ในโลกของสื่อและเนื้อหารายการ(คอนเทนต์) “กีฬา” ยังคงครองความเป็นราชันย์หรือ Content is King ผู้บริโภครับรู้ดีว่า จะดูรายการไหนให้มันสุด สนุกสุด ต้อง “รายการสด” และนั่นเป็นเสน่ห์ของกีฬาที่ยังคงมีมอบให้คนดู
“วัน แชมเปียนชิพ” เป็นแพลตฟอร์มสื่อกีฬาเพื่อความบันเทิงหรือ Sportertainment สัญชาติเอเชีย หรือจะสัญชาติไทยด้วยก็ได้ ซึ่งปัจจุบันลิขสิทธิ์ และทรัพย์สินทางปัญญาของรายการกีฬาการต่อสู้ถูกนำไปออกอากาศมากกว่า 190 ประเทศทั่วโลก
มิติธุรกิจของวัน แชมเปียนชิพ ปี 2568 ยังเดินหน้าสร้างความว้าว! ดึงดูดคนดู และเดินหน้าขยายการเติบโตทั้งในประเทศ เพิ่มฐานคนดู รวมถึงเจาะตลาดต่างประเทศเพื่อผลักดันรายการคอนเทนต์กีฬาการต่อสู้จากเอเชียผงาดในเวทีโลก ซึ่งเป็นภารกิจที่ จิติณัฐ อัษฎามงคล ประธาน วัน แชมเปียนชิพ ประเทศไทย ในฐานะแม่ทัพได้เคยประกาศไว้ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา
ส่วนแนวทางขับเคลื่อนวัน แชมเปียนชิพ ในประเทศไทย ได้ยกอีเวนต์ใหญ่ที่เปรียบเสมือนการแข่งขันซูเปอร์โบวล์ของการต่อสู้ซึ่งจัดราว 3-4 ครั้งต่อปี หรือเฉลี่ยไตรมาสละ 1 ครั้ง ไปจัดที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี รองรับคนดูหลัก “หมื่นคน” จากเดิมจัดที่เวทีลุมพินีผ่านศึก ONE ลุมพินี จะรองรับคนดูราว 2,000 คน หรือสูงสุดได้ถึง 2,500-2,700 คนเท่านั้น ซึ่งสถานที่ใหม่จะประเดิมนัดแรกวันศุกร์ที่ 24 มกราคมนี้
“เนื่องจากสถานที่เดิมไม่พอ ด้วย capacity มีจำนวนไม่มากพอ การขายตั๋วแต่ละไฟท์ 5,000-,6000 ใบ หมดอย่างรวดเร็วใน 2-3 วัน เราจึงยกจัดอีเวนต์ประจำไตรมาสไปยังอิมแพ็ค อารีน่า ตอบโจทย์คนดูที่มากขึ้น รวมถึงรองรับการถ่ายทำภาพยนตร์ฮอลลีวูดด้วย”
นอกจากนี้ วัน แชมเปียนชิพ ยังเดินหน้าขยายตลาดรายการกีฬาการต่อสู้ไปยังตลาดโลกมากขึ้น ขณะนี้มีการเจรจากับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศเพื่อสัญจรจัดการต่อสู้ ซึ่งต่างประเทศจะเห็นทั้งเอเชีย เนื่องจากเป็นตลาดเป้าหมายแรกและอยู่ใกล้ รวมถึงตะวันตก เผื่อผงาดในตลาดโลก หากความคืบหน้าบรรลุเป้าหมายจะเห็นรายการได้ครึ่งปีแรก
ปีนี้บริษัทยังเดินเกมรุกบุกตลาดสหรัฐ ซึ่งเป็นความท้าทายมาก เนื่องจากตลาดสื่อคอนเทนต์กีฬามีการแข่งขันสูงมาก จากนับร้อยสื่อกีฬาหลากชนิด เช่น อเมริกันฟุตบอล(NFL) มวยปล้ำ ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน(MMA) บาสเกตบอล(NBA) เป็นต้น เมื่อเจาะลึกกีฬาการต่อสู้ยังมีหลากชนิดเช่นกัน รวมถึง “คู่แข่ง” ล้วนเป็นยักษ์ใหญ่ทรงอิทธิพลในตลาดด้วย
ทว่า หากวัน แชมเปียนชิพ สามารถเจาะตลาดสหรัฐได้ จะถือเป็นการเปิดประตูแห่งโอกาสอย่างมหาศาล เพราะถือเป็นเวทีในการปักหมุดสร้างการรับรู้ให้กับทั้งโลก ซึ่งจากแผนดังกล่าวทำให้ต้องเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง คาดการณ์งบประมาณหลักพันล้านบาท เพื่อต่อยอดคอนเทนต์ การจัดอีเวนต์ กิจกรรมการต่อสู้ไฟท์ต่างๆ
“ธุรกิจสื่อกีฬาเป็นการใช้เงินลงทุนที่สูง ซึ่งปีนี้เรายังลงทุนหลักพันล้านบาท และให้น้ำหนักการลงทุนขยายธุรกิจไปยังประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีสูง และมีความซับซ้อน เช่น ญี่ปุ่น และสหรัฐ หากเปิดตัวได้ วัน แชมเปียนชิพ ก็จะครองตลาดโลกได้”
อย่างไรก็ตาม แต้มต่อสำคัญของ วัน แชมเปียนชิพ คือการมีฐานทัพธุรกิจ การถ่ายทอดกีฬาในเอเชีย ซึ่งเฉพาะตลาดนี้ครองครึ่งซีกโลก และเวลาเอื้อในการตรึงผู้ชม เช่น การถ่ายทอด การชกมวย “ONE Championship - ONE LUMPINEE” ออกอากาศทางช่อง 7 ทุกวันศุกร์ มีผู้ชมจำนวนมาก เรทติ้งดี
รายการของวัน แชมเปียน ชิพ ยังกลายเป็นสื่อกีฬาที่ได้รับความนิยมติดท็อป 5 ของโลก รองจากอเมริกันฟุตบอล ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ และการแข่งขันบาสเกตบอล NBA โดยยอดการรับชมจากทุกช่องทาง ทุกแพลตฟอร์มรวมกันระดับหลายหมื่นล้านวิว
ปี 2568 ยังเป็นปีที่ วัน แชมเปียน ชิพ จะ “สร้างกำไร” เป็นปีแรก หลังจากช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ได้ลงทุนนับพันล้านบาท เพื่อวางรากฐาน สร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจสื่อกีฬา ส่วนโครงสร้างรายได้ หลักๆยังมาจากการขายลิขสิทธิ์ เช่น ป้อนแพลตฟอร์ม Prime Video U-NEXT ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันรายการกีฬายังมีการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดในราคาที่สูงขึ้น
“ปีนี้ธุรกิจเราจะเทิร์นโปรฟิทเป็นปีแรก ส่วนรายได้เกินกว่า 50% มาจากลิขสิทธิ์ และการต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาหรือ Intellectual Property”
ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การพัฒนาเอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ หรือกาสิโน โดย จิติณัฐ เปิดกว้างสำหรับโอกาสในการขยายธุรกิจ ทั้งการร่วมมือกับพันธมิตร ในการนำคอนเทนต์วัน แชมเปียน ชิพ ไปอยู่ในโปรเจค
“เอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ต้องมีองค์ประกอบอื่นทั้งกีฬา คอนเสิร์ต รีสอร์ท ฯ เราก็ศึกษาตลาด และมองเป็นโอกาสที่ดี เพราะเราคือกีฬาอันดับ 1 ของประเทศและภูมิภาค สามารถหารือกับพันธมิตรได้ แต่สุดท้ายต้องดูความชัดเจนของกฎหมาย ส่วนพันธมิตรต้องการให้ดีเอ็นเอไปด้วยกันได้ เพราะเราทำงานกับทีมที่มีความเชี่ยวชาญสื่อกีฬาระดับโลก”





