วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

‘ไทยเบฟ’ รวมพลังครั้งใหญ่ โลจิสติกส์-อาหารสาน PASSION 2030

‘ไทยเบฟ’ รวมพลังครั้งใหญ่  โลจิสติกส์-อาหารสาน PASSION 2030

ผ่ายุทธศาสตร์ 6 ปี “ธุรกิจโลจิสติกส์-อาหารไทยเบฟ” เดินหน้าจัดบ้านเพื่อรวมพลังครั้งใหญ่กับโลจิสติกส์แต่ละองค์กร เพื่อมุ่งสร้างการเติบโต ย้ำกลยุทธ์ “REACH Competitively” และ DIGITAL for Growth เจาะผู้บริโภค เสริมแกร่งบริการมีประสิทธิภาพ

“ไทยเบฟ” อาณาจักรเครื่องดื่มและอาหาร “แสนล้านบาท” มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ปรับกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตต่อเนื่อง

“โสภณ ราชรักษา” เป็นอีกแม่ทัพที่ย้ายจากอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่นหรือทีซีซี กรุ๊ป เพื่อร่วมขับเคลื่อนธุรกิจ ด้วยหมวกหลายใบทั้ง ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานทรัพยากรบุคคลและสมรรถนะองค์กร ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจอาหารประเทศไทย และผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจโลจิสติกส์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน)

สำหรับแนวทางกลุ่มโลจิสติกส์ของไทยเบฟปี 2568 ต่อเนื่องถึง PASSION 2030 “โสภณ” ฉายภาพว่า จะเห็นการ “รวมพลังครั้งแรก” ในกลุ่มโลจิสติกส์แต่ละองค์กร เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

‘ไทยเบฟ’ รวมพลังครั้งใหญ่  โลจิสติกส์-อาหารสาน PASSION 2030

ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญ คือการเสิร์ฟสินค้าให้ “ใกล้ชิดผู้บริโภคมากสุด” ซึ่งการซีนเนอร์ยีโลจิสติกส์ จะทำให้เข้าใจการจำหน่ายสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รู้ว่าควรวางสินค้าตรงไหน กี่จุด เติมสินค้าเมื่อใด ผ่านเครือข่ายหรือเน็ตเวิร์คของการจัดบ้านใหม่ครั้งนี้ และนำไปสู่ผลลัพธ์การประหยัดขึ้น ต้นทุนต่ำลง จำหน่ายสินค้าได้ “กำไร” มากขึ้น

“โลจิสติกส์จะต้องลุยเรื่อง REACH Competitively และ DIGITAL for Growth ซึ่งปลายปีที่ผ่านมาบริษัทมีการดีลีทหุ้นโออิชิออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ และมีการนำเสริมสุขเข้ามา รวมถึงการแลกหุ้นอสังหาฯของ InterBev Investment Limited ทีซีซี แอสเซ็ทส์ และเพิ่มสัดส่วนถือหุ้นในเอฟแอนด์เอ็น และกลายเป็นบริษัทย่อยในเครือ การจัดบ้านรอบนี้เป็นงานใหญ่เพื่อรองรับเป้าหมายธุรกิจปี 2030 ซึ่งจากนี้ไปจะเห็นการรวมพลังครั้งแรกของงานด้านโลจิสติกส์ ทั้งไทยเบฟ เสริมสุข เอฟแอนด์เอ็น ทำให้มีความแข็งแกร่ง ครอบคลุมร้านค้าถึง 8 แสนแห่งทั่วประเทศ”

ส่วนแผนรุกธุรกิจอาหาร เป้าหมายปี 2030 หรือปี 2573 ต้องการมีร้านทุกแบรนด์ให้บริการลูกค้าแตะ 1,200 สาขา จากปี 2568 จะมี 888 สาขา โดย “เคเอฟซี” จะเห็นหัวหอกสร้างการเติบโต ตามด้วยโออิชิ และร้านอาหารเฉพาะทั้งอาหารไทย จีน ตะวันตก ภายใต้กลุ่มฟู้ด ออฟ เอเชีย(FOA)

‘ไทยเบฟ’ รวมพลังครั้งใหญ่  โลจิสติกส์-อาหารสาน PASSION 2030

เฉพาะปี 2568 บริษัทเตรียมงบลงทุน 1,300 ล้านบาท แบ่งเป็น 600 ล้านบาท เปิดร้านใหม่อย่างเคเอฟซีวางไว้ 69 สาขา และปรับปรุงร้านเดิมเฉพาะโออชิใช้ราว 200 ล้านบาท ทว่า ไฮไลต์ใหญ่จะเป็นการ “เปิดร้านอาหารที่โครงการวัน แบงค็อก” ใช้โมเดลมัดรวม 16 แบรนด์ 16 ร้าน(ไม่รวมสตาร์บัคส์) ไปให้บริการลูกค้า ซึ่งโปรเจคนี้ใช้เงินลงทุน 400 ล้านบาท

“การเปิดร้านที่วัน แบงค็อกอาจมีงบลงทุนเพิ่มเติม เพราะมีบางแบรนด์บางร้านที่เรากำลังคิดคอนเซปต์กันอยู่ อย่างร้านของกลุ่ม FOA จะมีคอนเซปต์ใหม่ออกมาขับเคลื่อนตลาดครั้งใหญ่ ซึ่งคอนเซปต์ร้านต่างๆที่นี่ หากผลตอบรับดีอาจนำไปขยายต่อพื้นที่อื่นๆ”

นอกจากนี้ บริษัทมองการขยายธุรกิจอาหารเพื่อโตในตลาดต่างประเทศกับ 2 ภารกิจ 1.การรุกหนักสินค้าพร้อมทาน(RTE)รับเทรนด์โลก จะใช้โรงางานผลิตสินค้าที่บ้านบึงเป็นฐานทัพ รวมถึงการออกสินค้าพร้อมทานฮาลาล โดยใช้มาเลเซีย เป็นฐานผลิต 2.การนำแบรนด์ร้านอาหารในพอร์ตโฟลิโอไปเปิดตลาดประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน

‘ไทยเบฟ’ รวมพลังครั้งใหญ่  โลจิสติกส์-อาหารสาน PASSION 2030

“ตอนนี้ธุรกิจร้านอาหารไทยเบฟเป็นเบอร์ 3 ในไทย หากไปต่างประเทศจะนำแบรนด์ ร้านอะไรไปบ้าง เรากำลังศึกษาความเป็นไปได้ และจะใช้ทรัพยากรในกลุ่มไทยเบฟ เพื่อเสริมทัพการทำตลาด”

สำหรับภาพรวมธุรกิจร้านอาหาร ต้นปีถือว่าดี ปัจจุบันตลาดชะลอตัว เนื่องจากเศรษฐกิจมีความท้าทาย ผู้บริโภคประหยัดเงินในกระเป๋า ลดการทานอาหารนอกบ้าน ทำให้ที่ผ่านมามีร้านอาหาร “ปิดตัว” พอสมควร อย่างไรก็ตาม อีกโจทย์ที่ธุรกิจร้านอาหารต้องเผชิญคือทิศทางการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทต่อวัน จะกระทบต้นทุนการจ้างงานของบริษัทราว 8-9% เพราะมีพนักงานกว่า 1.4 หมื่นคน ส่วนจะผลักภาระให้ผู้บริโภคได้มากน้อยแค่ไหน ยังเป็นคำถามที่บริษัทต้องพิจารณา

“ธุรกิจร้านอาหารอยู่ในช่วงท้าทาย ดูเหมือนตลาดดีมีนักท่องเที่ยวกลับมา แต่เมื่อมีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ หรือสะดุดเล็กน้อย ผู้บริโภคจะเก็บเงิน สำรวจเงินในกระเป๋า หาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่า หรือทำอาหารทานเองที่บ้าน ภาพรวมทั้งตลาดจึงชะลอตัว”

จากแผนดังกล่าว ธุรกิจอาหารตั้งเป้าหมายเติบโตต่อเนื่อง โดยกลุ่มเคเอฟซีโต 10% โออิชิโต 5% หดตัวลงจากการปรับปรุงร้าน และกลุ่ม FOA โต 9-10% จากปี 2567 คาดการณ์ยอดขาย 1.9-2 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันเคเอฟซีและโออิชิ ทำรายได้สัดส่วน 80-90%