี และจะมีการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) เพิ่มเติม รองรับได้ถึง 150 ล้านคนต่อปีในอนาคต
“ในปีนี้ไทยแอร์เอเชียจะเดินหน้าเปิดเส้นทางในประเทศเพิ่ม ให้ได้ 11 เส้นทางจากฮับบินสุวรรณภูมิ จากปัจจุบันให้บริการทั้งสิ้น 9 เส้นทางแล้ว และมองการเปิดเส้นทางระหว่างประเทศครั้งแรกที่สุวรรณภูมิในปีนี้ด้วย มองตลาดเส้นทางสู่อินโดจีนเอาไว้”
สันติสุข เล่าเพิ่มเติมว่า ด้านภาพรวมตลาด “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” ยังคงมีความท้าทายว่าปี 2568 จะสามารถทำตัวเลขกลับไปที่ระดับ 40 ล้านคนเท่าปี 2562 ได้หรือไม่? โดยเฉพาะตลาดตัวแปรหลัก “จีนเที่ยวไทย” ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้าหมายไว้ 8 ล้านคนในปีนี้ แต่เมื่อดูสถิติไตรมาส 1 คาดเดินทางจริงแค่ 1.5 ล้านคน หลังเผชิญ “ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์” กระทบความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน ถ้าคำนวณง่ายๆ รวม 4 ไตรมาสตลอดปีนี้ น่าจะเห็นนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยอยู่ที่ 6 ล้านคน ต่ำกว่าปีที่แล้วซึ่งปิดที่จำนวน 6.7 ล้านคนด้วยซ้ำ!
“ตลาดนักท่องเที่ยวจีน ฮ่องกง และมาเก๊า ได้รับผลกระทบจากปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การเดินทางชะลอตัวชัดเจนในไตรมาส 1 ปีนี้ ส่งผลให้ไทยแอร์เอเชียต้องปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสถานการณ์ ด้วยการลดปริมาณที่นั่ง (Capacity) เส้นทางจีน จากเคยครองสัดส่วน 30% ของปริมาณที่นั่งทั้งหมดเมื่อปี 2562 เหลิือ 17% ในปีนี้ พร้อมชดเชยด้วยตลาดอินเดีย เพิ่มปริมาณที่นั่งโดยสารจากสัดส่วน 8% เมื่อปี 2562 เป็น 18% ในปีนี้”
อย่างไรก็ตาม จากความท้าทายของตลาดจีนเที่ยวไทยซึ่งเจอปัญหาความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยตั้งแต่ต้นปี ไทยแอร์เอเชียมองว่าช่วง 9 เดือนที่เหลือของปีนี้ ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งฟื้นความเชื่อมั่นอย่างเร่งด่วน! จึงฝากความหวังกับ ททท. และขอให้รัฐบาลแก้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาชาวจีน พร้อมจัดสรรงบประมาณในการส่งเสริมตลาดจีนเที่ยวไทยมากขึ้น ในสถานการณ์ที่หลายๆ ประเทศต่างรุมชิงนักท่องเที่ยวจีนไปใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ
อย่าง “ญี่ปุ่น” ปีที่แล้วมีชาวจีนไปเที่ยว 7 ล้านคน แซงยอดชาวจีนมาเที่ยวไทยเป็นที่เรียบร้อย โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้มีจำนวนเดินทางไปญี่ปุ่นสะสม 1.7 ล้านคน เติบโต 95% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่ “เวียดนาม” สถิติเดือน ม.ค. มีจำนวนชาวจีนไปเที่ยวกว่า 7 แสนคน เติบโต 200% ด้าน “มาเลเซีย” ก็เติบโตเด่นชัดเช่นกัน
“แนวทางการแก้ไขปัญหาตลาดจีนเที่ยวไทยที่เราอยากเห็น คือการแก้ไขภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยซึ่งมีหลายวิธี เช่น การใช้สื่อในประเทศจีน การจัดสรรงบประมาณเพื่อให้สำนักงาน ททท. ทั้ง 5 แห่งในจีนนำไปส่งเสริมประชาสัมพันธ์ รวมถึงการออกแคมเปญร่วมกับบริษัทท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) ของจีน โดยสายการบินก็พร้อมทำงานร่วมกับ ททท. ผ่านแผนควิกวินต่างๆ เช่น การเชิญอินฟลูเอนเซอร์จีนเดินทางมาไทย เป็นจุดที่ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพราะเรื่องภาพลักษณ์ของประเทศไทยเป็นสิ่งที่เราแก้ไขได้ ต่างจากปัญหาเศรษฐกิจจีนชะลอตัวที่มีโครงสร้างใหญ่เกินกว่าเราจะแก้ไข”
ด้านกลยุทธ์เจาะตลาดการบิน “เสรีภาพที่ 5” (Fifth Freedom) ปัจจุบันไทยแอร์เอเชียเปิดแล้ว 3 เส้นทาง แวะจอดที่ไต้หวันก่อนบินต่อไปญี่ปุ่น สามารถดึงคนไต้หวันไปเที่ยวญี่ปุ่นได้ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ทำกำไรได้ดี ในอนาคตมองการแวะจอดที่ฮ่องกงเพิ่ม ก่อนบินต่อไปญี่ปุ่น
“ในปี 2568 ไทยแอร์เอเชียตั้งเป้าหมายจำนวนผู้โดยสาร 23-24 ล้านคน จากการขยายฝูงบินแอร์บัสเพิ่มเป็น 66 ลำ มีอัตราการขนส่งผู้โดยสาร (Load Factor) ใกล้เคียง 90% และในช่วง 3-5 ปีนับจากนี้ มีแผนรับมอบเครื่องบินแอร์บัส A321LR และ A321XLR เพิ่มด้วยเพื่อเจาะตลาดใหม่ๆ สู่เป้าหมายใหญ่ในปี 2573 ที่ไทยแอร์เอเชียจะมีฝูงบินใหญ่ขึ้น รวมทั้งหมด 97 ลำ”





