วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'โฮมโปร' สวนกระแส ปี 68 ทุ่ม 6,000-8,000 ล้าน ขยายสโตร์ คลังหุ่นยนต์

'โฮมโปร' สวนกระแส ปี 68 ทุ่ม 6,000-8,000 ล้าน ขยายสโตร์ คลังหุ่นยนต์

'โฮมโปร’ จับตากำลังซื้อซึม เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น แต่มองระยะยาว วางงบ 6,000-8,000 ล้าน ขยาย 12 สาขา เน้นไฮบริด พร้อมสร้างคลังหุ่นยนต์ มั่นใจ ปี 72-73 สร้างรายได้พุ่ง 1 แสนล้าน

นายรักพงศ์ อรุณวัฒนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มนักลงทุนสัมพันธ์ กลยุทธ์และความยั่งยืนองค์กร บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO เปิดเผยว่า แผนของบริษัทในปี 2568 ได้วางงบลงทุนไว้ 6,000-8,000 ล้านบาท ในการขยายธุรกิจในเครือทั้งการเปิดสาขาใหม่จำนวน 12 สาขา แบ่งเป็นโฮมโปร จำนวน 7 สาขา และเมกา โฮม จำนวน 5 สาขา พร้อมเน้นขยายในแบบไฮบริดสโตร์ รวมทั้งโฮมโปรและเมกาโฮม เนื่องจากเป็นสาขาที่มีการลงทุนน้อยกว่าสาขาใหญ่ 

สำหรับสาขาในแบบไฮบริดสโตร์ วางเป้าหมายขยายเพิ่ม 6-8 สาขา ใช้งบลงทุนประมาณ 500-600 ล้านบาท โดยมีทั้งปรับสาขาเดิมที่มีโฮมโปร เปิดเมกา โฮม และการปรับสาขาที่มีเมกา โฮม ไปเปิดโฮมโปร เนื่องจากเป็นสาขาที่ลูกค้าให้การตอบรับสูง พร้อมกันนี้สามารถสร้างผลกำไรที่สูงกว่าสาขาแบบปกติ ส่วนการเปิดสาขาใหม่มีประมาณ 4-5 สาขา เน้นภาคเหนือ ภาคตะวันออกและภาคอีสาน ทางด้านสาขาต่างประเทศ โดยเฉพาะในมาเลเซีย ที่มีจำนวน 7 สาขา ยังไม่มีแผนขยายสาขาเพิ่มเติมในช่วง 1-2 ปีนับจากนี้

'โฮมโปร' สวนกระแส ปี 68 ทุ่ม 6,000-8,000 ล้าน ขยายสโตร์ คลังหุ่นยนต์

อีกทั้งบริษัทจะใช้งบประมาณอีก 1,000 ล้านบาท ในการขยายคลังสินค้าเพิ่มเติมในพื้นที่วังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยสร้างคลังใหม่แห่งที่ 7 หรือ เรียกว่า คลังสินค้าหุ่นยนต์ ที่มุ่งใช้หุ่นยนต์มาร่วมขนส่งสินค้า จึงสร้างระบบขนส่งที่รวดเร็ว และลดการใช้แรงงานคนลงประมาณ 30% รวมถึงสามารถทำงานได้ 24 ชั่วโมง รองรับการขนส่งสินค้าในแบบสั่งสินค้าในวันนี้ สามารถรับสินค้าได้ในวันรุ่งขึ้นทันที ซึ่งคลังสินค้าแห่งใหม่กำหนดแล้วเสร็จช่วงปลายปีนี้ 2568

สำหรับการลงทุนคลังหุ่นยนต์ หรือคลังสินค้าอัตโนมัติ เป็นงบลงทุนต่อเนื่องจากปีก่อน ที่ใช้งบลงทุนไปประมาณ 1,000 ล้านบาท ในการลงทุนสร้างคลังสินค้าอัตโนมัติแห่งแรกในพื้นที่วังน้อยเช่นกัน จึงช่วยรองรับการขยายสาขาต่อเนื่องไปในช่วง 5 ปีนับจากนี้ ซึ่งคลังสินค้าวังน้อย มีพื้นที่ทั้งหมด 250 ไร่ และที่ผ่านมาได้สร้างคลังสินค้าแบบธรรมดาไปแล้วจำนวน 5 แห่ง

อีกทั้งเมื่อเปรียบแผนการขยายธุรกิจในปี 2568 กับปี 2567 ที่มีการใช้งบลงทุนประมาณ 4,000 ล้านบาท ขยายสาขาใหม่ทั้งหมด 9 สาขา ถือว่างบลงทุนโดยรวมอาจสูงขึ้นก็ตาม เนื่องจากนโยบายของบริษัทให้ความสำคัญในเรื่องของการลงทุนระยะยาว โดยจากการประเมินรอบด้านในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี และภาคเอกชนอาจชะลอลงทุน แต่การลงทุนในช่วงเวลานี้มีความเหมาะสมจากทั้งต้นทุนในการดำเนินงานที่ต่ำกว่า และการหาผู้รับเหมาที่ง่ายมากกว่า 

“ท่ามกลางความกังวลเรื่องเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง บริษัทให้ความระมัดระวังในการลงทุนเช่นกัน จึงเน้นการขยายสาขาแบบไฮบริดสโตร์ ที่สามารถขยายฐานลูกค้าได้สองกลุ่ม ทั้งลูกค้าจากโฮมโปรที่เป็นลูกค้ารายย่อย และเมกาโฮม ที่เป็นลูกค้ากลุ่มช่างรับเหมา และลูกค้างานก่อสร้างต่างๆ”

ขณะเดียวกัน ได้เน้นแผนเชิงรุกกับการมุ่งนำเสนอสินค้า ภายใต้แบรนด์ของบริษัท หรือ ไพรเวท เลเบล ที่มีจำนวน 35-40 แบรนด์ มุ่งขยายสินค้าใหม่ๆ และการนำเสนอสินค้าที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยประเมินว่าจากการมุ่งขยายแบรนด์ของโฮมโปร จะทำให้ภายในปี 2568 สร้างยอดขายได้ในสัดส่วน 22% ของยอดขายรวม เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมามีสัดส่วน 21% พร้อมวางเป้าหมายภายใน 5 ปีข้างหน้า สัดส่วนจะเพิ่มมาเป็น 25% 

พร้อมกันนี้ ได้เน้นการขยายช่องทางออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ ให้ครอบคลุม รวมถึงการนำเสนอสินค้าหลากหลาย พร้อมมุ่งขยายเซอร์วิส ในการดูแลซ่อมแซมบ้านให้แก่ลูกค้าไปในพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซ่อมแซมบ้าน ตั้งแต่ระดับเล็กน้อย และที่ต้องการรีโนเวทขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าบ้านเก่า ถือเป็นตลาดที่มีทิศทางขยายตัวดีกว่า กลุ่มลูกค้าที่ซื้อบ้านใหม่ 

 

'โฮมโปร' สวนกระแส ปี 68 ทุ่ม 6,000-8,000 ล้าน ขยายสโตร์ คลังหุ่นยนต์

นอกจากนี้ยังเน้นการสร้างอีโคซิสเต็มของบริการให้แก่ลูกค้าให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น ผ่านการนำเสนอบริการซ่อมแซมสินค้าให้แก่ลูกค้าและนำแบรนด์อื่นๆ มาซ่อมแซมได้ รวมถึงหากลูกค้าต้องการเปลี่ยนแปลงสินค้าจะได้รับส่วนลดพิเศษด้วย เช่น หากต้องการซื้อเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่และนำรุ่นเก่ามาแลก จะได้รับส่วนลดพิเศษ 

ทั้งนี้ประเมินว่า จากการรุกขยายธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง จะทำให้รายได้รวมของบริษัทในปี 2568 สามารถขยายตัวได้ 4-5% และรายได้จากสาขาเก่า ขยายตัวประมาณ 2-3% จากปีก่อน 2567 ที่บริษัทมีรายได้รวมประมาณ 7.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งผลประกอบการโดยรวมมาจากกลุ่มลูกค้าสมาชิกที่มีจำนวน 7 ล้านคน และสร้างสัดส่วนยอดขายประมาณ 90% ของยอดขายรวม 

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมยอดขายในปีที่ผ่านมา พบว่า กลุ่มลูกค้ามีการใช้จ่ายเฉลี่ยที่ 3,000 บาทต่อคน และมียอดการใช้จ่ายโดยรวมลดลง 4-5% จากผลของภาวะเศรษฐกิจทำให้ลูกค้าระมัดระวังในการใช้จ่าย

นอกจากนี้ บริษัทประเมินว่าภายใน 5 ปีนับจากนี้ หรือในช่วงปี 2572-2573 บริษัทจะสามารถสร้างผลประกอบการโดยรวมถึงระดับ 1 แสนล้านบาทได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

ทั้งนี้ภาพรวมในปัจจุบัน บริษัทมีสาขาทั้งหมดกว่า 136 สาขา โดยโฮมโปร ขนาดพื้นที่ 7,000-8,000 ตร.ม. จำนวนสินค้า 4 หมื่นรายการ และ เมกาโฮม จำนวนสินค้า 6-8 หมื่นรายการ มีขนาดพื้นที่ 13,000-15,000 ตร.ม. โดยงบลงทุนในแต่ละสาขาเฉลี่ยประมาณ 400-500 ล้านบาท