background-default

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม 2569

Login
Login

อีเวนต์แน่น ‘เดือนแห่งความรัก’ ดันยอด ‘ไทยเที่ยวไทย’ 16.5 ล้านคน ฝ่าวิกฤติฝุ่น PM

อีเวนต์แน่น ‘เดือนแห่งความรัก’ ดันยอด ‘ไทยเที่ยวไทย’ 16.5 ล้านคน ฝ่าวิกฤติฝุ่น PM

'ททท.' ตั้งเป้าหมายตลาด 'ไทยเที่ยวไทย' ตลอดปี 2568 มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 205 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้ 1.17 ล้านล้านบาท เมื่อดูภาพรวมช่วง 2 เดือนแรก (ม.ค.-ก.พ.) คาดมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยสะสม 33.93 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และมีรายได้สะสม 169,020 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8%

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า เฉพาะเดือน “ก.พ. 2568” คาดแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนและรายได้ จะมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 16.45 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2% ก่อให้เกิดรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 81,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว

สำหรับแนวโน้มการเดินทางท่องเที่ยวของผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยรายภูมิภาค พบว่า เกือบทุกภูมิภาคมีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนและรายได้ โดยภูมิภาคที่ได้รับความนิยมจากผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยมากที่สุดในเดือน ก.พ. แบ่งเป็น “ภาคกลาง” และ “ภาคตะวันตก” คาดว่าจะมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 5.50 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้ 17,530 ล้านบาท

ส่วน “ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” มีจำนวน 2.71 ล้านคน-ครั้ง รายได้ 8,910 ล้านบาท “กรุงเทพฯ” มีจำนวน 2.26 ล้านคน-ครั้ง รายได้ 13,200 ล้านบาท “ภาคเหนือ” จำนวน 2.18 ล้านคน-ครั้ง รายได้ 15,480 ล้านบาท “ภาคตะวันออก” จำนวน 1.97 ล้านคน-ครั้ง รายได้ 13,270 ล้านบาท และ “ภาคใต้” จำนวน 1.83 ล้านคน-ครั้ง รายได้ 12,860 ล้านบาท

อีเวนต์แน่น ‘เดือนแห่งความรัก’ ดันยอด ‘ไทยเที่ยวไทย’ 16.5 ล้านคน ฝ่าวิกฤติฝุ่น PM

ฐาปนีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับ “ปัจจัยสนับสนุน” การเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ มี 6 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.การเดินทางท่องเที่ยวช่วงเทศกาลตรุษจีนและวันหยุดวันมาฆบูชา หลายพื้นที่ยังมีการจัดงานเทศกาลตรุษจีนต่อเนื่องยาวถึงต้นเดือน ก.พ. เอื้อให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการจัดกิจกรรมบิ๊กอีเวนต์ของ ททท. เช่น ถนนเยาวราช และศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ขณะที่วันหยุดวันมาฆบูชา ได้รับแรงหนุนจากการเดินทางเข้ามาสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ที่อัญเชิญมาจากวัดหลิงกวง ประเทศจีน มาประดิษฐานในไทยเป็นการชั่วคราว ณ มณฑลพิธี ท้องสนามหลวง ตั้งแต่วันที่ 5 ธ.ค. 2567 – 14 ก.พ. 2568

2.ฤดูท่องเที่ยวเส้นทางสายดอกไม้ที่กำลังบาน โดยในเดือน ก.พ. เป็นช่วงที่ นางพญาเสือโคร่ง เจ้าของสมญา “ซากุระเมืองไทย” รวมถึง เมเปิ้ล ชมพูพันธ์ทิพย์ บัวแดง ทุ่งเก๊กฮวย กำลังบาน ประกอบกับบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีอากาศหนาวเย็นในหลายพื้นที่ กระตุ้นให้นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบธรรมชาติ การตั้งแคมป์ ชมทะเลหมอกและดอกไม้ ออกเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ส่งผลให้บรรยากาศคึกคักต่อเนื่องจากเดือน ม.ค. โดยข้อมูลของอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ระบุว่าในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเข้ามาชมความงามของดอกไม้ประมาณ 250,000-300,000 คน

3.การจัดกิจกรรมส่งเสริม “Soft Power เสน่ห์ไทย” ของ ททท. ร่วมกับพันธมิตร สร้างการรับรู้เกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยว วัฒนธรรมไทย กระตุ้นให้เกิดการเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ

4.กระแสการท่องเที่ยวสวนสัตว์ ทั้งสวนสัตว์เปิดเขาเขียว จ.ชลบุรี และสวนสัตว์เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี จ.เชียงใหม่ ที่ยังมีผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความนิยมของ “หมูเด้ง” และ “เอวา” โดยในเดือน ม.ค. 2568 สวนสัตว์เปิดเขาเขียวมีผู้เข้าชม 141,439 คน เพิ่มขึ้นกว่า 58% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา

5.การจัดกิจกรรมท่องเที่ยวด้วยรถไฟ โดย ททท. ร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จัดโปรแกรมท่องเที่ยวทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ ตลอดเดือน ก.พ. ในรูปแบบวันเดย์ทริป (One Day Trip) และพักค้าง 2 วัน 1 คืน ด้วยขบวนรถไฟ รอยัล บลอสซัม (Royal Blossom) เส้นทางเพลินเพชรบุรี และขบวนรถไฟ KIHA 183 เส้นทางกรุงเทพฯ ไปยัง สระบุรี ราชบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี และกาญจนบุรี และ 6.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “Easy E-Receipt 2.0” ในปี 2568

ด้าน “ปัจจัยอุปสรรค” ได้แก่ 1.ปัญหาค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ทำให้คนไทยยังคงระมัดระวัง และใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น ส่งผลให้การใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวในประเทศช่วงเดือน ก.พ. ยังต่ำกว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในช่วงเดียวกันของปี 2562 ก่อนโควิดระบาด

2.ปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพคนไทย ทำให้คนบางกลุ่มหลีกเลี่ยงการเดินทางออกไปนอกบ้านโดยไม่จำเป็น และงดทำกิจกรรมท่องเที่ยวกลางแจ้ง

และ 3.การเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศของคนไทยยังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจุดหมายปลายทางยอดนิยม อาทิ ญี่ปุ่น จีน มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพราะมีแรงสนับสนุนจากอากาศที่หนาวเย็นในต่างประเทศ การอ่อนค่าของเงินเยน มาตรการยกเว้นวีซ่าทั้งจีนและไต้หวัน

รวมทั้งการเปิดเส้นทางบินใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ได้แก่ สายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เปิดเส้นทาง กรุงเทพฯ - ฮาร์บิน ประเทศจีน จำนวน 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 24 ธ.ค. 2567 – 8 ก.พ. 2568 และสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ เปิดเส้นทาง กรุงเทพฯ – เกาสง (ไต้หวัน) – โอกินาว่า (ญี่ปุ่น) จำนวน 4 เที่ยวบิน/สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. 2568 เป็นต้นไป