ส่องภาพใหญ่ธุรร้านอาหารทิ้งทวนปี 67 แบรนด์ดังยกธงขาวพ่ายในสนามโบกลาไทย ทุนจีนยกทัพเปิดร้าน ขยายสาขา หมาล่ามาเร็วไปเร็ว เอ็มเค สุกี้ -สุกี้ ตี๋น้อย เกมวัดรอยเท้านักธุรกิจรุ่นใหม่-รุ่นใหญ่ "ซับเวย์" ศึกแฟรนส์ไชส์ไม่เลิกกิจการ
นับถอยหลังส่งท้ายปีเก่า 2567 ภาคธุรกิจมีทั้ง “เติบโตมาก-น้อย” ทรงตัว และหดตัว “กำไรหาย” ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคยินดีใช้จ่ายเงินเพื่อตอบสนองความต้องการด้านใดบ้างในชีวิต
ธุรกิจร้านอาหารแม้จะเป็น “สินค้าจำเป็น” คือ หนึ่งในปัจจัยสี่ต่อการดำรงชีพ ครั้นจะให้รับประทานอาหารนอกบ้านเป็นประจำ สำหรับประชากรฐานราก อาจไม่ไหว ส่วนกลุ่มผู้บริโภคกำลังซื้อสูง รวมถึงทุกเซ็กเมนต์ เป็นผู้บริโภคที่ชาญฉลาดใช้เงินหรือ Smart Comsumer มากขึ้น ทำให้เงินทุกบาทต้องพินิจพิเคราะห์ในการจ่าย
ปี 2567 เกิดปรากฏการณ์มากมายในวงการร้านอาหาร โดยตัวเลขที่ผู้ประกอบการใช้อ้างอิงมูลค่าตลาด มีแตกต่างกันไป ข้อมูลที่ “อาฟเตอร์ ยู” ใช้รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) จะมีมูลค่าราว 3-4 แสนล้านบาท ส่วนสมาคมภัตาคารไทยประเมินตัวเลขแตะ 6 แสนล้านบาท ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ปี 2568 ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มจะมีมูลค่า 6.57 แสนล้านบาท เติบโต 4.6%
เกมพ่าย! แบรนด์ดังโบกมือลา
เคยมีประโยคที่ผู้ประกอบการร้านอาหารมักหยิบมาเป็น “ตลกร้าย” หากเกลียดใครให้ยุไปทำร้านอาหาร เพราะปัญหาล้านแปด ไม่นับการบริการลูกค้าที่ต้องเจอแต่ละวัน ยังมีโจทย์การแข่งขันสูง ต้นทุน และอีกสารพัดตัวแปรกระทบธุรกิจ
ร้านอาหารเป็นสังเวียนที่ “เข้าง่าย” เพราะไม่มีกำแพงกั้นการแข่งขัน เพียงมีสูตรอาหาร กะทะ ตะหลิว ว่ากันว่าสามารถเปิดร้านได้
ทว่า การแข่งขันที่สูง ทางเลือกผู้บริโภคที่มาก ทำให้การจะ “ชิงขุมทรัพย์แสนล้านบาท” โหดหิน ปี 2567 จึงเห็นแบรนด์ และร้านอาหารที่ไปไม่ถึงฝันในตลาดประเทศไทย เช่น ไก่ทอดเท็กซัส ที่จะครบสัญญา 10 ปี ของการให้ “โออาร์” เป็นแฟรนไชส์ซีขยายสาขา
ตำนานบุฟเฟต์ปิ้งย่าง “ไดโดมอน” พยายามแล้วพยายามเล่าปรับตัวเพื่ออยู่รอด แต่ที่สุดต้องยกธงขาวยุติกิจการไปเรียบร้อยแล้ว ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงมากของหมวดหมู่ปิ้งย่างเกาหลี หมูกะทะฯ ส่วนหม้อร้อนอย่าง “ฮอทพอท”(Hot Pot Buffet) ก็ประกาศปิดตำนานของร้าน เมื่อเดือนสิงหาคม เหลือไว้เพียงความทรงจำและคำขอบคุณผู้บริโภคที่ประสบการณ์ร่วมกันอย่างยาวนาน “ฟู้ด รีพับลิค” ศูนย์อาหารจากสิงคโปร์ ที่ทยอยปิดสาขาให้บริการแก่ลูกค้า โดยสาขาสุดท้ายได้โบกมือลาประเทศไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา ร้านขนมหวาน เบเกอรีดังอย่าง GRAM Pancakes และ PABLO Cheese tart ก็อำลาสังเวียน ทั้งที่ตอนเปิดตัวแรกๆ ผู้บริโภคให้การตอบรับดี ต่อคิวกันยาวเหยียด แต่ที่สุดต้องพ่ายกับการแข่งเดือด! เช่นกัน
หมาล่า มาเร็วไปเร็ว
ธุรกิจหม้อร้อนที่บูมสุดๆในยุคนี้ ต้องยกให้ร้านอาหารประเภท “หมาล่า” ซึ่งเห็นการยกทัพของผู้ประกอบการ เปิดร้านกันหนาตาในย่านต่างๆ เพื่อรองรับความต้องการผู้บริโภค
แรกกระแสการไปทานหมาล่า มีทุกหัวระแหง ทว่า เพียงไม่นานก็เริ่มแผ่ว เพราะหากดูโจทย์ของธุรกิจคือ “ราคา” และ “ความคุ้มค่า” หลายคนที่เคยไปทานร้านหมาล่า จะรู้ว่า หยิบเมนูผัก เนื้อสัตว์ ฯ เพลินๆ จะไหลไปหลายไม้ หลายจาน พอคำนวณราคาออกมา ถือว่าค่อนข้างสูงหรือแพง จนทำให้ผู้บริโภคหัวแหลม กลับไปซบ “บุฟเฟต์” แบบเดิม
หากไปสำรวจร้านหมาล่าในย่านต่างๆที่เปิดให้บริการลูกค้า จะพบว่า หลายแห่งถูกแทนที่ด้วยร้านใหม่ๆ หรือร้านที่ยังเปิดอยู่ หากไม่ใช่ทำเทลอง จะมีลูกค้านั่งบางตา พนักงานบางร้านมากกว่าจำนวนลูกค้าที่นั่งรับประทาน
ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไลน์แมน วงใน (LINE MAN WONGNAI) เคยให้ข้อมูลว่า ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เมนู “หมาล่า” ยังติดอันดับการค้นหาและรับประทานของลูกค้า ส่วนหนึ่งเพราะเป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวจีน กลับไปเยี่ยมเยือนแล้ว จึงยังต้องการทานเมนูประจำชาติ แต่จะเป็นการสั่งพร้อมทานนั่นเอง
“นักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวเมืองไทยแท้ๆ ยังทานหมาล่าอยู่ อาจเพราะยังไม่รู้จักเมนูท้องถิ่น”
ทุนจีน ของแสลง ผู้ประกอบการไทย
ปี 2567 ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ทุนจีนเขมือบ” ทุนไทย ทุนขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี กลายเป็นประเด็นที่หลายภาคส่วนเป็นห่วง ส่วนผู้ประกอบการ “กลัว” ในมิติการแข่งขัน เพราะความใหญ่ ทุนหนา มาพร้อมการ “ดั๊มพ์ราคา” ให้เจ้าถิ่นล้มหายตายจากไปก่อน จะมีผลต่อการแย่งลูกค้า และชิงส่วนแบ่งตลาดในธุรกิจ
ปีนี้จึงเห็นร้านอาหารจีนทั้งยกทัพแบรนด์ใหม่เข้ามา แบรนด์เดิมขยายตลาดยึดหัวหาดให้มากขึ้น สำหรับแบรนด์ที่ปักหมุดสร้างฐานในประเทศไทยมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น “MIXUE” ร้านชานมและไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ “WEDRINK” ร้านแฟรนไชส์ชานมและไอศกรีมจากจีน “Zhengxin Chicken” แฟรนไชส์ไก่ทอดจากจีน ราคาเริ่มต้นชิ้นละ 15 บาท ซึ่งมีอาหารเมนูอื่นๆ ทั้งไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ แฮมเบอร์เกอร์ ฯ ร้านกาแฟ “Cotti Cofee” ชูราคา 55 บาท
เกมเดือด!วัดพลังทุนเก่า-ใหม่
ขึ้นชื่อว่าสมรภูมิการค้า ย่อมมีขับเคี่ยวแข่งขันเป็นเรื่องธรรมดา และในทุกสังเวียน ย่อมมีผู้แพ้และชนะ ซึ่งแน่นอนว่า “อ่อนแอย่อมแพ้ไปตามเกม”
ปี 2567 หนึ่งในการเทียบฟอร์มแข่งเดือด ต้องยกให้ธุรกิจหม้อร้อนประเภท “สุกี้” ที่เจ้าตลาดยกให้ “เอ็มเค สุกี้” อาณาจักรหมื่นล้านของ “ฤทธิ์ ธีระโกเมน” ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่ผลงานยังถูกท้าทายด้วยความสามารถในการ “ทำกำไร” อาจไม่สวยหรูมากนัก
ขณะที่คู่แข่งสำคัญอย่าง “สุกี้ตี๋น้อย” โตวันโตคืนทั้งจำนวนสาขา ยอดขาย และ “กำไร” ทำให้ทุกครั้งผลประกอบการออกมา จะต้องถูก “เทียบฟอร์ม” อยู่เสมอ และมองว่าหมวดนี้กำลังจะมี “แจ๊คผู้ล้มยักษ์” เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจมี “เซ็กเมนต์” ให้แบ่งจับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่ง “เอ็มเค สุกี้” วาง Positioning ไม่เพียงเจาะกลุ่มครอบครัว แต่ยังค่อนข้างอยู่ระดับบนด้วย จากจุดแข็งของวัตถุดิบคุณภาพ ความสะอาด การบริการ เป็นต้น ขณะที่ “สุกี้ตี๋น้อย” จับกลุ่มเป้าหมายที่กว้างกว่าหรือ Mass
เมื่อ “ผู้นำ” กำลังถูกไล่ล่าตำแหน่ง ทำให้ “เอ็มเค สุกี้” ต้องปรับตัว หนึ่งในนั้นคือปั้นแบรนด์ “เอ็มเค สุกี้ บุฟเฟต์” ออกมาเจาะกลุ่มผู้บริโภค ส่วนจะรักษาบัลลังก์ไว้ได้แค่ไหน ต้องติดตาม
อีกหนึ่งเกมเดือด! ยกให้ร้านแซนด์วิชระดับโลก “ซับเวย์”(SUBWAY) ซึ่งเปลี่ยนมือมาสเตอร์ แฟรนไชส์มาอยู่ใต้เงาอาณาจักรพลังงานอย่าง “พีทีจี” ซึ่งมุ่งธุรกิจไม่ใช่น้ำมันหรือ Non-Oil เสาหลักสำคัญของ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” กับการส่งบริษัทในเครือ “โกลัค”(GoLcuk) ทุ่มเงิน 35 ล้านบาท คว้าสิทธิบริหารร้านมาครอง
ทว่า กลับเกิดศึกที่ผู้บริโภคต้องตกใจ เพราะเกิดเรื่องใหญ่! จนทำให้ ‘SUBWAY’ ต้องออกโรงเตือนลูกค้าสั่งอาหาร ต้องดูแฟรนไชส์ที่ได้รับอนุญาต ซึ่งในช่วงของการคว้าสิทธิ์บริหารร้าน “ซับเวย์” ทาง “โกลัค” มีร้านในประเทศไทยเพียง 148 สาขาเท่านั้น กลายเป็นการต่อสู้สิทธิ์กับร้านอื่นๆยังคงให้บริการอยู่ แต่กลับใช้วัตถุดิบ กระดาษที่ไม่ได้มาตรฐานของแบรนด์ระดับโลก เพราะเรื่องนี้ผู้บริโภคออกมาบ่นกันให้ว่อนบนโลกออนไลน์
เวทีโอลิมปิก นิยามธุรกิจร้านอาหารปี 67
ตลาดร้านอาหารในประเทศไทย เต็มไปด้วยแบรนด์ไทย(Local) และแบรนด์ระดับโลกมากมาย ทำให้ผู้ประกอบการมีมุมมองต่อภาพรวมค่อนข้างใหญ่
ชาตยา สุพรรณพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Engagement Officer) บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด แห่งร้านบาร์บีคิวพลาซ่า ระบุว่า นิยามธุรกิจร้านอาหารปี 2567 เปรียบเสมือนการแข่งขันกีฬาระดับโอลิมปิก เพราะเต็มไปด้วย “ผู้เล่นที่เก่งสุด” มีแบรนด์ระดับโลกจำนวนมากเข้ามาแข่งตลาดไทย
“ปีนี้ธุรกิจร้านอาหารเหมือนแข่งกีฬาโอลิมปิก และแข่งท่ามกลางพายุ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจมหภาคค่อนข้างมาก ส่วนปีหน้าจะเห็นความเคลื่อนไหวของธุรกิจร้านอาหารที่มีทั้งผู้เล่นเก่าและหน้าใหม่เข้ามานำเสนอสิ่งที่แปลกใหม่ อร่อย เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค”
อย่างไรก็ตาม เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพธุรกิจร้านอาหารที่เกิดในปี 2567





