วันพุธ ที่ 1 เมษายน 2569

Login
Login

หัวเว่ย' ทุ่มทุนพัฒนาเทคโนฯ-แรงงาน พร้อมหนุนไทยเป็น ‘ฮับดิจิทัล’

หัวเว่ย' ทุ่มทุนพัฒนาเทคโนฯ-แรงงาน พร้อมหนุนไทยเป็น ‘ฮับดิจิทัล’

"หัวเว่ย" (Huawei) บิ๊กเทคสัญชาติจีนที่ไม่ได้ขายแค่สมาร์ตโฟน แต่เป็นผู้ให้บริการโซลูชันรอบด้าน ลงทุนในไทยในไทยมหาศาล โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะแรงงานไทย ด้วยเล็งเห็นว่าไทยยังมีศักยภาพอีกมาก และพร้อมสนับสนุนไทยเป็นฮับดิจิทัลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หากพูดถึง “หัวเว่ย” (Huawei) หลายคนอาจรู้จักกันดีว่าเป็นแบรนด์สมาร์ตโฟนสัญชาติจีน และเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายชนิด เช่น สมาร์ตวอทช์ แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ก หูฟัง อุปกรณ์สมาร์ตโฮม ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ของหัวเว่ย ไม่ได้มีเพียงเทคโนโลยีด้านการสื่อสารเท่านั้น แต่หัวเว่ยเป็นผู้ให้บริการโซลูชันรอบด้าน ตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้า 3 ประเภท ได้แก่ กลุ่มผู้บริโภค กลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม และธุรกิจ/หน่วยงานอื่น ๆ  ดังนั้น นอกเหนือจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปแล้ว หัวเว่ยยังมีบริการโซลูชันยานยนต์อัจฉริยะ การวางโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายไร้สาย/อินเทอร์เน็ต บริการด้านคอมพิวติง/ดาต้าเซนเตอร์ บริการระบบคลาวด์ ดิจิทัลพาวเวอร์หรือโซลูชันการจ่ายไฟด้วยพลังงานสะอาด และธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า แต่ภาคธุรกิจนี้ดำเนินงานภายในตลาดจีนเท่านั้น

ปัจจุบันหัวเว่ยมีพนักงานราว 200,000 คนทั่วโลก และ 55% เป็นพนักงานฝ่ายการวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) เนื่องจากการลงทุนคิดค้นเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ ๆ ถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ หนุนให้หัวเว่ยกลายเป็นบิ๊กเทคฯที่เน้นลงทุนอาร์แอนด์ดีเป็นอันดับที่ 5 ของโลก

หัวเว่ยเข้ามาทำธุรกิจในไทยตั้งแต่ปี 2542 พันธกิจหัวเว่ยในการดำเนินธุรกิจในไทยคือ “Grow in Thailand, Contribute to Thailand” หรือ “เติบโตในประเทศไทย มีส่วนร่วมกับประเทศไทย” บริษัทมีพนักงานในไทยกว่า 1,900 คน เป็นพนักงานท้องถิ่นราว 77% และที่ผ่านมาธุรกิจมีส่วนช่วยสร้างงานเพิ่มขึ้นประมาณ 6,500 ตำแหน่ง

หัวเว่ย' ทุ่มทุนพัฒนาเทคโนฯ-แรงงาน พร้อมหนุนไทยเป็น ‘ฮับดิจิทัล’

เดวิด หลี่ ประธานกรรมการบริหารบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) เผยว่า ไทยเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดของหัวเว่ย และเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยโอกาส ขณะที่เศรษฐกิจและสังคมของอาเซียนก็เติบโตอย่างรวดเร็ว

เมื่อประเทศเข้าสู่ยุค 5G ไทยจึงกลายเป็นผู้นำด้านโทรคมนาคมของโลก ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา หัวเว่ยมีส่วนช่วยขับเคลื่อนภาคโทรคมนาคมของไทยอย่างแข็งขัน และบริษัทยังเป็นพันธมิตรกับธุรกิจไทยหลายรายในการพัฒนาเทคโนโลยี 5G  เช่น โรงพยาบาล 5G, เหมือง 5G และโรงงาน 5G เป็นต้น เพื่อหนุนประสิทธิภาพการทำงานและความปลอดภัยของธุรกิจ

ซีอีโอหลี่เผยด้วยว่า หัวเว่ยเป็นธุรกิจเทคโนฯแห่งแรกที่เข้ามาตั้งดาต้าเซนเซอร์ในไทย และลงทุนอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2561 รวมลงทุนด้านนี้แล้วมากกว่า 5.5 พันล้านบาท ปัจจุบันหัวเว่ยมีดาต้าเซนเตอร์ในไทยแล้ว 3 แห่ง 

หัวเว่ย' ทุ่มทุนพัฒนาเทคโนฯ-แรงงาน พร้อมหนุนไทยเป็น ‘ฮับดิจิทัล’

ลงทุนพัฒนาแรงงานท้องถิ่น

บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านอาร์แอนด์ดี ได้ลงทุนสร้าง “OpenLab” หรือศูนย์วิจัยในไทย มูลค่าราว 520 ล้านบาท และเปิดศูนย์ “Thailand 5G Ecosystem Innovation Center (5G EIC)” มูลค่าราว 475 ล้านบาท ซึ่งเป็นศูนย์ที่นำเทคโนโลยี 5G หรือคลาวด์ มาผสมผสานกับโซลูชันต่าง ๆ ของไทย เพื่อพัฒนาและช่วยยกระดับเทคโนโลยี 5G ในไทย โดยรวมมือกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือดีป้า (depa)

นอกจากนี้ บริษัทยังได้เปิด “หัวเว่ย อาเซียน อะคาเดมี่” โดยได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญชาวจีนเข้ามาอบรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีให้กับแรงงานไทย เช่น คลาวด์และเอไอ และร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในไทยกว่า 40 แห่ง เพื่อผสมผสานเทคโนโลยีหัวเว่ยเข้ากับเนื้อหาในบทเรียน ให้นักเรียน/นักศึกษามีความเข้าใจเทคโนโลยีใหม่ ๆ และเท่าทันโลก

"ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยีในไทย และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ฮับดิจิทัล" เดวิด หลี่ กล่าว

อย่างไรก็ตาม หัวเว่ยยังไม่มีโรงงานผลิตสินค้าในไทย บริษัทยังคงผลิตในจีนเป็นหลัก

ซีอีโอหัวเว่ย เสริมว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้ช่วยฝึกอบรมแรงงานไปแล้วราว 96,200 คน อบรมผู้พัฒนาเอไอคลาวด์ราว 8,000 คน  และช่วยอบรมวิศวกรโทรคมนาคมในไทยแล้วประมาณ 20,000 คน

"บริษัทไม่ได้โฟกัสแค่เม็ดเงินลงทุน แต่โฟกัสที่การสนับสนุนแรงงานให้มีความสามารถ ไม่ใช่แค่พัฒนาทักษะ แต่ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการหางานของแรงงานไทย"

 

แผนอนาคต

สำหรับแผนธุรกิจในไทยในอนาคต หลี่เอ่ยถึงข้อริเริ่มส่งเสริมเทคโนโลยีหลายด้านของรัฐบาลไทย เช่น นโยบายเกี่ยวกับคลาวด์ เอไอ และเศรษฐกิจดิจิทัล ทำให้บริษัทได้เห็นเทรนด์มาแรง โดยพบว่าภาคธุรกิจได้วางแผนปรับใช้ดิจิทัลในการดำเนินงานมากขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของหัวเว่ยเช่นกัน

"เรามองตลาดไทยในเชิงบวก ไทยมีโอกาสในการลงทุนและพัฒนาอีกมาก เราจึงโฟกัสการทำธุรกิจดิจิทัลร่วมกับไทย และพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียวให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ภาคพลังงาน และภาคการผลิต เราลงทุนสองด้านนี้จำนวนมาก เพื่อขับเคลื่อนแนวทางสีเขียวและดิจิทัลของประเทศไทย”

เนื่องด้วยไทยเริ่มให้บริการ 5G ระบบคลาวด์เป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้น ขณะที่เทคโนโลยีต่างๆ ได้รับการพัฒนาให้รองรับเครือข่ายไร้สาย 5G และภาคธุรกิจพยายามปรับใช้เทคโนโลยี 5G มากขึ้น หัวเว่ยจึงเตรียมการล่วงหน้า โดยพัฒนาเทคโนโลยีรองรับเครือข่าย 5.5G ที่มีกระแสมาแรง และหลายภาคส่วนทั่วโลกเริ่มเตรียมความพร้อมรองรับ 5.5G เช่นกัน อาทิ จีน และประเทศกลุ่มตะวันออกกลาง

หัวเว่ยเชื่อว่า หลังจากปี 2568 ประเทศไทยจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ และเข้าสู่ยุค 5.5G เต็มรูปแบบ

 

“หัวเว่ย” ไม่กังวลปัญหาภูมิรัฐศาสตร์

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา บรรดาธุรกิจเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั่วโลกต่างจับตาดูผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่จะมีขึ้นในเดือน พ.ย. นี้อย่างใกล้ชิด  เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับการคว้าเก้าอี้สมัยที่ 2 ของ "โดนัลด์ ทรัมป์" อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการค้าสหรัฐ-จีนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะบิ๊กเทคฯจีน

เมื่อถามถึงความกังวลเกี่ยวกับมาตรการการค้าของสหรัฐ เดวิด หลี่ เผยว่า หัวเว่ยให้ความสำคัญกับธุรกิจของตน ลูกค้า และพาร์ตเนอร์เป็นหลัก และพยายามพัฒนาระบบนิเวศทางเทคโนโลยีของธุรกิจ เพื่อสร้างความมั่นใจต่อผู้บริโภค 

"ผมคิดว่าช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจโดยรวมได้รับความเชื่อมั่นที่แข็งแกร่งมากขึ้น เราวางแผนในระยะยาว เราไม่ได้พึ่งใคร แต่เราลงทุนอาร์แอนด์ดีแทน ตั้งแต่ชิปเซ็ต ฮาร์ดแวร์ จนถึงซอฟต์แวร์”

หลี่เล่าว่า เมื่อ 3 ปีก่อน ผู้คนเคยตั้งคำถามและสงสัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีของหัวเว่ย แต่ตอนนี้ความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้นแล้วทั้งในไทย และประเทศอื่นๆ ธุรกิจก็มีแนวโน้มเติบโตมากขึ้นและมีความมั่นคง โดยในปี 2566 ธุรกิจของหัวเว่ยโดยรวมเติบโตราว 10% จากปีก่อนหน้า สู่ระดับเกือบ 100,000 ล้านหยวน และในครึ่งปีแรกนี้ธุรกิจก็เติบโตได้ดีเช่นกัน

ซีอีโอหลี่ย้ำอีกว่า หัวเว่ยลงทุนเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนามหาศาล มีซอฟต์แวร์เป็นของตนเอง มีฐานข้อมูลของตนเอง มีพันธมิตรร่วมธุรกิจจำนวนมาก และมีซัพพลายเชนที่หลากหลายทั้งในจีน ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย และภูมิภาคอื่น ๆ 

“สิ่งเหล่านี้ทำให้เรามั่นใจในธุรกิจของเรามาก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราโฟกัสที่เทคโนโลยีของเรา ธุรกิจของเรา และลูกค้าของเรา”

นอกจากการดำเนินงานที่คำนึงถึงความต้องการของลูกค้า และภาคธุรกิจแล้ว หัวเว่ย (ประเทศไทย) ยังคำนึงการสร้างคุณประโยชน์และให้ความช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงการแพร่ระบาดโควิดที่ทำให้ภาคการศึกษาต้องปรับตัวเรียนออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลขาดแคลนความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการศึกษา และเข้าถึงเทคโนฯเหล่านี้ได้ยากลำบาก หัวเว่ยจึงเข้าไปติดตั้งเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้กับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ส่งรถบัสดิจิทัลสัญจรให้เด็ก ๆ ในโรงเรียนด้อยโอกาสได้รู้จักเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และสร้างสมาร์ตคลาสรูมร่วมกับกระทรวงเศรษฐกิจดิจิทัลให้แก่โรงเรียนที่ขาดแคลนเทคโนโลยี