ภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยว 'ตลาดต่างประเทศ' ในครึ่งปีหลัง 2567 ตั้งแต่ ก.ค.-ธ.ค. ทาง 'ททท.' คาดปรับตัวดีขึ้น จะมี 'นักท่องเที่ยวต่างชาติ' เดินทางเข้าไทยรวม 18,245,700 คน เพิ่มขึ้น 20% เทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว 964,189 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28%
ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยในครึ่งปีหลัง คาดยังเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวตลาดหลักจาก “เอเชียตะวันออก” รองลงมาคือยุโรปและเอเชียใต้ ส่วนที่เหลือจากภูมิภาคอื่นๆ ทั้งอเมริกา ตะวันออกกลาง โอเชียเนีย และแอฟริกา
โดย “10 อันดับแรก” ของตลาดศักยภาพที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยมากที่สุดในครึ่งปีหลัง ได้แก่ จีน 3.6 ล้านคน มาเลเซีย 2.6 ล้านคน เกาหลีใต้ 1 ล้านคน อินเดีย 9.9 แสนคน รัสเซีย 7.4 แสนคน ลาว 6.7 แสนคน สิงคโปร์ 6 แสนคน เวียดนาม 5.6 แสนคน ไต้หวัน 5.3 แสนคน และอินโดนีเซีย 4.9 แสนคน
“เมื่อรวมตัวเลขคาดการณ์ครึ่งปีหลัง 2567 กับจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งเดินทางเข้าไทยแล้วไม่ต่ำกว่า 17 ล้านคน ททท.คาดว่าแนวโน้มตลอดปี 2567 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 35,899,098 คน เป็นไปตามเป้าหมายที่ ททท.ตั้งไว้ โดยน่าจะสร้างรายได้ตลาดต่างประเทศ 1,808,160 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31%”
ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์
สำหรับ “ปัจจัยสนับสนุน” มาจาก “นโยบายผ่อนคลายการเดินทางเข้าไทย” ช่วยจูงใจนักท่องเที่ยวที่กำลังวางแผนเดินทางและช่วยเพิ่มความคล่องตัว ลดเวลาและขั้นตอนเตรียมเอกสารสำหรับนักท่องเที่ยว อาทิ
- ความตกลงยกเว้นการขอวีซ่า (วีซ่าฟรี) เพื่อการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ ให้แก่นักท่องเที่ยวจีนและคาซัคสถาน สิทธิ์พำนักในไทยสูงสุด 30 วัน มีผลตั้งแต่ 1 มี.ค. 2567 เป็นต้นไป
- การขยายเวลามาตรการยกเว้นการขอวีซ่าเข้าไทยเพื่อการท่องเที่ยว (Tourist Visa Exemption) ให้แก่นักท่องเที่ยวอินเดียและไต้หวัน สิทธิ์พำนักในไทยสูงสุด 30 วัน มีผลตั้งแต่ 11 พ.ค.-11 พ.ย. 2567
- การยกเลิกยื่นแบบ ตม.6 เป็นการชั่วคราวบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองทางบกและทางน้ำที่เดินทางมากับเรือสำราญและกีฬาทั่วประเทศรวม 16 ด่าน มีผลตั้งแต่ 15 เม.ย.-15 ต.ค.2567
ด้าน “ความสะดวกในการเดินทางท่องเที่ยวไทยบริเวณด่านชายแดนทางบกและทางน้ำ” โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวมาเลเซีย สิงคโปร์ และจีน ซึ่งมีกลุ่มที่นิยมเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูงและรถไฟขบวนพิเศษ กลุ่มชื่นชอบเดินทางแบบคาราวานขับรถยนต์และบิ๊กไบค์ด้วยตนเอง รวมถึงกลุ่มเดินทางด้วยเรือสำราญ
“จำนวนที่นั่งเครื่องบินเข้าไทย” (Seat Capacity) เดือน ก.ค.-ธ.ค. 2567 มีจำนวน 22 ล้านที่นั่ง เพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันปี 2566 คิดเป็นสัดส่วนฟื้นตัว 80% ของจำนวนที่นั่งเข้าไทยทั้งหมด 28 ล้านที่นั่งในปี 2562 โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนที่นั่งของการกลับมาให้บริการเส้นทางบินที่เคยระงับไปก่อนช่วงโควิด การเปิดเส้นทางบินใหม่จากเมืองรองและการเพิ่มความถี่เที่ยวบินมายังประเทศไทย อาทิ จีน ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อินเดีย ออสเตรเลีย เยอรมนี สหราชอาณาจักร อิตาลี สเปน เช็ก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
นอกจากนี้ ยังมีกระแสการเดินทาง “เที่ยวตามรอย” ศิลปินนักแสดง อินฟลูเอนเซอร์ ชมคอนเสิร์ตศิลปินต่างชาติ และงานแฟนมีตติ้งจัดขึ้นในไทยของกลุ่มแฟนคลับศิลปินเอเชีย รวมถึง “วันหยุดยาวเทศกาลสำคัญ” ของตลาดต่างประเทศ ช่วยผลักดันให้นักท่องเที่ยวมีความต้องการและตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวออกต่างประเทศ เช่น วันหยุดยาววันชาติจีน (1-6 ต.ค.) วันหยุดเทศกาลโอบ้งของญี่ปุ่น (13-15 ส.ค.) วันหยุดยาวเทศกาลคริสต์มาส-วันปีใหม่ (24 ธ.ค.-31 ธ.ค.) ขณะเดียวกัน ททท.ได้เดินหน้าจัด “กิจกรรมส่งเสริมการตลาดต่างประเทศ” ในไตรมาส 2 เพื่อกระตุ้นการเดินทางเข้าไทยในครึ่งปีหลัง
ฐาปนีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามใกล้ชิดอาจส่งผลต่อแนวโน้มการเดินทางเข้าไทยของตลาดต่างประเทศในครึ่งปีหลัง 2567 ได้แก่ ทิศทางการฟื้นตัวของ “นักท่องเที่ยวจีน” เนื่องจากเศรษฐกิจจีนชะลอตัว อาจส่งผลต่อความต้องการเดินทางออกต่างประเทศของชาวจีนลดลง บางส่วนอาจเลือกเดินทางท่องเที่ยวไปยังจุดหมายปลายทางที่คุ้มค่าเงินมากขึ้น อีกทั้งรัฐบาลจีนมีการกระตุ้นให้ชาวจีนท่องเที่ยวในประเทศอย่างเข้มข้น
รวมถึงจำนวนที่นั่งเครื่องบินจากจีนเข้าไทยปี 2567 พบว่าเดือน พ.ค. มีสัดส่วนฟื้นตัว 60% ของจำนวนที่นั่งเครื่องบินทั้งหมดราว 13 ล้านที่นั่งในช่วงเดียวกันปี 2562 ทั้งนี้มีสัญญาณบ่งชี้สถานการณ์การขนส่งทางอากาศของประเทศจีนเริ่มปรับตัวดีขึ้น จากข้อมูลสำนักงานการบินพลเรือนของจีนเมื่อเดือน เม.ย. ระบุว่าการขนส่งผู้โดยสารระหว่างประเทศของจีนจะเร่งฟื้นตัวในปีนี้ และคาดว่าจำนวนเที่ยวบินต่อสัปดาห์จะสูงถึงประมาณ 6,000 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ภายในสิ้นปี 2567 โดยเที่ยวบินระหว่างประเทศจะกลับมาฟื้นตัวได้ 80% ของจำนวนเที่ยวบินในช่วงก่อนเกิดโควิด
ด้าน “สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ” สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน สงครามอิสราเอล-ปาเลสไตน์ (ฮามาส) สงครามอิหร่าน-อิสราเอล รวมไปถึงความตึงเครียดทางการเมืองในหลายภูมิภาคทั่วโลก อาทิ สหรัฐ-จีน และคาบสมุทรเกาหลี อาจลดทอนบรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยว หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงเนื่องจากการยกระดับมาตรการระหว่างประเทศที่ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในการเดินทางท่องเที่ยว เช่น การยกเลิกเที่ยวบินหรือปิดน่านฟ้า
“ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก” จากคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2567 จะขยายตัว 3% ใกล้เคียงระดับเดียวกับปี 2566 (อ้างอิงจากคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF) แต่ยังมีความเสี่ยงเศรษฐกิจประเทศขนาดใหญ่ชะลอตัวและปัญหาความขัดแย้งทางรัฐภูมิศาสตร์ในตะวันออกกลาง อาจบั่นทอน “ความเชื่อมั่น” ในการใช้จ่ายเพื่อท่องเที่ยว โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและกลุ่มประเทศยูโรโซน รวมถึงปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ สงครามระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล และสงครามรัสเซีย-ยูเครนยืดเยื้อ อาจส่งผลต่อเนื่องไปถึงต้นทุนการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาบัตรโดยสารเครื่องบินแพง
“การแข่งขันด้านการตลาดท่องเที่ยวต่างประเทศ” ทวีความเข้มข้นต่อเนื่อง! ทั้งนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยและประเทศคู่แข่งขันในแถบเอเชียและแปซิฟิก เพื่อหวังช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศ
นอกจากนี้ การจัด “อีเวนต์ระดับโลก” รวมถึงอีเวนต์กีฬา มหกรรมการแข่งขันของต่างประเทศ เช่น การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ณ เยอรมนี (14 มิ.ย.-14 ก.ค.) และการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก เกมส์ 2024 ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศส (26 ก.ค.-11 ส.ค.) อาจดึงดูดความสนใจแฟนกีฬาและนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปท่องเที่ยวในภูมิภาคยุโรปมากขึ้น





