วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

'Live Nation' รายได้พุ่งเพราะ 'บัตรคอนเสิร์ต' สวนทางเศรษฐกิจดิ่ง

'Live Nation' รายได้พุ่งเพราะ 'บัตรคอนเสิร์ต' สวนทางเศรษฐกิจดิ่ง

รายได้จากการขายบัตรคอนเสิร์ตของ “Live Nation” พุ่งสูงต่อเนื่องท่ามกลางเศรษฐกิจซบเซา ส่วนหนึ่งเพราะความต้องการของแฟนคลับที่ทุ่มไม่อั้นเพื่อให้ได้เจอศิลปินคนโปรด

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้จะเห็นได้ว่าบรรดาศิลปินทั้งรุ่นใหม่และรุ่นใหญ่ต่างพากันจัดทัวร์คอนเสิร์ตกันรัวๆ แม้แต่บางวงที่หลายคนคิดว่าไม่น่าจะมีโอกาสได้เห็นพวกเขาบนเวทีอีกแล้วอย่าง Linkin Park หรือ Oasis ก็ยังคัมแบ็กมาจัดเวิลด์ทัวร์ให้แฟนๆ หายคิดถึง แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาก็คือเม็ดเงินอันมหาศาลที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมดนตรีที่ไม่ได้ส่งผลดีต่อศิลปินเท่านั้น แต่ “ผู้จัด” คืออีกหนึ่งผู้ได้รับผลประโยชน์จากการทัวร์คอนเสิร์ตหรือการออกอีเวนต์ของศิลปิน

โดยเฉพาะ “Live Nation” หรือ ไลฟ์เนชั่น บริษัทบันเทิงสัญชาติอเมริกัน ผู้จัดรายใหญ่ที่ดำเนินการและจัดการการขายบัตรการแสดงสดในระดับสากล ที่แบ่งธุรกิจออกเป็น 4 ส่วนหลัก ได้แก่ ทิคเก็ตมาสเตอร์, ไลฟ์ เนชั่น คอนเสิร์ต, ฝ่ายจัดการศิลปิน และ ไลฟ์ เนชั่น มีเดีย/สปอนเซอร์ชิป แน่นอนว่าคอคอนเสิร์ตหรือแฟนคลับศิลปินย่อมรู้จักไลฟ์เนชั่นเป็นอย่างดี เพราะมีการดำเนินการในหลายประเทศแม้แต่ประเทศไทยเองที่คอนเสิร์ตศิลปินต่างชาติส่วนใหญ่จะต้องซื้อบัตรกับไลฟ์เนชั่น

ล่าสุด “ไลฟ์เนชั่น” รายงานรายได้จากการดำเนินงานในปี 2024 ว่าอยู่ที่ 825 ล้านดอลลาร์ หรือราวๆ 28,000 ล้านบาท แต่ที่น่าสนใจคือมีจำนวนผู้เข้าชมคอนเสิร์ตเพิ่มขึ้น 4% โดยมีแฟนๆ 151 ล้านคนเข้าร่วมงานของไลฟ์เนชั่นมากกว่า 50,000 งาน

สำหรับรายได้รวมของบริษัททั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 23,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 7 แสนล้านบาท โดยกลุ่มคอนเสิร์ตมีรายได้ประมาณ 19,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน ทั้งนี้บริษัทรายงานรายได้จากการดำเนินงานที่ปรับแล้วอยู่ที่ 530 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 17,000 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 65%

ในส่วนของไตรมาสที่สี่ ไลฟ์เนชั่น รายงานรายได้ว่าอยู่ที่ 5.7 พันล้านดอลลาร์ ลดลง 2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งรายได้จากคอนเสิร์ตอยู่ที่ 4.6 พันล้านดอลลาร์ ลดลง 6% ส่วนรายได้จากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 157 ล้านดอลลาร์ เทียบกับ 117 ล้านดอลลาร์ ในปีที่แล้ว

ทางด้านของ “ทิคเก็ตมาสเตอร์” ในไตรมาสที่สี่รายงานรายได้ 841 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบเป็นรายปี ทำให้รายได้ทั้งปีอยู่ที่ 3 พันล้านดอลลาร์ และรายงานรายได้จากการดำเนินงานที่ปรับแล้วอยู่ที่ 311 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบเป็นรายปี ทำให้รายได้ทั้งปีอยู่ที่ 1.1 พันล้านดอลลาร์

ที่สำคัญไลฟ์เนชั่นเปิดเผยว่าในปี 2025 นี้ มีการจัดคอนเสิร์ตในสเตเดียมเพิ่มขึ้น 60% หากเทียบกับเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว และเฉพาะแค่ในปีนี้มีการขายตั๋วคอนเสิร์ตไปแล้ว 65 ล้านใบ ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการจัดคอนเสิร์ตในสเตเดียมและตลาดต่างประเทศที่ขยายตัว ทางไลฟ์เนชั่นจึงคาดว่าการจัดคอนเสิร์ตในสเตเดียมในไตรมาสที่สองและสามจะกลายเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัทในปี 2025

จากรายได้ของไลฟ์เนชั่นจะเห็นได้ค่อนข้างชัดว่าแม้เศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วโลกจะค่อนข้างซบเซาโดยเฉพาะช่วงหลังการระบาดของโควิด 19 ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่จำเป็นต้องรัดเข็มแต่อุตสาหกรรมดนตรีโดยเฉพาะการจัด “คอนเสิร์ต” กลับโตขึ้นแบบสวนทางกันมากพอสมควร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการกลับมาจัดเวิลด์ทัวร์ของศิลปิน

แต่อีกส่วนสำคัญที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้รายได้ของผู้จัดทั้งหลายเพิ่มขึ้นก็คือราคาของบัตรคอนเสิร์ตที่ส่วนมากจะกำหนดราคาแบบ “ไดนามิก” หรือ Dynamic Pricing ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่มักใช้กับธุรกิจโรงแรม สายการบิน การเข้าชมรายการกีฬาในสนามแข่งขัน รวมถึง คอนเสิร์ต

ยกตัวอย่างเช่น หากเที่ยวบินไหนได้รับความนิยมจากนักเดินทาง ก็สามารถตั้งราคาให้สูงขึ้นได้ เพราะผู้บริโภคยอมจ่าย (หรือในบางกรณีจำเป็นต้องจ่าย) สำหรับธุรกิจคอนเสิร์ตก็เช่นเดียวกัน ถ้าศิลปินมีชื่อเสียงระดับโลกและได้รับความนิยมหรือมีฐานแฟนคลับเป็นจำนวนมาก ทางผู้จัดเองนอกจากจะตั้งราคาบัตรตามสภาพตลาดและการแข่งขันระหว่างธุรกิจแล้ว ยังตั้งราคาตาม “พฤติกรรมของผู้บริโภค” อีกด้วย นั่นหมายความว่ายิ่งมีคนที่ต้องการดูคอนเสิร์ตมากเท่าไรก็ยิ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ราคาบัตรสูงขึ้นด้วย

ก่อนหน้านี้ในปี 2009 Oasis จัดคอนเสิร์ตที่สนามเวมบลีย์ มีราคาบัตรยืนอยู่ที่ 44.04 ปอนด์ หรือประมาณ 1,900 บาท แต่ในทัวร์ครั้งล่าสุดที่จะจัดในปีนี้ยาวไปจนถึงปีหน้ามีราคาอยู่ที่ 150 ปอนด์ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 5,600 กว่าบาท ถือว่าแพงกว่าเดิมมาก หากคิดตามอัตราเงินเฟ้อแล้วจะอยู่ที่ 68 ปอนด์ (ประมาณ 2,900 บาท) และไม่ใช่แค่วงเดียวเท่านั้นที่ราคาบัตรพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพราะหากเช็กราคาในเว็บไซต์ทิคเก็ตมาสเตอร์ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจะเห็นว่าราคาบัตรค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สำหรับในปีที่ผ่านมาราคาบัตรคอนเสิร์ตเพิ่มขึ้นถึง 23% เมื่อเทียบกับปีก่อน ถือว่าเพิ่มขึ้น 19% นับตั้งแต่การระบาดของโควิด 19 ทำให้การไปดูคอนเสิร์ตอาจมีค่าใช้จ่ายเท่ากับการไปเที่ยวพักผ่อน ซึ่งหลังจากนี้ราคาก็อาจจะปรับสูงขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างบัตรคอนเสิร์ตของศิลปินระดับโลกที่มีราคาสูงมากๆ เช่น Madonna ที่มีค่าบัตรแบบวีไอพีอยู่ที่ 1,306.75 ปอนด์ หรือราว 57,000 บาท ทางด้าน Beyoncé มีราคาบัตร 2,400 ปอนด์ (ประมาณ 1 แสนบาท) แต่แฟนๆ ที่ซื้อในราคานี้ก็จะได้รับสิทธิพิเศษมากมายเช่นกัน

โดยรวมแล้วราคาตั๋วเฉลี่ยของทัวร์คอนเสิร์ต 100 อันดับแรกของโลกอยู่ที่ 101 ปอนด์ หรือประมาณ 4,400 บาท ในปี 2024 เพิ่มขึ้นจาก 82 ปอนด์ (3,500 บาท) ในปี 2022 ตามข้อมูลของ Pollstar ซึ่งเป็นสื่อทางการค้าที่ติดตามอุตสาหกรรมคอนเสิร์ต

ในสหราชอาณาจักร มีผู้คน 51% บอกว่าราคาที่สูงทำให้พวกเขาไม่ไปดูคอนเสิร์ตอย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ส่วนกลุ่มคนอายุ 16-34 ปี ซึ่งเป็นสองในสามของผู้เข้าชมคอนเสิร์ตบอกว่าพวกเขาไปคอนเสิร์ตน้อยลง แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ทัวร์ของศิลปินชื่อดังที่มีตั๋วราคาสูงก็ยังคงขายหมดเกลี้ยง

ทั้งนี้ยังมีศิลปินบางคนออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับการตั้งราคาด้วยระบบไดนามิกด้วย เช่น จีน ซิมมอนส์ จากวง Kiss ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Forbes ว่า “ไม่ว่าบัตรจะราคาไรก็ตาม มันก็เป็นแค่เรื่องทางวิชาการเท่านั้น” (อ้างอิงใน BBC)

แต่แม้ว่าราคาบัตรคอนเสิร์ตจะแพงขึ้นมากแค่ไหนก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งความพยายามในการไปดูคอนเสิร์ตของแฟนคลับได้ เพราะบางคนถึงกับลงทุนบินไปดูที่ต่างเมืองหรือประเทศด้วย เช่น เอลิซาเบธ อลูเม อายุ 27 ปี ที่ใช้เงินหลายพันดอลลาร์เพื่อบินจากซีแอตเทิลไปยังลาสเวกัสและลอสแองเจลิสเพื่อดูคอนเสิร์ตของวง BTS และเธอไม่ได้เป็นเพียงคนเดียวที่เดินทางไปชมการแสดงของศิลปินคนโปรดไกลขนาดนั้น เพราะจากรายงานของ StubHub ระบุว่าในปี 2023 ลูกค้าในสหรัฐซื้อตั๋วเข้าชมคอนเสิร์ตระดับโลกผ่านแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นถึง 80%

สิ่งที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่าตลาดขายตั๋วมีอุปทานล้นหลามซึ่งเป็นความต้องการที่ไม่เคยมีมาก่อน และอาจเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดที่แฟนๆ เผชิญในปัจจุบัน เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บัตรคอนเสิร์ตมีราคาสูงขึ้น ไม่ได้มาจากการกำหนดราคาแบบไดนามิกและการซื้อจากแพลตฟอร์มโดยตรงเท่านั้น ในปัจจุบันยังมีธุรกิจรับกดบัตรคอนเสิร์ตและการซื้อมาขายต่อที่บวกราคาเพิ่มจากราคาจริงในแพลตฟอร์มด้วย

อ้างข้อมูล : hollywoodreporter, BBC และ Vox