ฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซัน) ตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นห้วงเวลาสำคัญ และน่าจับตา ภาครัฐ และเอกชนต่างระดมสรรพกำลัง ปูพรมสู่เป้าหมายของรัฐบาลในปี 2568 สร้างรายได้รวมการท่องเที่ยว 3.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.5% เมื่อเทียบกับปี 2567 จากคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติ 40 ล้านคน มากกว่าปี 2562 ก่อนโควิด-19 ระบาดเล็กน้อย ซึ่งปิดด้วยตัวเลข 39.9 ล้านคน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของภาคการท่องเที่ยวไทย ส่วนตลาดนักท่องเที่ยวชาวไทย ตั้งเป้าหมายการเดินทางภายในประเทศไว้กว่า 205 ล้านคน-ครั้ง
พรุ่งนี้ (29 ต.ค.67) จะมีการแถลงข่าวเปิดตัว ไทยแลนด์ วินเทอร์ เฟสติวัล (Thailand Winter Festivals) ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดงาน และมีนายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แถลงถึงการดำเนินงาน และการจัดกิจกรรมหลักภายใต้ Thailand Winter Festivals และแผนการกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวในประเทศช่วงปลายปี
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ (ต.ค.-ธ.ค.) จะต้องดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยอีก 10.7 ล้านคน เฉลี่ยเดือนละ 3.6 ล้านคน เติบโตไม่น้อยกว่า 20% เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว เพื่อผลักดันจำนวนทั้งปีนี้ให้ถึงเป้าหมายของรัฐบาล 36.7 ล้านคน หลังจาก 9 เดือนแรกมีจำนวนสะสมมากกว่า 26 ล้านคน โดยยังมั่นใจว่าในเชิงจำนวนจะไปถึงเป้าได้แน่นอน พร้อมสร้างแรงส่งที่ดีไปยังปี 2568
เตรียมคิกออฟปี 68 “ปีแห่งการท่องเที่ยวฯ”
ทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเตรียมประกาศให้ปี 2568 เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวและกีฬาของประเทศไทย (Amazing Thailand Grand Tourism and Sport Year 2025) พร้อมจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ เนื่องในปีหน้าจะมีงาน และอีเวนต์ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยวและกีฬาจำนวนมาก โดยจะดำเนินงานภายใต้หลักการ Grand Collaboration หรือบูรณาการความร่วมมือกับทุกกระทรวง และหน่วยงานต่างๆ ครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ Grand Festivity, Grand Privilege, Grand Celebration, Grand Moment และ Grand Invitation
“ภาพรวมการท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศช่วงไฮซีซันมีปัจจัยบวกสนับสนุนให้เกิดการเดินทางเข้าไทย เช่น การจัดกิจกรรมทางการตลาดและประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมตลาดทั้งระยะใกล้ และระยะไกลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเพิ่มเที่ยวบินใหม่จากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกใต้เข้าสู่กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ และเกาะสมุย เพื่ออำนวยความสะดวก และเพิ่มทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยวซึ่งจะช่วยกระตุ้นความต้องการเดินทาง โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาวปลายปี และไฮซีซันที่กำลังจะมาถึง”
จับตาปัจจัยเฝ้าระวัง-ท่องเที่ยวโลกแข่งดุ
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีปัจจัยสนับสนุน แต่ยังมีสถานการณ์ที่ยังต้องเฝ้าระวัง และอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานส่งเสริมตลาดต่างประเทศ อาทิ ความขัดแย้งระหว่างประเทศใน 3 ภูมิภาค ทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้สายการบินทั่วโลกปรับตาราง และเส้นทางการบินเพื่อหลีกเลี่ยงน่านฟ้า เนื่องจากกังวลว่าอาจเกิดความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น
ส่วนภูมิภาคยุโรป รัสเซีย-ยูเครน โดยรัสเซียได้ประกาศเตือนความเสี่ยงเกิดสงครามโลก ครั้งที่ 3 หากเกิดขึ้นจริง อาจส่งผลให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้นในภูมิภาคนี้ และอาจขยายวงกว้างไปยังภูมิภาคอื่น
ด้านภูมิภาคเอเชียตะวันออก ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างจีน-ไต้หวัน และเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ ซึ่งยังคงออกมาตรการยั่วยุระหว่างกัน ทำให้ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ยังคงส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงอาจกระทบต่อค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และความปลอดภัยในการเดินทางของนักท่องเที่ยวระยะยาว
อีกปัจจัยคือ การแข่งขันทางการท่องเที่ยวของประเทศคู่แข่ง เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดในไฮซีซันนี้ โดยหลายประเทศออกมาตรการอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว และออกแคมเปญการตลาดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งอาจทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายของไทยบางส่วนเกิดความลังเล และเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปยังประเทศที่เดินทางได้ง่าย และมีความคุ้มค่ามากกว่า
ขณะเดียวกันความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทวีความถี่ และรุนแรงมากขึ้นในหลายพื้นที่ อาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเดินทาง และความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ จนอาจนำไปสู่การตัดสินใจยกเลิกหรือชะลอการเดินทาง
เร่งเครื่องผนึกพันธมิตรจัดโปรฯ ไฮซีซัน
ททท.ได้รับข้อเสนอเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินงานของ ททท. ด้านตลาดต่างประเทศ และด้านสินค้า และธุรกิจท่องเที่ยว ให้พิจารณาประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสายการบินและซัพพลายไซด์ (Supply Side) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับ และอำนวยความสะดวกในการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางในไทยทั้งเมืองหลัก และเมืองรอง ให้เพียงพอต่อความต้องการของนักท่องเที่ยว
“รวมทั้งการดำเนินงานเชิงรุกร่วมกับพันธมิตร อาทิ กิจกรรมจัดโปรโมชันร่วม และการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้า และบริการใหม่ๆ ของไทย เพื่อส่งเสริมการตลาด และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันได้เหนือกว่าประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาวปลายปีและฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงไฮซีซันนี้”
ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์
“เที่ยวนอกคุ้มกว่า” โจทย์ท้าทายตลาดคนไทย
นางสาวฐาปนีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้านคาดการณ์ตลาดในประเทศช่วงไตรมาส 4 ยังมีความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวค่อนข้างช้า ส่งผลต่อพฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศของคนไทย จากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2567 คาดชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง กระทบต่อกำลังซื้อ ผนวกกับสถานการณ์อุทกภัยในเดือนก.ย.- ต.ค. เข้ามาเป็นปัจจัยกดดัน ขยายผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น นักท่องเที่ยวอาจปรับเปลี่ยนรูปแบบการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ เช่น การลดจำนวนวันในแต่ละครั้งการเดินทางให้น้อยลง ลดความถี่การออกเดินทางท่องเที่ยวน้อยลง เลือกเดินทางท่องเที่ยวในระยะทางที่ใกล้ขึ้น และจับจ่ายใช้สอยเท่าที่จำเป็นตามกำลังซื้อที่มีอยู่
นอกจากนี้ คนไทยยังมีความต้องการท่องเที่ยวต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง หลังพบว่าสถิตินักท่องเที่ยวไทยเดินทางออกนอกประเทศในเดือน ส.ค. มีจำนวนสูงกว่าช่วงเดียวกันเทียบกับปีที่ผ่านมา ประกอบกับการได้รับแรงหนุนจากการที่ประเทศต่างๆ ใช้กลยุทธ์ และแคมเปญสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวไทยเดินทางต่างประเทศ
รวมถึงการจัดโปรโมชันของสายการบินที่เดินทางไปต่างประเทศในราคาที่รู้สึกคุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับการเดินทางภายในประเทศ และค่าเงินต่างประเทศที่อ่อนลง โดยเฉพาะค่าเงินเยนของญี่ปุ่น
ประกอบกับเมื่อไตรมาส 3 มีการจัดงานส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ เช่น งานแฟร์ด้านการท่องเที่ยว “ไทย อินเตอร์เนชันแนล แทรเวล แฟร์ นอร์ธ 2024” (Thai International Travel Fair North 2024) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ส.ค. - 1 ก.ย. และงาน “ไทยเที่ยวนอก” วันที่ 22 - 25 ส.ค. มีผู้ประกอบการท่องเที่ยวทำโปรโมชันการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศในราคาถูก ผนวกกับกระแสความสนใจของชาวไทยในการซื้ออาร์ตทอย (Art Toy) ในหลายเดสติเนชั่น อาทิ จีน ไต้หวัน และฮ่องกง ซึ่งอาจเป็นสิ่งจูงใจ สร้างแรงกระตุ้นให้คนไทยตัดสินใจไปเที่ยวต่างประเทศได้ง่ายขึ้น
เข็นรายได้ “ไทยเที่ยวไทย” เฉียด 1 ล้านล้าน
นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า แม้ภาคการท่องเที่ยวจะเผชิญปัจจัยท้าทาย โดยเฉพาะสภาพเศรษฐกิจในประเทศ หนี้ครัวเรือน และอุทกภัยในบางพื้นที่ แต่ ททท.ยังคงเดินหน้าออกแคมเปญ และจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงโค้งท้ายปี 2567 สู่หมุดหมายขับเคลื่อนรายได้การท่องเที่ยวตลาดในประเทศตลอดปีนี้ ให้ได้ใกล้เคียงเป้าหมาย 1 ล้านล้านบาท
ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม ไทยแลนด์ วินเทอร์ เฟสติวัล อาทิ เทศกาลลอยกระทง งานวิจิตรเจ้าพระยา การร่วมกับภาคเอกชนจัดโปรโมชันต่างๆ รวมถึงการจัดอีเวนต์ด้านกีฬา เทศกาลดนตรี เทศกาลประเพณีต่างๆ ทั่วไทย อย่างประเพณีแห่ดาว จ.ยโสธร และประเพณีไหลเรือไฟ จ.นครพนม
“ปัจจุบันมีการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศแล้วกว่า 200 ล้านคน-ครั้ง ในแง่ของจำนวนถือว่าไปถึงเป้าหมายแล้ว ทำให้ตลอดปีนี้มีลุ้นจำนวนไปถึง 230 ล้านคน-ครั้ง สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้มากกว่า 10%”
ทั้งนี้ ททท.มีเป้าหมายเพิ่มวันพักเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวไทย จาก 2.5 วัน มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 3,000 บาทต่อทริป เพิ่มเป็น 3 วัน เพิ่มการใช้จ่ายเฉลี่ยเป็น 3,500-4,000 บาท โดยคาดว่าตลอดปีนี้จะมีรายได้ตลาดท่องเที่ยวในประเทศอยู่ที่ 9.5-9.7 แสนล้านบาท
นิธี สีแพร
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





