วันพุธ ที่ 1 เมษายน 2569

Login
Login

‘ทองการ์เด้น’ ไม่ใช่ของคนไทย มี ‘คนจีน’ เป็นเจ้าของ กวาดรายได้ทะลุ ‘พันล้านบาท’ ทุกปี

‘ทองการ์เด้น’ ไม่ใช่ของคนไทย มี ‘คนจีน’ เป็นเจ้าของ กวาดรายได้ทะลุ ‘พันล้านบาท’ ทุกปี

โลโก้สีน้ำเงินตัดกับชื่อยี่ห้อสีเหลือง มาพร้อมกับบรรจุภัณฑ์หลากสีตามชนิดถั่วในซอง ทั้งหมดนี้คือ คุณลักษณะของ “ทองการ์เด้น” (TONG GARDEN) แบรนด์ขนมขบเคี้ยวประเภทถั่ว ที่วางเรียงรายตามร้านสะดวกซื้อ และห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ หากดูเฉพาะชื่อยี่ห้ออาจชวนให้เข้าใจได้ว่า นี่คือ สินค้าในไทยที่มีเจ้าของเป็นคนไทย

แต่รู้หรือไม่ว่า แท้จริงแล้ว “ทองการ์เด้น” มีผู้ก่อตั้งเป็นชาวจีนจากมณฑลฝูเจี้ยนที่อพยพมาก่อร่างสร้างตัวในประเทศสิงคโปร์ กระทั่งธุรกิจเติบใหญ่ทะยานสู่แบรนด์ถั่วเบอร์ต้นๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีโรงงานตั้งอยู่นอกประเทศทั้งในไทยและมาเลเซีย โดยปัจจุบันธุรกิจถูกส่งต่อให้กับทายาทรุ่นที่ 2 ผู้เป็นลูกของ “อ๋อง ตง กวน” (Ong Tong Guan) ชายชาวจีนที่หวังมาตายเอาดาบหน้าพร้อมกับเสื่อผืนหมอนใบ หลังตัดสินใจโบกมือลาบ้านเกิดที่แผ่นดินใหญ่ตั้งแต่ปี 2476

‘ทองการ์เด้น’ ไม่ใช่ของคนไทย มี ‘คนจีน’ เป็นเจ้าของ กวาดรายได้ทะลุ ‘พันล้านบาท’ ทุกปี

ยุคที่จีนโล้สำเภามาพร้อมเสื่อผืนหมอนใบ เจ้าของ “ทองการ์เด้น” คือหนึ่งในนั้น

เกือบร้อยปีที่แล้ว คลื่นคนจีนโล้สำเภายุคแรกหันหัวเรือออกนอกชายฝั่งเพื่อยิงตรงมายังประเทศแถบทะเลตอนใต้ ไล่มาตั้งแต่อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ รวมถึงประเทศไทยเองก็เป็นจุดหมายปลายทางที่ชาวจีนหมายปองเช่นกัน ประเทศจีนในช่วงเวลาดังกล่าวเต็มไปด้วยภัยสงคราม สถานการณ์ความไม่สงบที่ยืดเยื้อยาวนาน ทำให้ประชาชนต้องทนอยู่กับความแร้นแค้นจนยากที่จะลืมตาอ้าปากได้ 

“อ๋อง ตง กวน” เป็นอีกหนึ่งคนที่ตัดสินใจเดินทางออกจากถิ่นกำเนิดตั้งแต่ปี 2476 เขาเลือกปักหลักที่ “สิงคโปร์” พร้อมความหวัง และความฝันเหมือนกับชาวจีนคนอื่นๆ ด้วยดีเอ็นเอความขยันเป็นเลิศ หนักเอาเบาสู้ ทำให้ชาวจีนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ หลายคนเก็บหอมรอมริบ จนได้ขยับสถานะจากลูกจ้างสู่ “นายทุนน้อย” บ้างก็เปิดร้านขายของชำ บ้างก็เจริญรุ่งเรืองจากการใช้ทักษะเฉพาะตัวมาต่อยอด “อ๋อง ตง กวน” เองก็ทำเช่นนั้น ด้วยการหยิบถั่วลิสงปักกิ่งที่มีขนาดใหญ่กว่าถั่วลิสงชนิดอื่นๆ วางขายในสิงคโปร์

เขาเริ่มขาย และนำถั่วลิสงมาแปรรูปด้วยโรงงานมุงหลังคาสังกะสีเล็กๆ พร้อมกับผู้ช่วยเพียงไม่กี่คน โดยมี “ถั่วลิสงปักกิ่ง” เป็นสินค้าแรกสุด ปรากฏว่า สินค้าได้รับการตอบรับที่ดี จนทำให้อีก 3 ปีถัดมา “อ๋อง ตง กวน” ตัดสินใจแตกไลน์เพิ่มเติมด้วยการขายถั่วลิสงขนิดอื่นๆ รวมถึงเม็ดมะม่วงหิมพานต์ก็เข้ามาเสริมทัพในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน

ระยะเวลาเกือบ 10 ปีหลังจากนั้น ธุรกิจของ “อ๋อง ตง กวน” เติบโตได้ด้วยการขายสินค้าเพียง 3 ชนิด กระทั่งปี 2516 แผนขยายโรงงานก็เริ่มปรากฏชัด โรงงานมุงสังกะสีแบบเดิมไม่อาจรองรับกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวได้ เขาหาพื้นที่ตั้งโรงงานแห่งใหม่จนไปเจอกับโรงงานในย่าน “เกลัง บาห์รู” (Geylang Bahru) หลังจากนั้นจึงมีสินค้าอื่นๆ ออกมาอีกหลายรายการ อาทิ ถั่วปากอ้า ถั่วชิกพี ถั่วเขียว และยังผลิตบิสกิตแครกเกอร์เพิ่มเติมด้วย

‘ทองการ์เด้น’ ไม่ใช่ของคนไทย มี ‘คนจีน’ เป็นเจ้าของ กวาดรายได้ทะลุ ‘พันล้านบาท’ ทุกปี -หน้าร้านทองการ์เด้นที่ประเทศไทย-

จดจัดตั้งบริษัท ไปต่อนอกประเทศแม่ ถั่วพิสตาชิโอเปลี่ยนชีวิต

ปี 2523 บริษัทขายถั่วของชายชาวจีนคนนี้ถูกจัดตั้งขึ้นเป็นเรื่องเป็นราว ภายใต้ชื่อ “Tong Garden Food Products Pte Ltd.” ในเวลานั้น “ทองการ์เด้น” ของ “อ๋อง ตง กวน” เริ่มติดลมบน-เป็นที่รู้จักแล้ว กระทั่งอีก 4 ปีถัดมา จึงตัดสินใจขยายธุรกิจไปยังประเทศรอบข้าง เริ่มที่ “มาเลเซีย” ในปี 2524 ตามมาด้วย “ฮ่องกง” ในปี 2529 และจัดตั้งโรงงานที่ประเทศไทยในปี 2532

แต่จะเติบโตไปพร้อมกับโปรดักต์เดิมก็คงไม่ได้ “ทองการ์เด้น” เปิดตัวสินค้า “ถั่วพิสตาชิโอ” ออกสู่ตลาดไปพร้อมๆ กับการขยายโรงงานในต่างประเทศ โดยใช้กลยุทธ์สำคัญอย่างการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์จากซองพลาสติกเป็นการใช้อะลูมิเนียมฟอยล์ ปัจจุบันซองอะลูมิเนียมอาจดูเป็นเรื่องปกติที่แบรนด์ไหนๆ ก็ใช้กัน ทว่า ยุคนั้นบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวนับเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยยืดอายุความอร่อยของถั่วพิสตาชิโอได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ “ทองการ์เด้น” ยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้นไปอีก และกลายเป็นผู้นำตลาดถั่วในเวลาต่อมานั่นเอง

ถึงเวลานี้อะไรก็มาฉุด “ทองการ์เด้น” ไม่อยู่แล้ว เมื่อฐานผลิตเพิ่มขึ้น การทดลองโปรดักต์ใหม่ๆ ก็ทำได้มากกว่าเดิม ทศวรรษ 1990 แบรนด์ส่งโปรดักต์เจ๋งๆ ออกสู่ตลาดหลายอย่าง ทั้งสินค้าจำพวกถั่วเคลือบน้ำผึ้ง แมคคาเดเมียผสมสาหร่าย และวาซาบิ อัลมอนด์พร้อมแครนเบอร์รีแห้ง และกล้วยทอด และยังมีขนมขบเคี้ยวอีกมากมาย จนทำให้ “ทองการ์เด้น” โตแบบ “Triple Digits” ในปี 2539 ขึ้นแท่นผู้นำขนมขบเคี้ยวประเภทถั่วในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นับแต่นั้นเป็นต้นมา

‘ทองการ์เด้น’ ไม่ใช่ของคนไทย มี ‘คนจีน’ เป็นเจ้าของ กวาดรายได้ทะลุ ‘พันล้านบาท’ ทุกปี

แตะมือสู่รุ่นที่ 2 พร้อมความขัดแย้งระหว่างพี่น้องในครอบครัว

ปัจจุบันธุรกิจถั่วพันล้านถูกส่งต่อให้ทายาทรุ่นที่ 2 เป็นผู้ดูแล ไม่ปรากฏแน่ชัดว่า “อ๋อง ตง กวน” เสียชีวิตปีไหน แต่หลังจากผู้พ่อจากไป ธุรกิจก็ถูกส่งต่อให้ลูกๆ กระทั่งเกิดข่าวคราวการฟ้องร้องของพี่น้องตระกูลอ๋อง โดยมีรายงานจาก “The Strait Times” สื่อใหญ่สัญชาติสิงคโปร์ ระบุว่า ปี 2562 “อ๋อง เฮง ฉวน” (Ong Heng Chuan) อายุ 62 ปี อ้างว่า ตนถูกละเมิดสิทธิ์ในฐานะผู้ถือหุ้นรายย่อยจากพี่น้องของเขา ได้แก่ “อ๋อง เต๊ก ฉวน” (Ong Teck Chuan) อายุ 60 ปี และ “อ๋อง บุน ฉวน” (Ong Boon Chuan) อายุ 64 ปี 

เนื่องจากทั้งสองคนได้ทำการโอนทรัพย์สิน และเครื่องหมายการค้าไปยังบริษัทของ “เต๊ก ฉวน” จากเดิมที่ “ทองการ์เด้น” อยู่ภายใต้บริษัทโฮลดิ้งของครอบครัว ซึ่งทั้งสองคนก็ออกมาโต้แย้งว่า การกระทำดังกล่าวเป็นไปเพื่อรักษาเสถียรภาพของธุรกิจที่ประสบปัญหามาตั้งแต่ปี 2551 โดย “เต๊ก ฉวน” อ้างว่า เขากำลังปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อชำระหนี้ ที่สำคัญ ตนไม่ต้องการเห็นมรดกของผู้เป็นพ่อถูกละเลยเพิกเฉยไป

ย้อนกลับไปในปี 2543 พบว่า กลุ่มทองการ์เด้นประสบปัญหาทางการเงินจริง มีการขายเครื่องหมายการค้า “ทองการ์เด้น” ให้กับกลุ่ม “Villawood” ในราคา 260,000 ดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยราว “9 ล้านบาท” และเมื่อใบอนุญาตหมดอายุ “Villawood” ก็ให้ใบอนุญาตแก่ “เต๊ก ฉวน” ได้ใช้ต่อไป

ข้อขัดแย้งระหว่างพี่น้องตระกูลอ๋อง คือฝั่ง “เฮง ฉวน” กล่าวหาว่า พี่ชายของเขาทั้งสองคนมีเจตนาแอบแฝงกับทรัพย์สินของบริษัท ส่วนทนายของ “เต๊ก ฉวน” ก็โต้กลับว่า สิ่งที่ลูกความของตนทำ ก็เพื่อความอยู่รอดของบริษัทที่ผู้พ่อสร้างมากับมือ 

ทว่า ท้ายที่สุดแล้วในปี 2563 ศาลมีคำสั่งยกฟ้องข้อเรียกร้องทั้งหมด และพบว่า ไม่ได้มีการกระทำแบบที่ได้รับการกล่าวหา ปัจจุบัน “เต๊ก ฉวน” ยังรับหน้าที่ผู้บริหาร โดยบริษัทในไทยก็มี “เต๊ก ฉวน” ถือหุ้นด้วยสัดส่วนมากที่สุดด้วยสัดส่วน 49% ผ่านโฮลดิ้งที่มีชื่อว่า “บริษัท เอ็น. โอ. ไอ. ฟู้ด อินดัสตรี้ จำกัด”

‘ทองการ์เด้น’ ไม่ใช่ของคนไทย มี ‘คนจีน’ เป็นเจ้าของ กวาดรายได้ทะลุ ‘พันล้านบาท’ ทุกปี

สำหรับรายได้ และการเติบโตของ “ทองการ์เด้น” ในไทย ภายใต้ “บริษัท ทองการ์เด้น จำกัด” มีรายได้ทะลุ “พันล้านบาท” ติดต่อกันตลอด 9 ปี ส่วนปี 2566 พบว่า ทำ “New High” ทั้งรายได้ และกำไรสุทธิ และยังเป็นปีแรกที่ “ทองการ์เด้น” มีกำไรเกิน “ร้อยล้านบาท” โดยรายละเอียดรายได้ย้อนหลังของทองการ์เด้นไทยมีดังนี้

ปี 2566: รายได้ 1,751 ล้านบาท กำไรสุทธิ 106 ล้านบาท
ปี 2565: รายได้ 1,520 ล้านบาท กำไรสุทธิ 74 ล้านบาท
ปี 2564: รายได้ 1,291 ล้านบาท กำไรสุทธิ 47 ล้านบาท
ปี 2563: รายได้ 1,322 ล้านบาท กำไรสุทธิ 57 ล้านบาท
ปี 2562: รายได้ 1,588 ล้านบาท กำไรสุทธิ 64 ล้านบาท

 

อ้างอิง: Creden DataThe Straits Times 1The Straits Times 2Tong Garden 1Tong Garden 2Tong Garden 3

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์