วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

“น้ำมันรำข้าวคิง” เร่งโต ลงทุน 1,500 ล้าน เพิ่มโรงงาน ขยายสินค้า สู่หมื่นล้าน

“น้ำมันรำข้าวคิง” เร่งโต ลงทุน 1,500 ล้าน เพิ่มโรงงาน ขยายสินค้า สู่หมื่นล้าน

ตลาดน้ำมันพืชในประเทศไทยเป็นตลาดใหญ่ มีมูลค่าประมาณ 2.5-2.6 หมื่นล้านบาท/ปี แต่ขยายตัวเล็กน้อยตามสินค้าโภคภัณฑ์ โดยตลาดรวมแบ่งเป็น น้ำมันปาล์ม สัดส่วน 70% น้ำมันถั่วเหลือง 20% ล้านบาท และน้ำมันรำข้าว สัดส่วน 4-5% โดยแบรนด์น้ำมันรำข้าวคิง เป็นผู้นำตลาด

สำหรับตลาดนำมันรำข้าวมีมูลค่ารวมประมาณ 1,100 ล้านบาท แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นตลาดที่มีสัดส่วนการขยายตัวสูงคือ ประมาณ 10% สะท้อนถึงผู้บริโภคสนใจการดูแลสุขภาพมากขึ้น ขณะที่การแข่งขันพบว่ามีแบรนด์น้ำมันรำข้าวในตลาดถึง 18 แบรนด์

ประทีป สันติวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง บริษัท น้ำมันบริโภคไทย และ บริษัท ไทยร่วมใจน้ำมันพืช กล่าวว่า ตลาดน้ำมันรำข้าวขยายตัว 10% ตั้งแต่ช่วงโควิดเป็นผลมาจากผู้บริโภคสนใจดูแลสุขภาพและใช้ชีวิตอยู่ในบ้านมากขึ้น ทำให้ตลาดน้ำมันรำข้าวที่มีมูลค่า 400 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 1,100 ล้านบาทภายในระยะเวลา 6 ปี และผลักดันให้มีแบรนด์ในตลาดมากขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันสูงขึ้นด้วย แต่ละแบรนด์ได้มุ่งเน้นนำเสนอเรื่องคุณค่าของสารอาหารสู่ผู้บริโภค

“ตลาดน้ำมันพืชเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร ที่ผ่านมา ตลาดรวมปรับขึ้นราคา เนื่องจากน้ำมันปาล์มในตลาดโลกมีความต้องการใช้สูงขึ้นและผลจากภาวะสงครามในโลก ทำให้บางช่วงสินค้าขาดตลาดไป มีผลให้ลูกค้าบางส่วนเปลี่ยนมาใช้น้ำมันรำข้าว แต่ประเมินว่าในปีต่อไป ตลาดอาจจะโตไม่สูงแล้วหรือประมาณ 5% เนื่องจากมีการโตสูงมาถึง 6 ปีแล้ว”

“น้ำมันรำข้าวคิง” เร่งโต ลงทุน 1,500 ล้าน เพิ่มโรงงาน ขยายสินค้า สู่หมื่นล้าน

สำหรับน้ำมันรำข้าวคิง อยู่ในตลาดมา 47 ปี และเป็นผู้นำในตลาดน้ำมันรำข้าวที่ครองส่วนแบ่ง 85% รวมถึงเป็นแบรนด์เดียวในตลาดที่ใช้ข้าวไทย 100% แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ มีการนำเข้ามาจากต่างประเทศและผสมจากรำข้าวในประเทศ

ทั้งนี้ท่ามกลางตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงไปและมีผู้แข่งขันที่เป็นแบรนด์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ดังนั้นในฐานะที่เป็นผู้นำตลาด ยังมุ่งสร้างแบรนด์สู่กลุ่มลูกค้า โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่และกลุ่มคนที่เริ่มต้นทำงาน เพื่อทำให้แบรนด์อยู่ในใจของลูกค้าระยะยาว รวมถึงเดินหน้าทำตลาดผ่านทั้งออนไลน์และออฟไลน์ในเชิงรุก ภายใต้งบการตลาดประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี 

“บริษัทมีเส้นทางการดำเนินธุรกิจมาครบ 47 ปี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แบรนด์สามารถแข่งขันได้ มาจากองค์ประกอบสำคัญทั้ง การได้รับความไว้วางใจต่อกันจากธุรกิจครอบครัวที่พี่น้องทำงานร่วมกัน การได้รับความไว้วางใจจากคู่ค้าและชุมชน การมุ่งมั่นขยายองค์ความรู้  วิจัยและพัฒนาสินค้า การมีวินัยทางการเงินสูงมาก รวมถึงกำลังเพิ่มด้านพาร์ตเนอร์ในการขยายธุรกิจ และมุ่งด้านความยั่งยืนมากขึ้น”

รวมถึงเดินหน้าต่อยอดธุรกิจด้วยการขยายสินค้าใหม่ๆ ที่ไม่ได้มีเฉพาะน้ำมันรำข้าวเท่านั้น ได้นำไปสู่การขยายสินค้ากลุ่มอาหารที่แปรรูปมาจากรำข้าว ทั้งชอร์ตเทนนิ่งน้ำมันรำข้าว ครีมเทียมน้ำมันรำข้าวไรซ์ลี่ ล่าสุดเครื่องดื่มรำข้าวไรซ์ลี่ รวมถึงกำลังทำ แว็กซ์บริสุทธิ์ที่มาจากรำข้าว เพื่อส่งต่อไปยังอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอางและยา ร่วมเพิ่มความหลากหลายให้แก่พอร์ตโฟลิโอ โดยมีแผนนำเสนอสินค้าใหม่ประมาณ 1-2 รายการ/ปี

“กลุ่มผู้บริโภคเจนใหม่ อาจยังไม่รู้จักน้ำมันรำข้าวมากนัก สิ่งสำคัญคือการสื่อสารแบรนด์เพื่อสร้างการรับรู้ถึงแบรนด์และคุณภาพของสินค้า”

สำหรับน้ำมันรำข้าว ที่เป็นผลิตภัณฑ์หลักได้วางแผนการลงทุนใหญ่ 1,500 ล้านบาทในช่วง 6 ปีนับจากนี้ หรือปี 2573 มีทั้งการสร้างโรงงานแห่งใหม่ในจังหวัดนครสวรรค์ มีกำหนดแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2568 เป็นโรงงานต้นน้ำในการรับวัตถุดิบหลักคือ รำข้าว รวมถึงสนใจลงทุนพัฒนาเครื่องจักรใหม่ที่ทันสมัย และเพิ่มกำลังการผลิต โดยประเมินว่าจากแผนลงทุนใหม่ จะทำให้กำลังการผลิตวัตถุดิบ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5 แสนตัน/ปี จากปัจจุบันมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 4 แสนตัน/ปี รวมถึงรองรับการขยายตลาดใหม่ๆ และส่งออกสินค้า

ทางด้านผลประกอบการปี 2567 คาดว่าจะอยู่ที่ 8,300 ล้านบาท ขยายตัวประมาณ 3-5% จากปีก่อน สัดส่วนยอดขายมาจากกลุ่มน้ำมันรำข้าว และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง 35% และส่วนที่เหลือจากการผลิต นำส่งไปยังโรงงานผลิตอาหารสัตว์ 65% พร้อมกันนี้วางแผนว่า ภายในปี 2573 จะสร้างผลประกอบการรวมอยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท

อีกทั้งจากการรุกทำตลาดสินค้ากลุ่มใหม่ ผ่านการร่วมมือทำวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า จะสร้างยอดขายถึงระดับ 300 ล้านบาท ภายใน 6 ปีนับจากนี้ ร่วมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่บริษัท

ทางด้านฐานการผลิตหลักของสินค้ามาจาก โรงงาน 3 แห่ง ได้แก่ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นโรงงานกลั่นและบรรจุขวดน้ำมันรำข้าว โรงงานจังหวัดนครราชสีมาเป็นโรงงานกลั่นและสกัดน้ำมันรำข้าว ส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นโรงงานสกัดน้ำมันรำข้าว 

ซึ่งโรงงานที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่ใกล้กับแหล่งปลูกข้าว สามารถส่งตรงมาถึงโรงงานได้ทันที เนื่องจากรำข้าวมีอายุในการจัดเก็บที่สั้นเพียง 2 วันเท่านั้น โดยโรงงานสกัด มีกำลังการผลิต ประมาณ 1,150 ตันรำข้าว/วัน สามารถผลิตน้ำมันรำข้าวดิบได้ถึง 88,000 ตัน/ปี 

การผลิตทั้งหมด รองรับการขายในประเทศ 64% และส่งออก 36% ตลาดหลักในการส่งออกเป็น ยุโรปและฮ่องกง