จับตามอง ‘ตั้งฮั่วเส็ง’ กับบทสรุปในสิ้นปี 67 จะไปต่อในสมรภูมิค้าปลีก ท่ามกลางการแข่งขันที่มีมากขึ้น และมีแรงกดดันจากกำลังซื้อหดตัว พร้อมแนวทางหาพาร์ตเนอร์
สำรวจห้างค้าปลีก ตั้งฮั่วเส็ง ที่เป็นแลนด์มาร์คค้าปลีกมายาวนานร่วม 61 ปีแล้ว จากจุดเริ่มต้นเริ่มสร้างร้านค้ามาตั้งแต่ปี 2505 ในบางลำพู ของครอบครัว "จุนประทีปทอง" และพนักงานในร้านเพียง 10 คน พร้อมมีสินค้าหลักกับอุปกรณ์เย็บปักถักร้อย เครื่องสำอาง ผ้าแฟชั่น และอุปกรณ์ตัดเย็บต่างๆ ก่อนธุรกิจเติบโต มีการขยายไปสู่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด และปรับสู่การเป็น บริษัท สรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง จำกัด
ต่อมาช่วงปี 2534 ได้ขยายสู่ ตั้งฮั่วเส็งสาขา 2 หรือ ธนบุรี ที่มีพื้นที่โดยประมาณ 30,000 ตร.ม. อาคารที่มีความสูง 10 ชั้น และมีที่จอดรถรวมกว่า 800 คัน
“กรุงเทพธุรกิจ” ได้มีการลงพื้นที่สำรวจ ห้างค้าปลีก ตั้งฮั่วเส็ง ธนบุรี พบว่า บรรยากาศของห้างค้าปลีกที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งร้านค้าที่ลดน้อยลง เปิดไม่เต็มพื้นที่ และเปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าเฉพาะชั้น B ชั้น 1 และ ชั้น 3 ส่วนในชั้น 2 แจ้งไว้ว่าอยู่ระหว่างการปรับปรุงพื้นที่
- ชั้น B เก็ทอิน ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าปลีกรายย่อย ร้านอาหารฟู้ดคอร์ท และ ร้านโทรศัพท์มือถือ และไอที รวมถึงร้านสุขภาพ และความงาม วัตสัน และร้าน ดังกิ้น โดนัท เป็นต้น
- ชั้น 1 แบรนด์ร้านอาหารขนาดใหญ่ และสินค้าแฟชั่นต่างๆ เช่น ร้านเอ็มเคสุกี้ ร้านเคเอฟซี ร้านซานตาเฟ่ สเต็ก ร้านเชสเตอร์กริลล์ รวมถึง ร้านข้าน้อยขอชาบู เป็นต้น
- ชั้น 3 สินค้างานฝีมือ และอุปกรณ์ในการตัดเย็บ มีการเปิดพื้นที่เหลือเพียงครึ่งหนึ่ง แต่ยังเปิดให้ผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้งานฝีมือต่างๆ ในทุกวัน
อย่างไรก็ตามในชั้น 6 ที่เป็นสำนักงานของ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานคร พื้นที่แห่งนี้ ยังเปิดให้บริการตามปกติ
ทั้งนี้จากการสอบถามร้านค้า และพนักงาน ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถให้คำตอบถึงทิศทางของห้างค้าปลีกแห่งนี้ต่อไป ทั้งมีความกังวลเรื่องการทำงาน ที่ยังไม่ชัดเจน รวมถึงกระแสข่าวลือต่างๆ ทั้งผู้บริหาร และธนาคาร ส่วนร้านค้ามีการทำสัญญาจนถึงสิ้นปีนี้ หลังจากนั้นต้องพิจารณาว่า จะปรับแผนหรือทำสัญญาต่ออย่างไร
อีกทั้งการที่ผู้บริหารอย่างในรุ่นสอง คือ “วิโรจน์ จุนประทีปทอง” ได้ร่วมบริหารห้างแห่งนี้มายาวนาน ได้เสียชีวิตไปแล้ว มีผลสำคัญของธุรกิจนี้เช่นกัน ซึ่งในปัจจุบันมีครอบครัวของ “จุนประทีปทอง” ร่วมบริหาร
อย่างไรก็ตาม พนักงานบางส่วนระบุว่า แม้ว่า ห้างจะมีข่าวลือต่างๆ ยังเปิดตามปกติในทุกวัน และอยากให้ลูกค้าเข้าไปร่วมใช้บริการ โดยเปิดตั้งแต่เวลา 10.30 น. และปิดในเวลา 20.00 น.
หากมาสำรวจข้อมูลของห้าง ‘ตั้งฮั่วเส็ง’ โดย บริษัท สรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง จำกัด จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า มีทุนจดทะเบียนรวม 200 ล้านบาท
ทางด้านผลประกอบการในช่วงที่ผ่านมา
- ในปี 2564 มีรายได้รวม 409.74 ล้านบาท กำไรสุทธิ ติดลบ 43.78 ล้านบาท
- ในปี 2563 มีรายได้รวม 613.57 ล้านบาท กำไรสุทธิ ติดลบ 49.30 ล้านบาท
- ในปี 2562 มีรายได้รวม 792.09 ล้านบาท กำไรสุทธิ ติดลบ 93.52 ล้านบาท
นอกจากนี้ ผลประกอบการย้อนหลัง ตั้งแต่ปี 2556 ก็ขาดทุนต่อเนื่อง ยาวมาจนถึงปี 2564 เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม นอกจากธุรกิจค้าปลีกที่สร้างรายได้หลักแล้ว บริษัทยังมีรายได้จาก ธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตกับแบรนด์ เก็ทอิน โดยบริษัท ตั้งฮั่วเส็ง ซูเปอร์มาร์เก็ต จำกัด แต่ผลประกอบการนับตั้งแต่ปี 2561-2564 มีการขาดทุนสุทธิต่อเนื่อง ยกเว้นในปี 2560 ที่สร้างผลประกอบการมีกำไรจากการประกอบธุรกิจ
นอกจากนี้ เมื่อได้สอบถามไปยัง บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ที่มีธุรกิจศูนย์การค้าในเครือถึงถึงกระแสข่าว และความสนใจเข้ามารวมลงทุน ได้ให้ความเห็นออกมาว่าในปัจจุบันบริษัทยังไม่มีความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในห้าง "ตั้งฮั่วเส็ง" และทราบข่าวพร้อมกับทุกคนเช่นกัน
นายธนินท์รัฐ ภักดีภิญโญ ผู้เชี่ยวชาญธุรกิจค้าปลีก และบริหารศูนย์การค้า ให้มุมมองกับห้างตั้งฮั่วเส็งว่า ศูนย์การค้าได้ก่อตั้งมากว่า 60 ปีแล้ว ยังคงรูปแบบศูนย์การค้าแบบเดิมๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ หรือรีโนเวท (Renovate) และบรรยากาศ Ambience ให้ทันสมัยตรงตามความต้องการของกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ และรุ่นเก่า
อีกปัจจัยหนึ่งคือ พื้นที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย (catchment area) ตั้งอยู่ในแหล่งชุมชนหนาแน่นโดยรอบ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีมาก แต่ไม่สามารถดึงลูกค้าออกมาได้ ด้วยเหตุว่าพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไป ทางศูนย์การค้าไม่มีกิจกรรมทางการตลาด และ CRM (customer Relationship Management) CSR (Customer social Respond) ที่ดึงลูกค้าในแต่ละกลุ่มออกมาใช้บริการได้ โดยทางศูนย์การค้า เน้นกลุ่มลูกค้าสูงวัย กลุ่มเย็บปักถักร้อยเฉพาะกลุ่มเดียว ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้มีจำนวนลูกค้าน้อยมาก ทำให้กลุ่มลูกค้าอื่นไม่เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม ส่งผลให้ทราฟิกน้อยเกินไป ซึ่งต้องทำความเข้าใจว่าธุรกิจนี้ต้องจับปลาทุกตัวหรือจับลูกค้าทุกกลุ่มอาชีพ หมายความว่า ต้องจัดกิจกรรม ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมความต้องการของลูกค้าในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งแตกต่างกันไม่เหมือนกันในแต่ละพื้นที่
อีกปัจจัยหนึ่งคือ ขาดร้านค้าหลักที่มีศักยภาพ ( key account / anchor) มีน้อยเกินไป ทำให้ขาดความหลากหลาย และความน่าสนใจ อีกปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ ทีมงานต้องเข้าใจ และปรับตัวให้ทันสมัยตลอดเวลา
แนวทางแก้ไข ศูนย์การค้าฯ ทั้งสองสาขา ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีเยี่ยม ชุมชนหนาแน่น ยังสามารถกลับมายืนหนึ่งได้ โดยหากลุ่มศูนย์การค้าฯ ที่มีศักยภาพ มีความเชี่ยวชาญมาร่วมทุน ( Joint Venture) ได้
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์
ทางด้านพื้นที่เปิดให้บริการแก่ลูกค้า และร้านค้าต่างๆ
- ชั้น B ที่มีซูเปอร์มาร์เก็ต
ชั้น1 โซนร้านค้าแฟชั่น และร้านอาหารต่างๆ
- ชั้น 3 งานฝีมือ และอุปกรณ์ต่างๆ





