ตราบที่เวลายังหมุนเปลี่ยนทุกวัน พฤติกรรมผู้บริโภคก็ไม่ต่าง เพราะนับวันในโลกยุคดิจิทัลที่ข้อมูลข่าวสารท่วมท้น มีผลให้ไลฟ์สไตล์ของผู้คนไม่เหมือนเดิม แล้วถ้าผู้บริโภคต้องการเปลี่ยน แบรนด์ต้องทำอย่างไรบ้าง
การจะรู้ว่าผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง “ขุมทรัพย์ข้อมูล” หรือ Big Data เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้รู้ Insight ได้อย่างดี
กล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยเทรนด์ผู้บริโภคในปี 2567 อิทธิพลหรือปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนพฤติกรรมของคน มีหลากหลายด้าน ได้แก่ 1.เปลี่ยนตามกระแส หรือ ไวรัลที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ ทำให้เอะอะอะไร ผู้คนก็พร้อมจะเปลี่ยนตามเมื่อมีกระแสใหม่เข้ามา แม้เรื่องฮอตเก่ายังไม่ซาก็ตาม
สำหรับ 10 กระแสร้อนในปี 2567 ช่วง 10 เดือนแรก(ม.ค.-ต.ค.67) มาแรงอันดับ 1 ต้องยกให้มหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติอย่าง “โอลิมปิก 2024” ซึ่งโกยการมีส่วนร่วมหรือ Engagement 179 ล้านเอนเกจเมนต์ อันดับ 2 ฮิปโปแคระ “หมูเด้ง” ซุป’ตาร์แห่งสวนสัตว์เปิดเขาเขียวกวาดไป 165 เอนเกจเมนต์ อันดับ 3 น้องหมีเนย 124 เอนเกจเมนต์ อันดับ 4 น้ำท่วมใหญ่ภาคเหนือ 100 เอนเกจเมนต์ อันดับ 5 ดิ ไอคอน กรุ๊ป 99 ล้านเอนเกจเมนต์ อันดับ 6 เทศกาลสงกรานต์ 95 ล้านเอนเกจเมนต์ อันดับ 7 ลิซ่า 93 ล้านเอนเกจเมนต์ อันดับ 8 ศิลปินวง Bus Boy Group 82 ล้านเอนเกจเมนต์ อันดับ 9 วันแม่ 49 ล้านเอนเกจเมนต์ และอันดับ 10 เหตุการณ์สลดไฟไหม้รถบัสนักเรียน 41 ล้านเอนเกจเมนต์
“หลายคนอาจมองไวรัลที่เกิดขึ้นค้านสายตา แต่เราอาจไม่ใช่ Norm ของโซเชียล คนไทยมี 67 ล้านคน อาจคิดต่าง การขึ้นฟีดไม่เหมือนกัน การทำงานการตลาด ดาต้าสำคัญ เพราะเรื่องหรือกระแสที่ดัง อาจเกิดในโซเชียลหรือแค่ดังในมือถือเรา ผู้บริโภคเปลี่ยนตามกระแส หากแบรนด์ตามไวรัลเหล่านี้ย่อมเป็นประโยชน์ในการทำตลาด”
2.คลิปวิดีโอสั้นเยียวยาจิตใจอย่างดี โดยเฉพาะวิดีโอ หรือคอนเทนต์เชิงบวก ได้รับเอนเกจเมนต์มากกว่า “เชิงลบ” ส่วนแพลตฟอร์มที่มีคนชมวิดีโอสั้นฮีลใจ ได้แก่ Reels บน Instagram และ TikTok โดยคลิปตลก สนุกสนาน คนชอบดูมากสุด 37% คลิปสัตว์ 10% คลิปเต้น 8% คลิปเพลง คลิปพากิน และคลิปเด็ก 6% เท่ากัน คลิปทำอาหาร 5% และคลิปหนุ่มสาวหน้าตาดี 3%
“คลิปสั้นเยียวยาจิตใจมีคนสร้างสรรค์จำนวนมาก และคนดูก็มากเช่นกัน ที่ต้องดูเพื่อฮีลใจ เพราะทำงานหนัก เจ้านายสั่งงานวันนี้ เอางานเมื่อวาน เศรษฐกิจไม่ดี อยู่บ้านเครียด รถติด แต่คลิปเชิงบวกสามารถทำให้ยิ้มได้”
3.แพลตฟอร์มติ๊กต็อก(TikTok) มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่อง จากอดีตอาจเป็นเฟซบุ๊ก(Facebook) อินสตาแกรม(Instagram) ยูทูป(Youtube) เอ็กซ์(X) แต่ปี 2567 ภาพเปลี่ยนชัด เพราะจากการเก็บข้อมูลจาก 2,000 แบรนด์ ที่สื่อสารการตลาดบนติ๊กต๊อกมีการเติบโตอย่างมาก โกยเอนเกจเมนต์ 4,039 ล้านเอนเกจเมนต์(เชิงมูลค่า) ตัวอย่างหมวดสินค้า ที่ใช้ติ๊กต็อกสื่อสารตลาด เช่น เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ(สกินแคร์) เงินกู้ และเช่าซื้อ ฯ
“ตอนนี้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนใช้แพลตฟอร์มแล้ว แต่บางแบรนด์ไม่ปรับตาม”
4.ผู้บริโภคซื้อสินค้าเพราะอินฟลูเอนเซอร์ป้ายยา จากข้อมูลพบว่า 82% ของคนไทยมีการติดตามคนดังบนโลกออนไลน์ และ 80% ซื้อสินค้าเพราะตามอินฟลูเอนเซอร์ นอกจากนี้ สาเหตุของการซื้อสินค้า 36% ตั้งใจจะซื้ออยู่แล้ว 30% ซื้อเพราะเชื่ออินฟลูเอนเซอร์ 29% ซื้อเพราะถูกโน้มน้าวหรือ “ป้ายยา” เสริมความมั่นใจ โดยสินค้าที่ใช้อินฟลูเอนเซอร์ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายอันดับต้นๆ ได้แก่ เครื่องสำอาง 67.77% เสื้อผ้า 56.34% ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร45.88% กระเป๋าและรองเท้า 41.21%
5.การรับจ้างต่อคิว เมื่อผู้บริโภคยุคดิจิทัลไม่ชอบต่อคิว อะไรที่ต้องรอนาน อาจไม่อดทน ทำให้เกิดอาชีพรับจ้างต่อคิวที่มีส่วนร่วมกว่า 5 แสนเอนเกจเมนต์ แม้ไม่มาก แต่แนวโน้มขยายตัวมากขึ้น
ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน แบรนด์ต้องปรับตัวอย่างไร ในมิติที่มาแรงของการทำตลาดยกให้การคำนึงถึง “PPP” ได้แก่ Pepople ทั้งผู้บริโภคและคนในองค์กร Planet ตระหนักรักโลก และ Profit หรือการทำกำไร
“ถ้าแบรนด์ไม่เปลี่ยน ผู้บริโภคจะเปลี่ยนแบรนด์เอง แม้ว่าการเปลี่ยนจะไม่มีสูตรตายตัว แต่แบรนด์ต้องปรับตัว เปลี่ยนตามผู้บริโภคให้ได้”





