วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

ผู้บริหาร-นักการตลาดห่วง ศก.โลก-จีดีพีไทยโตต่ำ 1.65% เบรกเพิ่มงบตลาดปี 68

ผู้บริหาร-นักการตลาดห่วง ศก.โลก-จีดีพีไทยโตต่ำ 1.65%  เบรกเพิ่มงบตลาดปี 68

เวทีใหญ่ประจำปี “นักการตลาด” ฉายภาพปี 2568 ระมัดระวังใช้จ่าย กังวลเศรษฐกิจโลก ปัจจัยภายนอก - เน้นการใช้งบแบบสไนเปอร์ ที่เลือกยิงให้ถูกจังหวะที่สุด พร้อมชี้คาถารอด ต้องใช้ เอไอ การบาลานซ์ เคลียร์ ดาต้า สร้างธุรกิจแกร่งในทุกน่านน้ำ

เวทีฟอรั่มประจำปี “Thailand Marketing Day 2025” The Next Marketing Battle จัดทัพฝ่าสมรภูมิการตลาดยุคใหม่ ภาครัฐ เอกชน นักการตลาด ร่วมชี้เทรนด์และกลยุทธ์รับมือความท้าทายนำพาธุรกิจผ่านคลื่นมรสุม สร้างการเติบโตไปให้ได้

ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมในปี 2568 ผู้ประกอบการต้องเผชิญความท้าทายที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งภาพรวมเศรษฐกิจ สถานการณ์ของภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ รวมถึงเข้าสู่ยุคการทำงานในยุคใหม่ที่มีทั้งเจนซี เจนอัลฟ้า และเจนเบต้า ทำให้นักการตลาดและนักธุรกิจ ต้องพร้อมปรับเปลี่ยนเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจต่อไปให้ได้

อีกทั้งในสถานการณ์ที่ตลาดมีการเปลี่ยนแปลงและแข่งขันสูง แบรนด์ต้องมุ่งค้นหาสิ่งที่มีความชำนาญและนำมาสร้างความโดดเด่น นำเสนอความแตกต่างให้แก่ลูกค้า พร้อมมองโอกาสการเติบโตไปสู่ตลาดโลก ผ่านจากการใช้รูปแบบคอลแลปกับแบรนด์ขนาดใหญ่และแบรนด์ระดับโลก

ขณะเดียวกันต้องเลือกสมรภูมิการทำตลาดให้เหมาะสมกับสินค้า โดยควรเลือกสมรภูมิที่ประเมินว่าจะมีโอกาสเหนือกว่าคู่แข่ง พร้อมการนำเทคโนโลยีเอไอ มาร่วมวิเคราะห์สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และวางแผนธุรกิจให้เติบโตทีละสเต็ป ผสมผสานด้วย การดึงคนเจนใหม่เข้ามาร่วมบริหารแผนการตลาด

ผู้บริหาร-นักการตลาดห่วง ศก.โลก-จีดีพีไทยโตต่ำ 1.65%  เบรกเพิ่มงบตลาดปี 68

 

“ปัจจุบันจึงเข้าจุดเปลี่ยน และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการทำสงครามการตลาด โดยการทำสงครามการตลาด หัวใจสำคัญคือลูกค้า ที่ต้องแย่งชิงมาให้ได้ อีกทั้งในภาวะที่นักการตลาดต่างลดงบในการใช้จ่าย และเลือกใช้ในช่วงที่เป็นจังหวะสไนเปอร์ หรือ เลือกใช้ยิงในจังหวะที่เหมาะสมและสร้างโอกาสทางธุรกิจมากที่สุด"

 

ดร.สมชาย วิศิษฐชัยชาญ อุปนายกฝ่ายองค์ความรู้ด้านการตลาด และ ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล อุปนายกฝ่ายกิจกรรม การสื่อสารและการตลาดยั่งยืน สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ฉายมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตยากกว่าเดิม และประเมินจีดีพี จะโตต่ำที่ 1.65% ทำให้ภาพรวมทั้งปีเป็นปีที่ยากลำบากและเหงื่อตกมากกว่าเดิม

ผู้บริหาร-นักการตลาดห่วง ศก.โลก-จีดีพีไทยโตต่ำ 1.65%  เบรกเพิ่มงบตลาดปี 68

ปัจจัยที่มีผลกระทบไทยมากสุด 4.09 คะแนน จากเต็ม 5 คะแนน มาจากมีความกังวลเศรษฐกิจโลก ตามด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และลูกค้ามีการเปลี่ยนแปลง โดยมีความแตกต่างจากปีที่ผ่านมา นักการตลาดให้น้ำหนัก กังวล ลูกค้าเปลี่ยนแปลงมากสุด ที่จะมีผลต่อการขับเคลื่อนการตลาด

“ผลการสำรวจเมื่อปีที่แล้วนักการตลาด ผู้บริหาร 50% มองว่าเศรษฐกิจโตยาก แต่ในปีนี้ตัวเลขเยอะขึ้นเป็น 55% แสดงว่าไม่ดี รวมถึงมองจีดีพีโตเพียง 1.65% สอดคล้องกับรองนายกรัฐมนตรีพิชัย ชุณหวชิร คาดการณ์จีดีพีปี 2568 จะโตไม่เกิน 2% ที่ผ่านมา นักการตลาด ยังไม่มองประเด็นแมคโครหรือภาพใหญ่ มองแต่พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนกระทบการตลาด แต่ปีนี้เศรษฐกิจมหภาคหรือแมคโคร เพราะเป็นปัจจัยที่ควบคุมยาก ทำให้ภาพรวมปีนี้เหงื่อตกกว่าเดิม”

 

ผู้บริหาร-นักการตลาดห่วง ศก.โลก-จีดีพีไทยโตต่ำ 1.65%  เบรกเพิ่มงบตลาดปี 68

ด้านภาพรวมการใช้งบการตลาด นับเป็นปีแห่งการรัดเข็มขัด โดยนักการตลาดต่าง 77.6% ไม่เพิ่มงบการตลาด และยังมี 0.41% คาดการณ์ งบลดลง สะท้อนให้เห็นภาพการรัดเข็มขัดแน่นยิ่งกว่าเดิม แตกต่างจากในปี 2567 มี 50% ที่จะไม่เพิ่มงบการตลาด ประหยัดเงิน หากสอบถามเรื่องการใช้งบในด้านใดมากสุด ส่วนใหญ่ให้น้ำหนักกับ Content เป็นอันดับ 1 ด้วยสัดส่วน 73% ตามด้วย คอมเมิร์ซ 63.1% และระบบชำระเงิน(Payment) 29.7%

ผู้บริหาร-นักการตลาดห่วง ศก.โลก-จีดีพีไทยโตต่ำ 1.65%  เบรกเพิ่มงบตลาดปี 68

 “การใช้จ่ายงบการตลาดเพื่อสร้างสรรค์คอนเทนต์นอกจากใส่ความคิดสร้างสรรค์อย่างแยบยลแล้ว ต้องขายสินค้าหรือคอมเมิร์ซได้ด้วย ส่วนเรื่องเพย์เมนต์ต้องการเห็นผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อความปลอดภัย ความโปร่งใส มีธรรมาภิบาลในการใช้เพย์เมนต์มากขึ้น”

ขณะที่มุมมองต่อ 3Psที่ประกอบด้วย เรื่องคน (People) รักษ์โลก (Planet)และผลกำไร (Profit) โดยนักการตลาดและผู้บริหารต่างมุ่งโฟกัสเรื่องกำไรมากที่สุด และแซงหน้าเรื่อง “คน” และรักษ์โลก(Planet) ต่างจากปีก่อนที่ “คน” ที่ให้ความสำคัญมากสุด โดยการไม่เพิ่มงบการตลาดและลดงบการตลาดในยุคที่มีเงินเฟ้อ

ผู้บริหาร-นักการตลาดห่วง ศก.โลก-จีดีพีไทยโตต่ำ 1.65%  เบรกเพิ่มงบตลาดปี 68

ด้านเมกะเทรนด์ในปี 2568 ที่มีอิทธิพลต่อการทำตลาด โดยในด้านพฤติกรรมผู้บริโภค ต่างสนใจด้านดูแลสุขภาพที่สุด ด้วยคะแนน 4.27 ตามด้วยดิจิทัล และคุณภาพของสินค้าและบริการ แตกต่างจากปีก่อน เรื่องคุณภาพของสินค้าและบริการมาเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนความใส่ใจสิ่งแวดล้อม รักษ์โลก ลดลงมาที่อยู่อันดับ 7 ด้วยคะแนน 3.65 มาจากความกังวลในเรื่องการลงทุนความยั่งยืนได้

ส่วนความคิดเห็นต่อเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) แห่งอนาคต นักการตลาดยกให้“เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์"หรือ เอไอ (AI) สำคัญมากสุด ตามด้วยอินเทอร์เน็ตคือทุกสิ่ง (IoT) และเทคโนโลยีชีวภาพ(Biotechnology) ขณะที่ความหวังอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-curve) ของประเทศที่จะเป็นเครื่องยนต์สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ธุรกิจสุขภาพ การท่องเที่ยวคุณภาพ และธุรกิจการเกษตรและไบโอเทค

ผู้บริหาร-นักการตลาดห่วง ศก.โลก-จีดีพีไทยโตต่ำ 1.65%  เบรกเพิ่มงบตลาดปี 68

แนะ “คาถารอด” A-B-C-D

ทางด้าน 3 คำสำคัญที่นักการตลาดไทยนึกถึง ได้แก่ งบประมาณ สภาวะเศรษฐกิจ และการแข่งขัน ส่วนเทรนด์ที่นึกถึง ได้แก่ ดิจิทัล ข้อมูลหรือ Data และความยั่งยืน ส่วน“คาถารอด”เพื่อฝ่าความท้าทายปี 2568 ที่ทิ้งไว้ให้นักการตลาดคิดต่อต้องท่อง A B C D ประกอบด้วยเอไอ (AI ) การใช้ปัญญาประดิษฐ์มาเคลื่อนธุรกิจการตลาด บาลานซ์ (Balance) ช้า-เร็ว ระวังหลัง เคลียร์ (Cleat) ชัดเจน ไม่สะเปะสะปะ และ ดาต้า (Data) ชิงชัยด้วยข้อมูล

เทรนด์ความยั่งยืนมาแรงในโลก

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมกำลังเร่งผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยทรานฟอร์มไปสู่การสร้างธุรกิจใหม่ที่เป็น เน็กซ์เจนในยุคใหม่ ทั้งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ BCG สอดรับกับความยั่งยืน ซึ่งประเทศไทยที่มีภาคอุตสาหกรรมอาหารมีความแข็งแกร่ง และผลักดันการส่งออกสูงถึงปีละ 1 แสนล้านบาท โดยประเมินว่ายอดการส่งออกในปี 2568 มีโอกาสถึงระดับ 1.75 ล้านล้านบาทจากปีที่ผ่านมา มีมูลค่าประมาณ 1.65 ล้านล้านบาท

รวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ ได้ปรับไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น (อีวี) จากที่เคยผลิตชิ้นส่วนจำนวน 3 หมื่นชิ้น เหลือ 2,000 ชิ้น จึงได้ผลักดันผู้ประกอบการมุ่งขยายการผลิตไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังมาแรงทั้ง อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ การเกษตร และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ รวมถึงการมุ่งสร้างแบรนด์ของตัวเอง (โอดีเอ็ม) จากเดิมเป็นผู้รับรับจ้างผลิต (โออีเอ็ม)

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เมกะเทรนด์ที่ผู้ประกอบการต้องติดตามและพร้อมปรับแผนให้สอดคล้อง ทั้งเทคโนโลยีเอไอ การค้าในโลก จากนโยบายการค้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ เศรษฐกิจสีเขียว สังคมผู้สูงอายุ และนวัตกรรมเทคโนโลยีในโลก 

“ขณะเดียวกันต้องติดตามการเข้ามาของสินค้าจำนวนมากจากประเทศจีนที่มีผลกระทบต่อสินค้าไทยในทุกกลุ่ม ตั้งแต่เอสเอ็มอีขนาดเล็กไปจนถึงบริษัทขนาดใหญ่ ทำให้ในเร็วๆ นี้เตรียมเสนอภาครัฐบาลกับมาตรการในการตอบโต้สินค้าจีนที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย พร้อมกับการนำเทคโนโลยีมาต่อยอด”

นายธวัชชัย ชีวานนท์ ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย และประธานผู้บริหาร Product & Business Solutions ธนาคารกรุงไทย เสริมว่า เทรนด์ที่ผู้ประกอบการควรติดตามมีทั้ง การเข้ามาของเศรษฐกิจสีเขียว การขับเคลื่อนธุรกิจด้วยความยั่งยืน และการเข้าสู่โลกของดาต้า (Data) เต็มรูปแบบ โดยต้องปรับธุรกิจให้สอดคล้องกับเทรนด์ เพื่อมุ่งสร้างการเติบโตและผลักดันทำให้ธุรกิจสามารถขยายตัวได้สูงกว่าอุตสาหกรรมโดยรวม