อุตสาหกรรมเสื้อผ้าและแฟชั่นทั่วโลก มีขนาดใหญ่และเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะเกี่ยวข้องกับทุกคนที่ต้องสวมใส่เสื้อผ้าในชีวิตประจำวัน และผู้ประกอบการเลือกใช้วัตถุดิบที่มีส่วนผสมหลักจากผ้าฝ้าย หรือ คอตตอน (Cotton) มากขึ้น
ท่ามกลางความท้าทายหลายประการโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์แฟชั่น ปัญหาสิ่งแวดล้อม ดังนั้นดีไซน์โปรดักต์ที่โดดเด่นและแตกต่าง ต้องเป็นส่วนหนึ่งที่รักษ์โลก เพื่อนำสู่ความยั่งยืนแห่งอนาคตทั้งภาคการบริโภคและความมั่นคงของธุรกิจ
เมลิสซา บาสโตส ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์องค์กรและข้อมูลเชิงลึก Cotton Incorporated องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ที่มียุทธศาสตร์มุ่งส่งเสริมผลิตภัณฑ์จากคอตตอน หรือ ฝ้าย ผ่านการทำวิจัยทางด้านภาพรวมฝ้ายในหลายภูมิภาคของโลก พฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าและเทรนด์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเข้าใจสถานการณ์ตลาดการบริโภคฝ้าย และสามารถปรับกลยุทธ์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากฝ้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมผสมผสานความยั่งยืนไปด้วยกัน ได้ให้สัมภาษณ์ระหว่างการเดินทางมาเยือนประเทศไทย โดยล่าสุดองค์กรได้ทำวิจัยผู้บริโภคเชิงลึกในหลายภูมิภาคทั่วโลกเกี่ยวกับการใช้ผ้าฝ้าย
ทั้งนี้ พบอินไซต์ที่กำลังมาแรงในตลาดไทยและทั่วโลกกับ ผ้ายีนส์ (Denim) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ทำมาจากผ้าฝ้าย ตลาดยีนส์ทั่วโลกและเอเชีย มีแนวโน้มเติบโตถึง 36% ระหว่างปี 2566-2572 ขณะที่ตลาดยีนส์เกาหลีใต้ คาดขยายตัว 29% มีมูลค่าระดับ 1,700 ล้านดอลลาร์ ส่วนตลาดยีนส์ไทยคาดเพิ่มขึ้น 44% มีมูลค่าถึงระดับ 500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งประเทศไทยเติบโตสูงมากในภูมิภาคนี้
ขณะที่ความชื่นชอบในการใส่ยีนส์ของคนในเอเชีย โดย 80% ของผู้บริโภคเกาหลีใต้ และ 87% ของผู้บริโภคไทย นิยมสวมใส่กางเกงยีนส์ และครึ่งหนึ่งของผู้บริโภคหญิง ยินดีจ่ายเงินสำหรับกางเกงยีนส์สไตล์ใหม่ ทางด้านความนิยมในยีนส์ที่ทำจากฝ้ายหรือผสมฝ้าย ผู้บริโภคในเกาหลีใต้ ให้ความสนใจสูง 53% และไทย สนใจสูงถึง 76%
ด้านการตรวจสอบสอบย้อนกลับและการรีไซเคิล สะท้อนมุมมองของผู้บริโภคที่น่าสนใจว่า 80% ของผู้บริโภคทั่วโลก ให้ความสนใจข้อมูลของเส้นใยเพื่อประเมินความยั่งยืนของสินค้าเสื้อผ้า ส่วนการรับรู้ด้านความยั่งยืนของอุตสาหกรรมเสื้อผ้า ในเกาหลีใต้ 48% คิดว่าอุตสาหกรรมนี้ทำได้ดีในระดับปานกลาง ส่วนไทย 44% มองว่าทำได้ดีในระดับปานกลาง และภาพรวม 71% ของผู้บริโภคสนใจซื้อเสื้อผ้าที่ผลิตจากเส้นใยรีไซเคิล
“พฤติกรรมของกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจผลิตภัณฑ์ฝ้าฝ้ายเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงสนใจตรวจสอบข้อมูลความเป็นมาของผลิตภัณฑ์”
สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มาจากฝ้ายมักถูกมองว่ามีคุณสมบัติที่ทันสมัย สบาย และมีคุณภาพที่น่าเชื่อถือ ตลอดจนในปัจจุบันมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ของฝ้าฝ้ายสวมใส่สบาย ใส่แล้วแห้ง ไม่ชื้น ซึ่งในแต่ละปีมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ตลอดเวลา
“สะท้อนผู้คนรุ่นใหม่สนใจเรื่องยั่งยืนและเป็นผลดีต่อโลกระยะยาว เพราะการใช้ผลิตอื่นๆ ที่ไม่ย่อยสลายมาผลิตเสื้อผ้าอย่าง ไมโครพลาสติก มีความเสี่ยงต่อปัญหาตกค้างไปสู่สิ่งแวดล้อม ไปถึงสัตว์ต่างๆ และท้ายที่สุดกลับมาสู่มนุษย์ได้ ซึ่งไม่ใช่แนวทางที่ดีต่ออุตสาหกรรมเสื้อผ้าระยะยาว แตกต่างจากการส่งเสริมปลูกฝ้าย มีผลต่อภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดก๊าซเรือนกระจกได้อีกทาง”
ผู้บริโภคจำนวนมากให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของเสื้อผ้า เมื่อได้เลือกซื้อกางเกงยีนส์ ได้ประเมินปัจจัยต่างๆ เช่น การใช้เส้นใยธรรมชาติ การผลิตอย่างยั่งยืน อาจมีผลต่อการตัดสินใจซื้อ ส่วนอุตสาหกรรม ต่างมุ่งส่งเสริมกลยุทธ์การตรวจสอบย้อนกลับฝ้าย ซึ่งเป็นวัสดุที่มักถูกตรวจสอบย้อนกลับมากที่สุด พร้อมพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่าทางการค้าของผลิตภัณฑ์จากฝ้ายอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ การสำรวจความสนใจในการเลือกซื้อสินค้า พบว่าผู้บริโภคในไทยสนใจช่องทาง “ออนไลน์” มากกว่าหน้าร้าน ส่วนลูกค้าที่ตัดสินใจเลือกซื้อหน้าร้าน มาจากเหตุผลที่ต้องการทดลองสวมใส่ผลิตภัณฑ์ว่ามีความเหมาะสมระดับใด
เทรนด์ดังกล่าวภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการสามารถนำไปวางแผนทำการตลาด พัฒนาและผลิตสินค้ารุ่นใหม่ออกสู่ตลาดได้ ขณะที่ Cotton Incorporated ซึ่งมุ่งเน้นด้านความยั่งยืนได้เปิดตัวโครงการ “รีไซเคิลกางเกงยีนส์” หรือ “Blue Jeans Go Green™” และกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ สร้างพฤติกรรมการซื้อผลิตภัณฑ์จากฝ้ายที่ยั่งยืนของผู้บริโภค ผลักดันทำให้ตำแหน่งทางการตลาดของผลิตภัณฑ์จากฝ้ายมีความมั่นคงมากขึ้น
โครงการ “Blue Jeans Go Green™” เริ่มต้นในอังกฤษ โดยตั้งแต่ปี 2549 ผู้คนในประเทศ ได้ส่งต่อผ้ายีนส์เข้าร่วมโครงการราว 5.2 ล้านชิ้น หรือกว่า 2,600 ตัน โดยได้นำยีนส์ไปรีไซเคิลสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้งฉนวนกันความร้อน เบาะสำหรับสุนัขและแมว เป็นต้น ปัจจุบันได้มีการผลักดันสร้างโรงงานรีไซเคิลผลิตภัณฑ์ผ้าในสหรัฐแล้ว เป็นการร่วมสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular economy) อย่างเต็มรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม การผลักดันโครงการให้เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการลงทุนสร้างโรงงานรีไซเคิลนั้นมีมูลค่าสูง แต่เป็นโอกาสที่น่าสนใจของเอกชนไทย นับเป็นไอเดียและแผนระยะยาวสอดรับวิสัยทัศน์ขององค์กรที่มุ่งผลักดันการใช้ฝ้าฝ้ายมากขึ้น ร่วมสนับสนุนงานวิจัยต่างๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปต่อยอดธุรกิจสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
เมลิสซา เชื่อว่า ใน 3-5 ปีข้างหน้า จะเห็นการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ออกสู่ตลาดที่มุ่งไปสู่ความยั่งยืนแห่งอนาคต!


