ค้าปลีก ส่งสัญญาณกำลังซื้อโค้งสุดท้ายไม่ร้อนแรง ทราฟฟิกเพิ่ม บรรยากาศคึกคัก “สวนทางการใช้จ่าย” เหตุหนี้ครัวเรือนสูง เศรษฐกิจไม่กระเตื้อง ทำคนไทยรัดเข็มขัด เร่งเจาะอำนาจซื้อกลุ่มกลาง-บน นักท่องเที่ยวต่างชาติ
ขณะรายได้รวมท่องเที่ยวไทยปี 67 ส่อพลาดเป้า “3 ล้านล้าน” หลังสถิติ 1 ม.ค.-15 ธ.ค. สะสม 2.48 ล้านล้าน ลุ้นตีตื้นช่วงครึ่งเดือนสุดท้าย
อุตสาหกรรมค้าปลีกไทยมูลค่า 4.4 ล้านล้านบาท ยังคงไม่สดใสมากนัก จากแรงกดดันภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อเปราะบาง ด้วยภาวะหนี้ครัวเรือนสูงกระทบการใช้จ่ายมุ่งเน้นสินค้าจำเป็น อย่างไรก็ตาม ในช่วงไฮซีซันนี้ภาคค้าปลีกยังได้อานิสงส์จากอำนาจซื้อของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเยือนไทยมากขึ้น
นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ภาพรวมค้าปลีกขณะนี้ยังไม่สดใสเท่าที่ควร จากหลายปัจจัยทั้งการเติบโตของเศรษฐกิจที่ไม่เป็นตามคาดการณ์ การหดตัวด้านการลงทุนส่งผลต่ออัตราการจ้างงานและการบริโภค หนี้ครัวเรือนสูง ภาระหนี้สินของเอสเอ็มอี รวมทั้งมาตรการแจกเงิน 10,000 บาท ให้กลุ่มเปราะบาง 14.5 ล้านคน ยังไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ชัดและยังต้องรอความชัดเจนในเฟสต่อไปที่จะแจกให้กับกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มอื่นๆ ประกอบกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจกว่า 50,000-60,000 ล้านบาท รวมทั้งอนาคตของเศรษฐกิจและการค้าโลกที่ไม่แน่นอนจากนโยบายภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ล้วนส่งผลต่อความเชื่อมั่นด้านการใช้จ่ายของประชาชน
"ภาคค้าปลีกจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญอันดับต้นๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตตามเป้าหมาย ด้วยมูลค่าค้าปลีกและบริการกว่า 4.4 ล้านล้านบาท หากได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจังและต่อเนื่อง"
ทั้งนี้ เพื่อเป็นแรงส่งในปี 2568 ภาครัฐต้องเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ ปี 2568 กระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศเพื่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างอาชีพ อัดฉีดมาตรการกระตุ้นการบริโภคและเศรษฐกิจในประเทศ เพื่อสร้างโมเมนตัมการใช้จ่าย รวมถึงยกระดับไทยเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยว โฟกัสกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง เช่น พิจารณาลดภาษีสินค้าเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยว
โฟกัสกลุ่ม “กลางบน” ยังใช้จ่าย
นายณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมการใช้จ่ายของกลุ่มลูกค้าระดับกลางและบนยังดีอยู่ รวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ เป็นปัจจัยบวกสำหรับศูนย์การค้าใจกลางเมือง “เซ็นทรัลเวิลด์” โดยมีนักท่องเที่ยวหลักจากประเทศจีน ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ และอินเดีย ส่วนใหญ่มีการใช้จ่ายสูงกว่าคนไทย 2.5 เท่า
“นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจีน เข้ามามากขึ้นและเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายสูง เป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพมากขึ้น แตกต่างจากช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา เป็นปัจจัยหนุนให้ผลทำให้ผลประกอบการของเซ็นทรัลพัฒนา ขยายตัวที่ดีมาตลอด เสริมทัพกับการเน้นเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าระดับกลางและระดับบนทำให้ภาพรวมทราฟฟิกยังเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้"
นักท่องเที่ยวเสริมอำนาจซื้อไฮซีซัน
นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมค้าปลีกไตรมาสสุดท้าย (ต.ค.-ธ.ค.) ผู้ประกอบการต่างระดมอีเวนต์ แคมเปญโปรโมชัน ต้อนรับปีใหม่จำนวนมาก สร้างบรรยากาศคึกคัก โดยเฉพาะปีนี้มีเซเลบหน้าใหม่ทั้ง หมีเนย (Butter Bear) และ หมูเด้ง ฮิปโปแคระ เพศเมีย จากสวนสัตว์เปิดเขาเขียว เป็นหนึ่งในแม่เหล็กของภาคธุรกิจที่นำมาร่วมดึงดูดลูกค้า กระตุ้นการใช้จ่าย
"ศักยภาพของประเทศไทยเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมระดับโลก สร้างแรงกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวต้องการเข้ามาเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ในไทย เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ไทยมีความคุ้มค่าในการท่องเที่ยวสูง มีอาหารที่โดดเด่น พร้อมเปิดรับทุกประเทศ ทุกเชื้อชาติ ทำให้ทุกคนอยากเข้ามาร่วมเฉลิมฉลองและเริ่มต้นใช้ชีวิตขึ้นปีใหม่ที่ประเทศไทย เสริมกำลังซื้อได้เป็นอย่างดี"
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการใช้จ่ายที่ผ่านมาลูกค้ายังไม่เน้นการใช้จ่ายในสินค้าแฟชั่นมากนัก ยกเว้นกลุ่มกำลังซื้อสูงยังใช้จ่ายสินค้าลักชัวรีเป็นปกติ ส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยว สนใจสินค้าอาหาร บริการนวดและสปา
แรงหนุนทัวริสต์คุณภาพสูงปลุกใช้จ่าย
นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า ภาพรวมการใช้จ่ายของกลุ่มลูกค้าช่วงปลายปีนี้ขยายตัวที่ดีขึ้นจากลูกค้าชาวไทยและต่างชาติที่ใช้บริการใน เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น
“นักท่องเที่ยวจีนที่มาไทย ต่างมีโปรแกรมเข้ามาท่องเที่ยวในเอเชียทีค ซึ่งเป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวจีนต้องมาเยือน ปัจจุบันมีรถบัสนำนักท่องเที่ยวจีนจำนวนมากในแต่ละวัน”
เมื่อประเมินยอดทราฟฟิกที่เข้ามาในพื้นที่กลับมาอยู่ในระดับ 80-85% ใกล้เคียงช่วงก่อนโควิด-19 ซึ่งวันธรรมดามีลูกค้าใช้บริการ 30,000 คนต่อวัน วันหยุด 50,000 คนต่อวัน ขณะที่ธุรกิจโรงแรมในกลุ่ม AWC นักท่องเที่ยวกลับมาพีคสูงในช่วงไตรมาสสุดท้าย โดยอัตราการเข้าพักอยู่ที่ระดับ 70% เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อัตราการเข้าพักอยู่ในระดับ 60%
โดยกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่เข้ามาในพื้นที่ต่างเป็นนักท่องเที่ยวมีคุณภาพสูง ทั้งจาก ออสเตรเลีย สหรัฐ อินเดีย ญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลี และจีน มีสัดส่วน 10% ของพอร์ตโฟลิโอต่างชาติทั้งหมด
คนไทยระวังใช้จ่ายแฟชั่น-ลักชัวรี
นายจักรพล จันทวิมล กรรมการผู้จัดการ บริษัท นันยาง มาร์เก็ตติ้งจำกัด และ ผู้อำนวยการสำนักการตลาด บริษัท ซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์ค้าปลีกช่วงปลายปีนี้ผู้ประกอบการทุ่มงบจัดอีเวนต์ ตกแต่งศูนย์การค้า รับบรรยากาศปีใหม่ เพื่อกระตุ้นลูกค้าใช้จ่าย ซึ่งภาพรวมกลุ่มลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ระมัดระวังการใช้จ่าย โดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือยและสินค้าแฟชั่นพบว่าชะลอตัว
"ลูกค้าต้องเลือกเก็บเงินไว้สำหรับการเดินทางกลับบ้านและการท่องเที่ยวช่วงสิ้นปี โดยรวมธุรกิจรีเทลกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยยังคงชะลอตัวอยู่ สินค้าที่ได้รับความสนใจสูงจะเป็นกลุ่มของขวัญ เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าไอที อาหาร เพราะต้องเลือกซื้อสำหรับงานปีใหม่ จับของขวัญ”
สำหรับซีคอนสแควร์ มีศูนย์การค้า 2 แห่ง ศรีนครินทร์ และบางแค ประเมินภาพรวมลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นทั้ง 2 แห่ง โดยเฉพาะเดือน ธ.ค. เพิ่มขึ้น 20% จากปกติ
รายได้รวมท่องเที่ยวปี 67 พลาดเป้า
นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่า ภาพรวมกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวต่างชาติตลอดปี 2567 หากประเมินจากรายได้สะสมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติขณะนี้ราว 1,5 ล้านล้านบาท คาดว่า รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ น่าจะพลาดจากเป้าหมายที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเอาไว้ที่ 1.92 ล้านล้านบาท แม้ว่าปีนี้จะได้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นไปตามเป้าหมายไม่น้อยกว่า 35 ล้านคนก็ตาม
อย่างไรก็ดี ภาพรวมธุรกิจโรงแรมช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ผู้ประกอบการสามารถปรับราคาห้องพักได้สูงขึ้น เช่น ในกรุงเทพฯ โรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไป หลายแห่งทำราคาได้เท่ากับปี 2562 ก่อนโควิดระบาดหรือแซงหน้าไปแล้ว โดยเพิ่มขึ้นราว 10-20% เทียบกับปีก่อนโควิด ด้วยปัจจัยสนับสนุนต่างๆ โดยเฉพาะความโดดเด่นของเมืองไทยในฐานะจุดหมายปลายทางเคานต์ดาวน์ระดับโลก
นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า จากสถิติล่าสุดตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-15 ธ.ค. พบว่าประเทศไทยมีรายได้สะสมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1,573,080 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.4% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว จากนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 33,491,851 คน เพิ่มขึ้น 27.43% โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 6,449,397 คน มาเลเซีย 4,680,336 คน อินเดีย 2,009,043 คน เกาหลีใต้ 1,767,500 คน และรัสเซีย 1,603,095 คน
กระทรวงการท่องเที่ยวฯ รายงานเพิ่มเติมว่า ด้านตลาดไทยเที่ยวไทยในช่วงดังกล่าว มีจำนวนนักท่องเที่ยวไทยสะสม 189.41 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 7.36% สร้างรายได้ 910,984 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.76% ส่งผลให้เมื่อรวมรายได้การท่องเที่ยวจากทั้งตลาดในและต่างประเทศแล้ว สะสมอยู่ที่ 2,484,064 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.56% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ททท. ตั้งเป้าหมายรายได้รวมการท่องเที่ยวไว้ที่ 3 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ตลาดต่างประเทศ 1.92 ล้านล้านบาท จากเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติ 35 ล้านคน และรายได้ตลาดในประเทศอีก 1.08 ล้านล้านบาท จากเป้านักท่องเที่ยวไทย 200 ล้านคน-ครั้ง
ขณะที่เป้าหมายของรัฐบาลปีนี้ ตามที่นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี เคยตั้งไว้สูงถึง 3.5 ล้านล้านบาท โดยแบ่งเป็นเป้ารายได้ตลาดต่างประเทศ 2.3 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่น้อยกว่า 36.7 ล้านคน และเป้ารายได้ตลาดในประเทศ 1.2 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวไทย 210 ล้านคน-ครั้ง





