วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘เอฟเอ็น แฟคตอรี่ เอ๊าท์เลท’ แตกโมเดล! หันเจาะลูกค้าบีทูบีดึงกำลังซื้อ

‘เอฟเอ็น แฟคตอรี่ เอ๊าท์เลท’ แตกโมเดล!  หันเจาะลูกค้าบีทูบีดึงกำลังซื้อ

เปิดแผน เอฟเอ็น แฟคตอรี่ เอ๊าท์เลท รับมือเศรษฐกิจ-กำลังซื้อไม่แน่นอน แตกไลน์พอร์ตโฟลิโอธุรกิจ ผุดตลาดนัด เปิดรีเทลแบรนด์ใหม่ สินค้าไลฟ์สไตล์ รุกเจาะตลาด B2B สินค้าชุดแต่งกายสำหรับองค์กร เน้นเจาะโลคอล หวังดึงกำลังซื้อให้กลับมาเติบโต  

ส่องภาพรวมการขยายธุรกิจของภาคเอกชนไทยในครึ่งปีหลังยังต้องเผชิญความท้าทายหลายด้านทั้งสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้ออยู่ในภาวะทรงตัว โดยเฉพาะตลาดฐานรากที่อ่อนแรง และไร้แรงหนุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับแผนธุรกิจ รวมถึงกลุ่ม “เอาท์เล็ต” จุดหมายปลายทางชอปปิงตามแหล่งท่องเที่ยว เจอโจทย์หินนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติมีพฤติกรรมการใช้จ่ายไม่เหมือนเดิม!

หนึ่งในแบรนด์ “เอาท์เล็ต” ที่อยู่ในตลาดมายาวนานร่วม 24 ปีกับ “เอฟเอ็น แฟคตอรี่ เอ๊าท์เลท” มีสาขาเปิดให้บริการ 12 แห่งตามจังหวัดท่องเที่ยวต่างๆ  ผลประกอบการช่วงต้นปีแม้จะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากขึ้น แต่พบว่าระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น สะท้อนว่าน่านน้ำเก่าไม่เพียงพอ ต้องขยายโมเดลใหม่เพื่อเสริมรายได้ให้แก่องค์กรกลับมาเติบโตอีกครั้ง!

เบญจ์เยี่ยม ส่งวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอฟเอ็น แฟคตอรี่ เอ๊าท์เลท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจและพฤติกรรมของผู้บริโภค รวมถึงตลาดท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้แผนขยายธุรกิจของ เอฟเอ็น แฟคตอรี่ เอ๊าท์เลท ในปี 2567 มุ่งแตกพอร์ตโฟลิโอด้วยการเปิดโมเดลใหม่ทั้งรีเทลและกลุ่มสินค้าเสื้อผ้า 

โดยกลุ่มรีเทล ได้มีการเปิดตลาดนัด “5D Market” การทำไลฟ์สไตล์รีเทลด้วยแบรนด์ใหม่ “ซากิ ซากิ” กลุ่มของใช้ วางกลยุทธ์ราคา “19 บาท”  และ “ร้านโอสมายด์” เน้นสินค้าของใช้เช่นกัน แต่มีราคาหลากหลาย

รวมถึงได้ดึงแบรนด์ดังและแบรนด์รายย่อยจากพาร์ตเนอร์เข้ามาอยู่ในพื้นที่ ทั้งร้านค้าปลีกสินค้ามือสองจากประเทศญี่ปุ่น กลุ่มร้านอาหารและ เครื่องดื่ม ทำให้ในภาพรวมมีร้านค้าขนาดเล็กอยู่ในพื้นที่ 40-60 ร้านค้า ส่วนโมเดลใหม่นี้ได้อยู่ในสาขา เอฟเอ็น แฟคตอรี่ เอ๊าท์เลท ในจังหวัดระยอง ภายใต้งบลงทุนปรับปรุงประมาณ 10 ล้านบาท ประเมินว่าจะทำให้ยอดทราฟฟิกสูงขึ้น

‘เอฟเอ็น แฟคตอรี่ เอ๊าท์เลท’ แตกโมเดล!  หันเจาะลูกค้าบีทูบีดึงกำลังซื้อ

ปรับโมเดลใหม่ครอบคลุมหลายทำเล

อีกทั้งมีแผนขยายโมเดลนี้ไปในสาขาอื่นๆ ของ เอ็น แฟคตอรี่ เอ๊าท์เลท ทั้งฉะเชิงเทรา และกาญจนบุรี ส่วนการดึงร้านค้าใหม่เน้นเลือกให้เหมาะสมกับลูกค้าในแต่ละพื้นที่ ขณะที่แผนเร่งดึงทราฟฟิกนอกจากรีโนเวทพื้นที่แล้ว มุ่งจัด “อีเวนต์” ในแต่ละสาขา เพื่อสร้างสีสัน กระตุ้นบรรยากาศใช้จ่ายให้คึกคัก ซึ่งช่วงที่ผ่านมา ได้จัดฟรีคอนเสิร์ตของศิลปินต่างๆ ช่วยดึงทราฟฟิกเข้ามาจำนวนมาก

“ปัจจุบันมีธุรกิจหลักจากการเปิด เอฟเอ็น แฟคตอรี่ เอ๊าท์เลท แต่เรามีพื้นที่รีเทลที่พร้อมดึงดูดผู้เช่ารายใหม่ๆ จึงได้ขยายสู่การดึงร้านค้าเข้ามาเสริมทัพ รวมถึงได้เปิดตัวแบรนด์ใหม่ของบริษัทเอง ขยายสู่การทำตลาด 5D Market เป็นครั้งแรก ร่วมดึงร้านอาหารยอดนิยมในพื้นที่มาเปิด นับเป็นการเปิดเซ็กเมนต์ใหม่ของธุรกิจ ร่วมสร้างการเติบโตในระยะต่อไป”

สำหรับ สาขาทั้ง 12 สาขา มีสินค้าดาวเด่น คือ หมอน ผ้าปูที่นอน และกลุ่มเสื้อผ้าแบรนด์ อินโค ที่ผลิตจากเส้นใยลินิน พร้อมปรับปรุงให้สอดรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าทั้งจัดทำสถานีชาร์ทรถยนต์ไฟฟ้า ตามเทรนด์ลูกค้าที่ใช้รถอีวีสูงขึ้น ซึ่งการลงทุนสถานีชาร์จเป็นความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ สามารถคืนทุนภายใน 2-3 ปี

ขยายพอร์ตเจาะ B2B กำลังซื้อยังแกร่ง

พอร์ตโฟลิโอหลักของธุรกิจอีกด้านคือ กลุ่มสินค้าเสื้อผ้าและของใช้ในบ้าน ได้ขยายเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าองค์กร หรือ บีทูบี (B2B) มากขึ้น จากที่ผ่านมาเน้นลูกค้ารายย่อย หรือ บีทูซี (B2C) พร้อมใช้กลยุทธ์ราคา ทำให้มีกลุ่มลูกค้าสถาบันการเงินมาให้บริษัทจัดทำยูนิฟอร์ม อีกทั้งจะเร่งแผนขยายสินค้ากลุ่มเสื้อผ้าใหม่ๆ ซึ่งตลาดกลุ่ม B2B มีศักยภาพสูงในการขยายตัวและเป็นกลุ่มมีกำลังซื้อที่ดีอยู่

อีกแนวทางเสริมรายได้ให้แข็งแกร่งคือ ช่องทางจำหน่าย มุ่งทำตลาดผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ทั้งโซเชียลคอมเมิร์ซและอีคอมเมิร์ซ เป็นช่องทางที่มีศักยภาพเติบโตสูง สามารถเจาะลูกค้าได้ทุกมิติ มีการทำแคมเปญผ่านออนไลน์อย่างเข้มข้นในทุกเดือน ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าได้สะดวก รวมถึงนำแบรนด์ในเครือร่วมออกงานแฟร์ต่างๆ พร้อมปรับลุคสินค้าให้มีภาพลักษณ์โมเดิร์นมากขึ้นเพื่อเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายกลุ่มคนรุ่นใหม่

นอกเหนือจากการเร่งเพิ่มรายได้ ต้องบริหารจัดการต้นทุน สต็อกสินค้า ให้เหลือสินค้าคงคลังน้อยที่สุด เพื่อทำให้ค่าใช้จ่ายต่างๆ ลดลง ผลักดันผลประกอบการปี 2567 กลับมาขยายตัวได้ดี จากปี 2566 มีรายได้รวม 483 ล้านบาท หดตัวลงจากปีก่อนหน้า และผลกำไรยังชะลอตัวอยู่เช่นกัน