การเติบโตของ ‘อโกด้า‘ (Agoda) ธุรกิจแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ระดับโลกในห้วง 1 ทศวรรษที่ผ่านมา โดดเด่นน่าจับตา แม้จะสะดุดไปเมื่อปี 2563 จากวิกฤติโควิด-19 แต่กลับมาตั้งหลัก ฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง ทำให้ในปี 2567 เติบโตถึง ‘10 เท่า‘ เมื่อเทียบกับปี 2558
หลังครองอันดับ 1 ของแอปพลิเคชันกลุ่มธุรกิจบริษัทท่องเที่ยวออนไลน์ (Online Travel Agents : OTA) ที่มียอดดาว์โหลดสูงสุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกปีนี้ และมีเครือข่ายโรงแรมและที่พักมากกว่า 4.5 ล้านแห่ง เส้นทางบิน 1.3 แสนเส้นทาง และกิจกรรมให้เลือกมากกว่า 3 แสนรายการ
ออมรี มอร์เกนสเติร์น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อโกด้า กล่าวถึงเทรนด์การเติบโตของอโกด้าว่า ถ้าการเติบโตยังคงเป็นในลักษณะดังกล่าวเหมือนช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เป็นไปได้ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ก็อาจโต 10 เท่า และเป็นหนึ่งในบริษัทใหญ่ที่สุดในโลกก็เป็นได้ จากการดำเนินกลยุทธ์เจาะตลาดท่องเที่ยวระดับโกลบอล (Global) และเข้าถึงตลาดโลคอล (Local) ด้วยการออกแบบประสบการณ์การใช้งานแพลตฟอร์มและผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรที่เหมาะสมกับแต่ละตลาด ให้ลูกค้าเกิดความสบายใจและไว้วางใจมากที่สุด โดยมีเรื่อง “ราคา” เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ (The Biggest Driver) ของการเดินทาง
เมื่อ “ประเทศไทย” เป็นฐานตลาดสำคัญของอโกด้า ออมรี ให้มุมมองว่า มี “4 ปัจจัยสนับสนุน” จำนวน “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” เดินทางเข้าประเทศไทยไปถึงเป้าหมาย “39 ล้านคน” ในปี 2568 ตามที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์ไว้ในกรณีดีที่สุด สอดรับกับรัฐบาลไทยเตรียมประกาศให้ปีหน้าเป็น “ปีแห่งการท่องเที่ยวไทย” (Amazing Thailand Grand Tourism Year 2025)
ปัจจัยที่ 1 “การอำนวยความสะดวกด้านวีซ่า” (Visa Easing) ท่ามกลางการแบตเทิล (Battle) ชิงตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ประเทศไทยถือเป็นผู้นำด้านการยกเว้นวีซ่าแก่นักท่องเที่ยว จาก “ยอดการค้นหา” โรงแรมที่พักบนอโกด้าในช่วง 30 วันแรกหลังมีการประกาศยกเว้นวีซ่าอย่างเป็นทางการแก่ตลาดเป้าหมาย พบว่าตลาดนักท่องเที่ยวอินเดียมียอดการค้นหาเติบโตถึง 30% ขณะที่ตลาดนักท่องเที่ยวไต้หวันเติบโต 19%
“ในอนาคตอันใกล้ ประเทศไทยจะประกาศให้นักท่องเที่ยวต่างชาติลงทะเบียนในระบบอนุมัติการเดินทางแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ eTA (Electronic Travel Authorization) ต้องคำนึงว่าจะไม่ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกลำบากในขั้นตอนการกรอกข้อมูลลงทะเบียนเข้าเมือง ถ้าจำเป็นต้องให้นักท่องเที่ยวกรอกข้อมูล ก็ขอให้กรอกน้อยที่สุด เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว”
ปัจจัยที่ 2 “ปริมาณที่นั่งโดยสารเครื่องบิน” (Flight Capacity) เข้าสู่ประเทศไทย ภาพรวมในปี 2568 คาดเพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับปีนี้ โดยคาดการณ์ว่าปริมาณเที่ยวบินจากตลาดอินเดียในปีหน้าจะเติบโต 16% ด้านตลาดฮ่องกงคาดเติบโต 13% และตลาดญี่ปุ่นคาดเติบโต 12%
ปัจจัยที่ 3 “นักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางซ้ำ” (Repeat Visitors) ประเทศไทยเป็นเดสติเนชันที่นักท่องเที่ยวมาแล้วรู้สึกเหมือนเสพติด อยากกลับมาเที่ยวซ้ำ อโกด้าจึงอยากโปรโมตให้คนเดินทางไปเมืองที่ยังไม่เคยไปมากขึ้น
และปัจจัยที่ 4 “จุดขายยูนีคของประเทศไทย” (Thailand’s Unique Selling Points) อาทิ ซอฟต์พาวเวอร์ 5F ได้แก่ Food จากผลสำรวจของอโกด้าล่าสุด ประเทศไทยเป็นเดสติเนชันยอดนิยมอันดับ 3 ของนักท่องเที่ยวสายกินในเอเชียแปซิฟิก รองจากเกาหลีและไต้หวัน, Film พบว่า 6% ของนักท่องเที่ยวไทยมีแผนเดินทางไปเยือนโลเกชันถ่ายทำภาพยนตร์และซีรีส์ในปี 2568, Fashion พบว่าตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มลักชัวรีมีการค้นหาโรงแรมระดับ 5 ดาวในไทยเพิ่มมากขึ้น 18% ในปีนี้, Fight พบว่าการท่องเที่ยวเชิงแอคทีฟและผจญภัย ติดอันดับ 4 ในเทรนด์การท่องเที่ยวปี 2568 ของอโกด้า โดยมีมวยไทย การเดินป่า และอื่นๆ เป็นกิจกรรมที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ และ Festival เทศกาลหรืออีเวนต์ด้านวัฒนธรรมในไทย เช่น สงกรานต์ และลอยกระทง เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจเดินทางเข้าไทย
“สำหรับจุดขายยูนีคที่อยากให้ประเทศไทยเร่งพัฒนาเพิ่มคือ ธีมพาร์ค เพราะจากผลสำรวจของอโกด้า นักท่องเที่ยวกว่า 12% ระบุว่า ธีมพาร์คคือเป้าหมายของการเดินทาง หากประเทศไทยมีธีมพาร์คระดับโลก ก็น่าจะช่วยสร้างอิมแพ็คอันยิ่งใหญ่ได้”
ส่วนประเด็น “กาสิโนถูกกฎหมาย” ในประเทศไทย ถ้าทำทุกอย่างให้ถูกต้อง ย่อมส่งผลดีกับประเทศไทย ซึ่งจำเป็นต้องเน้นเรื่องความปลอดภัย และมองการพัฒนาเพื่อสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบองค์รวม เหมือนใน “ลาสเวกัส” ที่ไม่ได้มีแค่กาสิโน แต่มีธุรกิจอื่นๆ ตามมาอย่างร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว การแสดงโชว์ต่างๆ ซึ่งเป็นลักษณะการท่องเที่ยวคล้ายธีมพาร์ค ที่จะช่วยทำให้คนเดินทางมาเที่ยวเพิ่ม 10-15% หนุนกระแสการเดินทางในภาพรวมไม่ได้ขึ้นๆ ลงๆ ตามฤดูกาลท่องเที่ยว





