จากภาวะเศรษฐกิจถดถอยของ 'ญี่ปุ่น' ส่งผลต่อการฟื้นตัวของตลาด 'นักท่องเที่ยวญี่ปุ่น' เดินทางเข้าไทย ยังเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ช้ากว่าประเทศอื่นทั้งหมด! และด้วย 'เยนอ่อนค่าหนัก' สวนทางความต้องการเดินทาง ทำให้นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายสูงขึ้น
“การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” (ททท.) จึงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อกระตุ้นดีมานด์นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นนับตั้งแต่หมดยุคโควิด-19 เมื่อปี 2565
ขจรเดช อภิชาติตรากุล ผู้อำนวยการสำนักงานโตเกียว ททท. ฉายภาพว่า แนวโน้มตลาดนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางเข้าไทยในปี 2568 เห็น “สัญญาณบวก” ฟื้นตัวดีต่อเนื่อง น่าจะได้ไม่น้อยกว่า 1.1 ล้านคน เติบโต 10% เทียบกับปีนี้ ทำให้ภาพรวมการท่องเที่ยว 2 ทางระหว่างไทย-ญี่ปุ่น มีความเป็นไปได้ว่าในปีหน้าไทยจะกลับมา “เกินดุล” ทางการท่องเที่ยวอีกครั้ง! ด้วยปัจจัยการฟื้นตัวของเที่ยวบินและปริมาณที่นั่งโดยสาร ประกอบกับคนญี่ปุ่นยังคงมองประเทศไทยในฐานะ “จุดหมายปลายทางที่เป็นมิตร” เมื่อคนญี่ปุ่นสามารถปรับตัวกับเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อได้ ก็น่าจะออกมาเดินทางจับจ่ายมากขึ้น จากตอนนี้ที่ยังช็อกกับเงินเฟ้อและของแพงอยู่
ส่วนปี 2567 ภาพรวมการท่องเที่ยวระหว่างไทย-ญี่ปุ่นน่าจะบาลานซ์ได้ดีขึ้น ไทยสามารถตีตื้นกลับมาเท่ากันอีกครั้ง! แม้สถิติช่วง 5 เดือนแรกจะมีคนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นสะสมมากกว่า 5.6 แสนคน แต่น่าจะอ่อนตัวลงในโลว์ซีซันไตรมาส 3 ส่วนตลาดคนญี่ปุ่นเที่ยวไทยตลอดปีนี้ ททท.คาดได้ 1 ล้านคน สูงกว่าเป้าหมายซึ่งตั้งไว้ 8.7 แสนคน และคิดเป็นการฟื้นตัวเกิน 50% ของปี 2562 ก่อนโควิดที่มีจำนวนเกือบ 1.8 ล้านคน มากเป็นอันดับ 6 ของตลาดต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด รองจากจีน มาเลเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ และ สปป.ลาว ตามลำดับ
เฉพาะช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 30 มิ.ย. พบว่ามีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางเข้าไทยมากเป็นอันดับ 10 ของตลาดต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด จำนวนสะสม 4.70 แสนคน เติบโต 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ใช้จ่ายเฉลี่ยกว่า 6 หมื่นบาท/คน/ทริป พำนักประมาณ 11 วัน คิดเป็นใช้จ่ายเฉลี่ย 5,500 บาท/คน/วัน
ส่วนช่วง 6 เดือนหลัง “สายการบิน” มีแนวโน้มเปิดเส้นทางและเพิ่มเที่ยวบินมากขึ้น เช่น การบินไทยและไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เตรียมเพิ่มเที่ยวบินตรงสู่เมือง “นาโกย่า” น่าจะทำให้คนญี่ปุ่นเดินทางมากขึ้น จากปริมาณเที่ยวบินที่มากขึ้น ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินถูกลง ล่าสุด ททท.ได้มีการเจรจาขอให้สายการบินเปิดเส้นทางบินตรงสู่เมือง “เซนได” หลังจากการบินไทยเคยทำการบิน แต่ต้องหยุดให้บริการในช่วงโควิด
ปัจจุบันภาพรวมปริมาณที่นั่งโดยสารเครื่องบิน “เส้นทางไทย-ญี่ปุ่น” ฟื้นตัวแล้ว 70% เมื่อเทียบกับก่อนโควิด สัดส่วนผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นคนไทยประมาณ 60% และญี่ปุ่น 40% จุดมุ่งหมายคือการฟื้นปริมาณที่นั่งโดยสารเส้นทางนี้สู่ภาวะปกติโดยเร็ว การเร่งโปรโมตท่องเที่ยวทั้ง 2 ทางจึงเป็นหนึ่งในวิธีสำคัญที่จะช่วยได้ เพราะถ้าไม่มีคนไทยไปญี่ปุ่น สายการบินก็ไม่แฮปปี้ที่จะเปิดเส้นทางเช่นกัน!
โดยเมื่อปี 2566 ไทย “ขาดดุลทางการท่องเที่ยว” ให้กับญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์! ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวไทยเดินทางเข้าญี่ปุ่น 9.95 แสนคน และมีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางเข้าไทย 8.04 แสนคน คิดเป็นส่วนต่างขาดดุลเกือบ 2 แสนคน
ขจรเดช เล่าเพิ่มเติมว่า ด้วยสถานการณ์ตลาดญี่ปุ่นเที่ยวไทยในปีนี้ยังไม่กลับมา 100% จากปัจจัยทางเศรษฐกิจ ค่าเงินเยนร่วงหนัก แม้คนญี่ปุ่นต้องการเดินทาง แต่ยังลังเลเพราะค่าใช้จ่ายสูง ทั้งตั๋วเครื่องบินและโรงแรมที่พัก เกิดความกังวลใจในการเดินทาง แต่ถึงอย่างไรประเทศไทยก็ยังมี “ความคุ้มค่า” เมื่อเทียบกับเดสติเนชันอื่นๆ
“ททท.คาดว่าช่วงต้นปี 2568 ตลาดญี่ปุ่นเที่ยวไทยจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และน่าจะใช้เวลาอีก 2 ปี ถึงเห็นภาพนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นฟื้นตัวกลับมาที่ระดับ 1.8 ล้านคนในปี 2569 ซึ่งยังต้องจับตาปัจจัยอื่นว่าจะเข้ามากระทบมากน้อยแค่ไหนด้วย”
ขจรเดช อภิชาติตรากุล ผอ. สำนักงานโตเกียว ททท.
สำหรับแนวทางการทำตลาดของ ททท. ในปี 2568 จะรุกเจาะกลุ่มเป้าหมายหลัก 2 ตลาด ได้แก่ 1.กลุ่มคนรุ่นใหม่ เช่น เจน Z และเจน Y ที่มีความชื่นชอบ “ซอฟต์พาวเวอร์” ของไทย ทั้งซีรีส์ไทย โดยเฉพาะแนวบอยเลิฟ รวมถึง “T-Pop” หลังจากในช่วง 3 ปีที่โควิดระบาด เกิดดีมานด์ต้องการมาเที่ยวไทยเพราะได้รับชมความบันเทิงทั้งซีรีส์และเพลงไทย
“โจทย์สำคัญของ ททท.คือการทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มคนรุ่นใหม่รู้สึกว่าประเทศไทยไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวสำหรับคนรุ่นพ่อ รุ่นลุง หรือสำหรับผู้บริหารที่นิยมเดินทางมาตีกอล์ฟเพียงอย่างเดียว โดยปัจจุบันคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่นิยมเดินทางไปจุดหมายปลายทางระยะสั้น เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และฮ่องกง จากความสะดวกสบายด้านเที่ยวบิน ราคาตั๋วบินไม่แพง”
และ 2.กลุ่มไลฟ์สไตล์เฉพาะ มีรูปแบบการเดินทางแตกต่างกันไป เช่น กลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ กลุ่มเดินทางเป็นคู่แม่ลูก (MOM & ME) และกลุ่มเพื่อน 2-3 คน ถือเป็นกลุ่มพรีเมียมที่พร้อมใช้จ่ายด้านท่องเที่ยว ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวเหล่านี้รู้สึกอุ่นใจ มั่นใจว่าประเทศไทยปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
“ตลาดนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นมีคาแรกเตอร์ของตัวเองสูงมาก ไม่ได้แมส (Mass) เหมือนกับตลาดนักท่องเที่ยวจีน ทำให้เวลาทำการตลาดต้องเน้นเจาะเซ็กเมนต์ย่อย ลงลึกไปถึงไลฟ์สไตล์ย่อย เช่น การใช้อินฟลูเอนเซอร์มาทำตลาดโปรโมตท่องเที่ยว แค่รายเดียวเอาไม่อยู่”





