วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

โค้งท้ายธุรกิจยังเป็นไปตามแผน ‘เนสท์เล่’ ลุยเกษตรเชิงฟื้นฟู มุ่งยั่งยืน

โค้งท้ายธุรกิจยังเป็นไปตามแผน   ‘เนสท์เล่’ ลุยเกษตรเชิงฟื้นฟู มุ่งยั่งยืน

"เนสท์เล่" เดินหน้าธุรกิจตามแผนที่วางไว้ ทั้งใช้งบประมาณการตลาด รวมถึงภาพรวมผลงานยังอยู่ในเป้าหมาย ล่าสุดลงพื้นที่สำรวจการดำเนินงานโครงการ "เกษตรเชิงฟื้นฟู" สานแผนงานระดับโลก ที่มุ่งความยั่งยืน สู่องค์กร Net Zero ในปี 2050

ผ่านมา 9 เดือน ธุรกิจทยอยรายงานผลประกอบการ หลากหลายหมวดมีทั้งเติบโต และยังเผชิญความท้าทายจากปัจจัยกำลังซื้อผู้บริโภคแผ่ว เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวมากนัก

ขณะที่เข้าสู่ไตรมาส 4 โค้งสุดท้ายปี 2567 บริษัทต่างๆต้องเดินหน้าปั๊มยอดขาย จัดกิจกรรมการตลาดปลุกกำลังซื้อ “เนสท์เล่” ผู้ผลิตสินค้าอาหารและเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่ของโลก และทำตลาด มีฐานทัพธุรกิจในประเทศไทยยาวนานกว่า 100 ปี ยังคงขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโต

นางสาวสลิลลา สีหพันธุ์ ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจของเนสท์เล่ ในช่วงไตรมาส 4 ยังคงเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ทุกประการ รวมถึงการใช้งบประมาณเพื่อทำกิจกรรมการตลาดต่างๆ ส่วนผลการดำเนินงานยังเป็นไปตามเป้าหมายที่บริษัทตั้งไว้

โค้งท้ายธุรกิจยังเป็นไปตามแผน   ‘เนสท์เล่’ ลุยเกษตรเชิงฟื้นฟู มุ่งยั่งยืน

ขณะที่การดำเนินธุรกิจ เนสท์เล่ ยังคงให้ความสำคัญกับ 2 กลยุทธ์ ได้แก่ Good for you คือดีต่อผู้บริโภค มีคุณค่าโภชนาการ มีชีวิตที่ดี และ Good for the planet คือมีความดีต่อโลก ดีต่อสิ่งแวดล้อม หมายความว่าทุกขั้นตอนในการทำธุรกิจ ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และบรรจุภัณฑ์ ทุกองค์ประกอบต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

ด้วยความมุ่งมั่นนี้ จึงนำมาผสมผสานกับวัตถุดิบ อย่างน้ำนม เป็นส่วนผสมสำคัญของสินค้าภายใต้เนสท์เล่หลากหลายแบรนด์ที่ผู้บริโภครู้จักอย่างดี เช่น เนสกาแฟ ลาเต้ ที่ใช้นมโคแท้ นมไมโล และนมตราหมี ที่ใช้นมโคจากเกษตรกรไทยที่เลี้ยงโคนม

ทั้งนี้ แหล่งที่มาของน้ำนมดิบหรือนมโค ต้องดีต่อผู้บริโภค คือมีโภชนาการสูง และดีต่อสิ่งแวดล้อม คือมีความยั่งยืน(Sustainable Sourcing) ทว่า ฟาร์มโคนมปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ทำให้เนสท์เล่ดำเนินโครงการบริหารจัดการการลดก๊าซเรือนกระจกในฟาร์มโคนม ซึ่งสอดคล้องกับแผนงานของเนสท์เล่ในระดับโลกที่มุ่งมั่นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิจนเหลือศูนย์ หรือ Net Zero ในปี 2050 ด้วย

ขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยมีผลผลิตน้ำนมดิบประมาณ 2,800-3,000 ตันต่อวัน ส่วนตลาดผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มมีมูลค่าราว 3.3 หมื่นล้านบาท ปี 2567เติบโตสูงกว่าปีก่อนถึง 7% แต่แนวโน้มปริมาณการผลิตน้ำนมดิบกลับลดลง เนื่องจากต้นทุนอาหารสัตว์สูงขึ้น ภาวะโลกเดือด และจำนวนเกษตรกรโคนมที่ลดลง

โค้งท้ายธุรกิจยังเป็นไปตามแผน   ‘เนสท์เล่’ ลุยเกษตรเชิงฟื้นฟู มุ่งยั่งยืน

“สิ่งที่อยากนำเสนอ การลดก๊าซเรือนกระจกทำอย่างไร ดีต่อผู้บริโภค เกษตรกร และสิ่งแวดล้อม ภายใต้นโยบายเกษตรเชิงฟื้นฟู เป็นแนวทางที่เนสท์เล่ เป็นผู้นำในการใช้แนวทางดังกล่าวในประเทศไทย”

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมฟาร์มโคนมเป็นแหล่งของการปล่อยก๊าซมีเทน ส่งผลต่อโลกร้อนได้มากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ถึง 26 เท่า เนสท์เล่จึงได้ทำงานร่วมกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทยมานานกว่า 40 ปี เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับอุตสาหกรรมนมในประเทศไทย โดยส่งเสริมหลักการเกษตรเชิงฟื้นฟู ที่มุ่งเน้นการปกป้อง ทดแทน และฟื้นฟู

ปัจจุบันโมเดลฟาร์มโคนมต้นแบบ เนสท์เล่ได้ให้ความรู้และเทคนิคการเกษตรเชิงฟื้นฟูแก่เกษตรกรไปแล้วกว่า 160 ฟาร์เมจาก 3 สหกรณ์ มีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่ได้เริ่มทำการเกษตรเชิงฟื้นฟูครบวงจรกว่า 40 ฟาร์ม และเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรในการมีตลาดรองรับผลผลิตน้ำนมดิบ เนสท์เล่ยังรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรผ่านสหกรณ์โคนมในราคาที่เป็นธรรมตามเกณฑ์มาตรฐานการรับซื้อที่กำหนดไว้

นายศิรวัจน์ ปิณฑะดิษ นักวิชาการเกษตร บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า เนสท์เล่เป็นรายแรกที่นำการเกษตรเชิงฟื้นฟูเข้ามาปรับใช้กับฟาร์มโคนม โดยการเกษตรเชิงฟื้นฟูมุ่งเน้น 3 ด้านสำคัญในการบริหารจัดการฟาร์มโคนมอย่างครบวงจร ได้แก่ 1. การพัฒนาการจัดการอาหารและโภชนะ 2. การจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ และ 3. สนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน

โค้งท้ายธุรกิจยังเป็นไปตามแผน   ‘เนสท์เล่’ ลุยเกษตรเชิงฟื้นฟู มุ่งยั่งยืน

การส่งเสริมเกษตรเชิงฟื้นฟู ยังส่งผลให้เกษตรกรเลี้ยงโคนมได้ปริมาณน้ำนมดิบโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 13.5 กิโลกรัม(กก.)ต่อตัวต่อวัน มากกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศที่ 11.7-12 กก.ต่อตัวต่อวัน และคุณค่าโภชนาการในน้ำนมดิบก็ดีขึ้น วัดได้จากระดับโปรตีนในนมที่เพิ่มขึ้นเป็น 3.02% จากระดับ 2.94% ในปี 2566

นอกจากนี้ เนสท์เล่ยังส่งเสริมให้เกษตรกรจัดการมูลโคอย่างมีประสิทธิภาพโดยการนำไปตากแห้งบนลานปูน ลดวงจรการตากแห้งมูลโคเหลือ 3-5 วัน จากปกติใช้เวลาเป็นเดือน เนื่องจากวัว 1 ตัวปล่อยมูลโคประมาณ 50 กก.ต่อวัน ที่สำคัญช่วยลดปริมาณก๊าซมีเทน กระทบสิ่งแวดล้อม อีกด้านยังแปรสภาพเป็นปุ๋ยเพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเพิ่มกว่า 4 หมื่นบาทต่อปี ก๊าซมีเทนยังสามารถนำไปแปลงเป็นก๊าซชีวภาพหรือไบโอก๊าซเพื่อใช้ในครัวเรือน เป็นต้น

ทั้งนี้ การทำฟาร์มโคนมตามหลักการเกษตรเชิงฟื้นฟูทั้งหมดที่กล่าวมา สามารถช่วยลดคาร์บอนได้รวมประมาณ 2,000 ตัน ในปี 2565 เมื่อเทียบกับปี 2561

โค้งท้ายธุรกิจยังเป็นไปตามแผน   ‘เนสท์เล่’ ลุยเกษตรเชิงฟื้นฟู มุ่งยั่งยืน

“ความสำเร็จสำคัญของการทำเกษตรเชิงฟื้นฟู คือการที่เกษตรกรยอมรับที่จะเปลี่ยนแปลง กล้ารับความเสี่ยง เพราะเมื่อก่อนพื้นที่ปลูกหญ้า จะปลูกมันสำปะหลังสร้างรายได้ เมื่อเปลี่ยนถือเป็นก้าวแรกของการเริ่มต้นที่ดี”

นายวรวัฒน์ เวียงแก้ว ตัวแทนเกษตรกรโคนม อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ปัญหาและอุปสรรคในการทำฟาร์มโคนมว่ามีทั้งด้านสาธารณูปโภคระบบไฟฟ้าที่ยังเข้าไม่ถึงในพื้นที่ หรือการที่วัวมีผลผลิตน้ำนมลดลงอย่างต่อเนื่อง น้ำนมดิบมีคุณภาพต่ำลง รวมถึงต้นทุนอาหารสัตว์ชนิดข้นที่แพงขึ้น ซึ่งมีส่วนทำให้จำนวนเกษตรกรฟาร์มโคนมมีจำนวนลดน้อยลง

โค้งท้ายธุรกิจยังเป็นไปตามแผน   ‘เนสท์เล่’ ลุยเกษตรเชิงฟื้นฟู มุ่งยั่งยืน

ทั้งนี้ ตนเองเริ่มทำฟาร์มโคนมในปี 2561 และได้ร่วมงานกับเนสท์เล่ ในช่วงปี 2564 จากการเป็นสมาชิกเกษตรกรโคนมพิมาย ทางเนสท์เล่ได้ลงพื้นที่มาพูดคุยถึงปัญหาในการทำฟาร์ม ช่วยหาวิธีในการเพิ่มผลผลิต รวมทั้งแนะนำหลักการเกษตรเชิงฟื้นฟูเข้ามาประยุกต์ใช้ จึงได้เริ่มเป็นฟาร์มโคนมนำร่อง มีการทำแปลงหญ้ารูซี่ หญ้าไนล์และปลูกพืชถั่วร่วมด้วย ทำบ่อไบโอแก๊ส ตากมูลวัว เป็นต้น

สำหรับเป้าหมายจากนี้ไป ต้องการเพิ่มปริมาณผลผลิตน้ำนมดิบให้อยู่ที่ 15-17 กก.ต่อตัวต่อวัน

“เนสท์เล่ส่งเสริมการทำเกษตรเชิงฟื้นฟู ทำให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น จากเดิมเราปลูกข้าว มันสำปะหลัง อ้อย นับจำนวนรายได้ได้ แต่เมื่อเปลี่ยนมาเลี้ยงโคนม ปัจจุบันกลายเป็นอาชีพหลักและสร้างรายได้หลัก เพราะสามารถผลิตน้ำนมดิบได้ทุก 15 วัน ซึ่งเป้าหมายจากนี้ไปต้องการเพิ่มปริมาณน้ำนมดิบให้ได้ 15-17 กก.ต่อตัวต่อวัน”