วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

ธุรกิจจี้ ‘ปฏิรูปภาษี’ ปรับแบบขั้นบันได แวต 15% ซ้ำเติมเศรษฐกิจ

ธุรกิจจี้ ‘ปฏิรูปภาษี’ ปรับแบบขั้นบันได แวต 15% ซ้ำเติมเศรษฐกิจ

ภาคธุรกิจ แนะรัฐรอบคอบปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 15% รวดเดียว หวั่นกระทบวงกว้าง ดันราคาสินค้าพุ่งเท่าตัว ซ้ำเติมกำลังซื้อ ฉุดเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง ย้ำได้เวลา ปฏิรูปภาษีใหม่ทุกกลุ่มให้เหมาะสม ทำแบบขั้นบันได ด้าน “นักเศรษฐศาสตร์” ชี้ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เลี่ยงไม่ได้

"เคเคพี” เผยรัฐต้องสื่อสาร “ประชาชน” ให้ชัดเจน “ซีไอเอ็มบีไทย” แนะการขึ้นภาษีต้องทำแบบขั้นบันได ลดผลกระทบคนจนคนมีรายได้น้อย “กสิกรไทย” แนะขึ้นแวตได้แต่ต้องเว้นภาษีสินค้าที่เกี่ยวกับปัจจัยสี่

เป็นประเด็นร้อนแรงที่ภาคเอกชนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อนโยบายรัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง กำลังศึกษาแนวทางการปฏิรูปภาษีใหม่เพื่อเพิ่มรายได้ให้ประเทศ หนึ่งในนี้คือ การปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากอัตรา 7% ขึ้นไปเท่าตัวอยู่ที่ 15% 

นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ รองประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ภาครัฐควรวางมาตรการปฏิรูปภาษีทั้งระบบ ทั้งการปรับเพิ่ม และปรับลดให้เหมาะสม โดยจากการประเมินเบื้องต้น ประเทศไทยมีบริษัทที่จดทะเบียนนิติบุคคล ที่มีการจ่ายภาษีต่อปีประมาณ 20,000 บริษัท มีจำนวนประชากรที่ยื่นเสียภาษีประมาณ 11 ล้านคน แต่มีผู้ที่เข้าหลักเกณฑ์จ่ายภาษีต่อปีรวมประมาณ 4 ล้านคน ถือมีจำนวนมากพอสมควรที่ได้รับการยืดหยุ่นทางภาษี จึงควรขยายฐานผู้เสียภาษีให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

ขณะเดียวกันสามารถหาแนวทางการเก็บภาษีเพิ่มเติม เช่น การออกมาตรการจัดเก็บภาษีที่ดินใหม่ และการเก็บภาษีจากกำไรที่ได้จากการลงทุนในตลาดหุ้น เป็นต้น

สำหรับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 15% ไม่เห็นด้วยในการปรับขึ้นอย่างทันที และพิจารณาว่าไม่สามารถทำได้ รวมถึงจะส่งผลกระทบอย่างมากในวงกว้าง ควรวางแผนทยอยปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นขั้นบันได เช่น ปรับทีละอัตรา 3% เป็นต้น และควรกระจายการปรับขึ้นสินค้าในแต่ละกลุ่มให้เหมาะสม

ทั้งนี้ ความกังวลในการทยอยปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นแล้วนั้น อาจมีผลต่อราคาสินค้า ประเมินว่าภาคเอกชน และผู้ผลิตสินค้าต่างๆ จะสามารถบริหารจัดการในเรื่องต้นทุน และค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

“หากไปดูที่ประเทศญี่ปุ่นที่มีการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว เป็นการปรับขึ้นไม่ทั้งหมด และมีบางประเภทได้รับการยกเว้นเช่นกัน รวมถึงบางรายการยังคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้เท่าเดิม”

ขึ้นแวต 15% รวดเดียว หวั่นราคาขึ้นเท่าตัว

นายสมชาย พรรัตนเจริญ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวว่า กลุ่มผู้ประกอบการค้าส่ง-ค้าปลีกไทยไม่เห็นด้วยที่ภาครัฐบาลจะปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 15% แบบครั้งเดียว เนื่องจากมีผลให้ภาคเอกชน ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ต้องปรับราคาสินค้าตามทันทีเป็นเท่าตัว จึงเป็นการซ้ำเติมกำลังซื้อของประชาชน และเศรษฐกิจไทยให้อ่อนแรงไปอีก

แนวทางที่อยากให้ภาครัฐดำเนินการคือ การทยอยขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มแบบขั้นบันได ทีละน้อยๆ เพื่อให้ภาคเอกชน และประชาชนในประเทศได้เตรียมแผนรับมือ พร้อมกับหาแนวทางทำให้ประชาชนกลุ่มฐานรากมีความสามารถในการหารายได้เพิ่มขึ้น และเพิ่มทักษะให้แก่กลุ่มแรงงาน ไม่ใช่เพียงการแจกเงินเท่านั้น เนื่องจากไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืน พร้อมด้วยการเพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจให้แก่เอกชนไทย

พร้อมปรับแผนสอดคล้องนโยบายรัฐ

นายแอนดี้ ชิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิสเตอร์.ดี.ไอ.วาย.โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การที่รัฐบาลมีแนวคิด ที่จะปรับภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 15% หากบังคับออกมาจริง โดยเอกชนก็ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล

สำหรับ มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. เน้นนโยบายราคาสินค้าถูกมาตลอด ที่ผ่านมามีปัจจัยกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น จากค่าขนส่งสินค้าทางเรือ แต่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น จึงช่วยในเรื่องต้นทุน และการบริหารจัดการภายใน อีกทั้งนโยบายของบริษัทเน้นการดูแล และบริหารจัดการต้นทุนภายในให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ขึ้นแวตอาจกระทบเศรษฐกิจชะลอตัว

นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า การปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ที่มีการพูดถึงกันค่อนข้างมากในขณะนี้  ซึ่งจากความตั้งใจของรัฐบาลในการปรับภาษีไปสู่ระดับ 10% จาก 7% ในปัจจุบัน แต่หากย้อนช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่มมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การปรับภาษีเพิ่มขึ้น คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่เป็นสิ่งที่มองว่าควรทำ ดังนั้น รัฐบาลต้องค่อยๆ พยายามทำการสื่อสารกับประชาชนถึงความจำเป็นในการปรับขึ้นภาษีครั้งนี้ ก่อนจะมีการปรับภาษีขึ้นจริงในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การปรับภาษีแวต ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผลกระทบตามมาอย่างแน่นอน อย่างน้อย 2 เรื่อง ด้านแรก “กระทบต่อการบริโภค” ยกตัวอย่าง เช่น ประเทศญี่ปุ่น ที่มีการปรับขึ้นแวตจาก 5% ไป 8% ในอดีตที่ผ่านมา ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงทันที ดังนั้น แม้มองว่าการปรับขึ้นแวตจะสามารถทำได้ แต่ต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด 

อีกด้าน การปรับขึ้นแวต “ภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นอาจตกอยู่ที่คนจนมากกว่าคนรวย” จากภาระภาษีต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้น เพราะว่าสัดส่วนการบริโภคของคนรายได้ต่ำมีมากกว่าคนรวย ดังนั้น เพื่อลดผลกระทบการขึ้นแวตเช่นจาก 7% ไปที่ 8% นั้น อาจมีการกำหนดให้ทุกคนจ่ายบนเพดานเดียวกันทั้งหมด แต่หากเป็นกลุ่มรายได้น้อย คนจน อาจได้ภาษีมูลค่าเพิ่มคืน 1% เป็นต้น เพื่อเป็นการลดผลกระทบที่มีต่อกลุ่มที่มีรายได้น้อย และลดผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ เพราะหากคิดบนอัตราภาษีเดียวกัน อาจนำมาสู่การหลบเลี่ยงภาษีตามมาได้ในอนาคต 

“เราหลีกเลี่ยงการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้ และที่ผ่านมารัฐบาลไหนก็ไม่อยากขึ้น เพราะโดนด่าแน่นอน ทำให้เศรษฐกิจมีปัญหามาตลอดเวลา 30 ปีแล้ว ที่เราอยากขึ้นแวตแต่ทำไม่ได้ ดังนั้น มองว่าสิ่งสำคัญ รัฐบาลต้องคุยกับประชาชนว่าเกิดอะไรขึ้น เรามีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนในการปรับภาษีเพิ่มขึ้น และทำให้คนที่จ่ายภาษีอยากจ่ายภาษีมากขึ้น โดยการยอมแลกรายได้ตัวเองบางส่วน เพื่อแลกกับรัฐสวัสดิการที่เพิ่มขึ้น”

แนะทำเป็นขั้นบันได 

ดร. อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม คงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเห็นด้วยในการเก็บแวตถ้าเศรษฐกิจพร้อมในการเติบโต แต่การขยับแวตเพิ่มขึ้นนั้น ต้องทำอย่างมีประสิทธิภาพ จาก 7% ค่อยๆ ปรับขึ้นเป็นขั้นบันไดไปสู่ 10% ซึ่งมองว่าสามารถทำได้ หากมีการวางแผนที่ดี

อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นแวตคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ โดยเฉพาะกลุ่มฐานรากที่มีสัดส่วนการบริโภคค่อนข้างสูง โดยเฉพาะการบริโภคอาหารที่อาจคิดเป็น 45-50% ของรายได้ ดังนั้นอาจถูกผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีได้ หากเทียบกับคนรวย รายได้สูงที่อาจบริโภคหากเทียบกับรายได้เพียง 20-30%

ฉะนั้นอาจนำสู่ความกังวลว่าการเก็บภาษีครั้งนี้จะยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำมากขึ้น คนจนอาจจ่ายภาษีเทียบเท่าคนรายได้สูง ดังนั้นมองว่ามาตรการต่างๆ ที่จะเข้ามาช่วยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอาจมีความจำเป็น รวมถึงมาตรการแจกเงินดิจิทัลในช่วงที่ผ่านมา ที่สามารถชดเชยผลกระทบได้บางส่วน

“เราเถียงกันมานานเรื่องการขึ้นภาษี แต่ก็ยังไม่เห็นการขึ้นภาษี แม้พูดกันทุกปี แต่ก็ไม่เริ่มขึ้นจริงๆ สุดท้ายคงไม่เห็นการขึ้น แต่วันนี้มองว่าแตกต่างจากรอบ 10 ปีที่ผ่านมา วันนี้เราเห็นเศรษฐกิจไทยโตบนความเหลื่อมล้ำมากขึ้นด้านรายได้ ดังนั้นหวังว่างบประมาณที่เข้ามาดูแลด้านสวัสดิการต่างๆ จะพอลดผลกระทบระยะสั้นได้ และการขึ้นหากเราทำแบบขั้นบันได วางแผนล่วงหน้า ให้คนตั้งหลักได้ ไม่ได้ปล่อยให้คนถูกบังคับให้ต้องจ่าย ขณะเดียวกันมอนิเตอร์ราคาสินค้าควบคู่ไปด้วย เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ทำได้”

ปรับขึ้นภาษีได้ แต่ต้องระมัดระวัง 

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า การปรับภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นสิ่งที่ทำได้ และอยากเห็น แต่การทำภาครัฐต้องมีการทำอย่างระมัดระวัง เพื่อลดผลกระทบ การขึ้นต้องไม่กระทบกับคนฐานราก และมีการยกเว้นการขึ้นแวตกับสินค้าบางประเภท โดยเฉพาะปัจจัยสี่ ทั้งอาหาร ยา เสื้อผ้าเด็ก ต่างๆ ที่เป็นสินค้าจำเป็น

“การขึ้นแวตเป็นสิ่งที่ทำได้ และอยากเห็น แต่การทำนั้นรัฐต้องทำอย่างระมัดระวัง เพื่อลดผลกระทบที่จะตามมา โดยเฉพาะต้องไม่กระทบคนฐานราก และยกเว้นการขึ้นแวตกับสินค้าปัจจัยสี่”

 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์