วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

ซันโทรี่ เท 6.8 หมื่น ล. ขยายลงทุนทั่วโลก เน้นไทย-เวียดนาม

ซันโทรี่ เท 6.8 หมื่น ล. ขยายลงทุนทั่วโลก เน้นไทย-เวียดนาม

'ซันโทรี่ โกลบอล’ มองตลาดเครื่องดื่มเอเชีย โมเมนตัมเติบโตสูง ชี้ไทยและเวียดนามเป็น ‘ดาวรุ่ง เดินแผนเพิ่มลงทุนครั้งใหญ่ทั่วโลก วางงบ 2,000 ล้านดอลลาร์

เพิ่มสินค้า-ขยายกลุ่มเป้าหมาย มองแผนรับมือความไม่แน่นอนในโลก เน้นบริหารซัพพลายเชน เพิ่มช่องทางเข้าถึง

ทั้งนี้ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด หรือ เอสบีเอฟ (SBF) ช่วงที่ผ่านมา เดินหน้าสยายปีกธุรกิจไปทั่วโลก และสำหรับในไทยมีธุรกิจหลักประกอบด้วย บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) และ บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) มีกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักได้แก่ เครื่องดื่มนอนแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ภายใต้แบรนด์หลักได้แก่ เป๊ปซี่ กาแฟบอส และชาอู่หลง ทีพลัส ส่วนเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ได้แก่ แบรนด์ซุปไก่สกัด และแบรนด์รังนกสำเร็จรูป

มากิโกะ โอโนะ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอสบีเอฟ เดินทางมาไทยเพื่อร่วมประชุมประจําปี กับ บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) และ บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย)

มากิโกะ กล่าวว่า นโยบายของ ซันโทรี่ โกลบอล ให้ความสำคัญในการขยายตลาดเครื่องดื่มทั่วโลก เน้นตลาดที่มีศักยภาพขยายตัวสูง โดยวางงบลงทุนไว้ 2,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6.8  หมื่นล้านบาท (คำนวณจากค่าเงินบาทในอัตราแลกเปลี่ยน 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) ในช่วงปี 2567-2569  เพื่อขยายการลงทุนทั่วโลก ให้น้ำหนักตลาดเอเชียและแปซิฟิก (APAC) และเน้นตลาดในไทยและตลาดเวียดนามที่มีโรงงานผลิตสินค้าหลักอยู่แล้ว

 

“เอเชียมีโอกาสทางการตลาดมาก มีโมเมนตัมการเติบโต แม้ว่าจะมีความท้าทายจากวัตถุดิบขึ้นราคา สถานการณ์ค่าแรง ปัญหาเงินเฟ้อ แต่นโยบายของบริษัทเน้นการสร้างซัพพลายเชนของการผลิตให้มีความแข็งแกร่งมากที่สุด พร้อมด้วยการใช้นวัตกรรมมาเร่งขยายตลาด”

เน้น 4 กลยุทธ์สำคัญ ขยายกลุ่มเป้าหมาย

ทั้งนี้จะใช้กลยุทธ์สำคัญบริหารเครื่องดื่ม  4 ด้าน ได้แก่ กลยุทธ์ของแบรนด์ (Brand Strategy) ที่หลากหลาย, การปรับโครงสร้างธุรกิจ (Business Structural Transformation) ให้สอดคล้องกับตลาด, ความหลากหลาย ความเสมอภาค และการอยู่ร่วมกันโดยไม่แบ่งแยก (Diversity, Equity, and Inclusion หรือ DE&I) และ ความยั่งยืน (Sustainability) พร้อมมุ่งสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับผู้บริโภค

และมุ่งนำเสนอสินค้าสอดคล้องกับตามไลฟ์สไตล์ลูกค้าที่เปลี่ยนไป มุ่งพัฒนาสินค้าด้วยนวัตกรรมจากทีมวิจัยและพัฒนาสินค้าภายใน เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้ทุกวัย ตั้งแต่วัยเด็ก ไปจนถึงคนทำงานและกลุ่มผู้สูงอายุ พร้อมวางเป้าหมายขยายตลาดใหม่ ๆ ไปในตลาดที่มีศักยภาพ

“อีกกลุ่มเป้าหมายสำคัญการเร่งทำตลาดคือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเจนซี ที่มีกำลังซื้อสูงในยุคดิจิทัล และต้องการประสบการณ์ที่มีความแปลกใหม่ น่าดึงดูดใจ”

ซันโทรี่ เท 6.8 หมื่น ล. ขยายลงทุนทั่วโลก เน้นไทย-เวียดนาม

ขยายพอร์ตโฟลิโอเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

กลุ่มสินค้าใหม่นอกจากกลุ่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพแล้ว ได้ขยายการลงทุนสร้างโรงงานเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่ำพร้อมดื่ม (RTD) ในออสเตรเลียและเวียดนาม ภายใต้แบรนด์ -196 และสนใจทำตลาด แบรนด์-196 ในไทยเช่นกัน เพื่อขยายเพิ่มพอร์ตโฟลิโอ

ทั้งนี้วางเป้าหมายภายในปี 2573 ยอดขายรวมของกลุ่ม 2.5 ล้านล้านเยน เป็นเป้าหมายการเติบโตแบบเร่ง ผ่านการมุ่งนำเสนอสินค้ากลุ่มเครื่องดื่ม และการขยายตลาดในประเทศใหม่ที่มีศักยภาพ รวมถึงการทำงานร่วมกับทีมวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) อย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกันวางเป้าหมายสร้างการเติบโตช่วงปี 2567-2569 APAC ประมาณ 9% เนื่องจากมีขนาดตลาดที่ใหญ่และฐานกลุ่มลูกค้าจำนวนมาก รองลงมาคือ ตลาดสหรัฐ คาดว่าจะขยายตัว 5% ตลาดยุโรป ขยายตัว 5% และญี่ปุ่น ขยายตัวเล็กน้อย 2%

ขณะที่ผลประกอบการปี 2567 อยู่ระดับ 1.1  หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3.74 แสนล้านบาท ซึ่งยอดขายและผกำไร สูงเป็นประวัติการณ์ โดยสัดส่วนยอดขายมาจากญี่ปุ่น 44% เอเชียแปซิฟิก (APAC) 24%  สหรัฐ 11% ตลาดยุโรป สัดส่วน 21%

สัดส่วนยอดขายมาจากกลุ่มเครื่องดื่ม  55% และที่เหลือมาจากกลุ่มอื่นๆ อย่างไรก็ตามยอดขายที่เติบโตส่วนหนึ่งมาจากการปรับเพิ่มราคาสินค้าและการจัดโปรโมชัน ส่วนในไทยจะปรับราคากลุ่มเครื่องดื่มขึ้นอีกหรือไม่ จะพิจารณาสถานการณ์ให้สอดคล้องกับตลาด

 

ซันโทรี่ เท 6.8 หมื่น ล. ขยายลงทุนทั่วโลก เน้นไทย-เวียดนาม

เร่งผลักดันผู้บริหารหญิง

ทั้งนี้การสู่ตำแหน่งสูงสุดของ มากิโกะ ถือเป็นบิ๊กมูฟครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มโลก กับการที่ ซันโทรี่ เบเวอเรจ ยักษ์ใหญ่เครื่องดื่มในตลาดโลกและญี่ปุ่น ประกาศแต่งตั้งผู้บริหารหญิงขึ้นสู่ผู้บริหารสูงสุด เป็นครั้งแรกในรอบ 120 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทนับเป็นการทำลายกรอบวัฒนธรรมของญี่ปุ่นเพื่อร่วมสร้างยุคใหม่ของระบบการบริหารที่ผู้นำไม่จำกัดว่าต้องเป็นผู้ชายแต่สามารถเลือกได้จากศักยภาพของการทำงาน และซีอีโอหญิงได้พิสูจน์ภายหลังการเข้ามารับตำแหน่งในช่วงเวลา 2 ปี สามารถนำบริษัทสร้างยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2567 ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกทั่วโลกมีความผันผวน และต้นทุนสูงขึ้นมาก

 นอกจากนี้  มากิโกะยังได้รับคัดเลือกเป็นสตรีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งเอเชียอันดับที่ 3 โดยนิตยสารฟอร์จูน ปี 2567 อีกด้วย

 

ซันโทรี่ เท 6.8 หมื่น ล. ขยายลงทุนทั่วโลก เน้นไทย-เวียดนาม

มากิโกะ กล่าวว่าสำหรับแนวทางการบริหารองค์กร วางเป้าหมายขับเคลื่อนบทบาทขององค์กรที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้ก้าวสู่ตำแหน่งผู้บริหารมากขึ้น วางเป้าหมายให้ซันโทรี่ มีพนักงานผู้หญิง ดำรงตำแหน่งระดับผู้จัดการให้ได้สัดส่วน 30% ภายในปี 2573 โดยเฉพาะในญี่ปุ่น เพื่อร่วมส่งเสริมบทบาทของความเท่าเทียม ส่วนไทย ซันโทรี่ เป๊ปซี่ โค มีสัดส่วนพนักงานระดับผู้จัดการที่เป็นผู้หญิง 51% อยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

สำหรับ มากิโกะ ร่วมงานกับ ซันโทรี่ ญี่ปุ่นมา  40 ปี และสร้างประวัติศาสตร์ผู้หญิงคนแรกที่บริหารบริษัทญี่ปุ่นที่มีมูลค่าตลาดมากกว่า 1 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 2.17 แสนล้านบาท