จากสถิติ 5 เดือนแรกของปี 2567 ตั้งแต่ม.ค.- พ.ค. พบว่ามีจำนวน 'นักท่องเที่ยวต่างชาติ' เดินทางเข้า 'ญี่ปุ่น' สะสม 14,641,500 คน เบียดจำนวนเดินทางเข้า 'ไทย' สะสม 14,760,911 ล้านคน ห่างกันแค่ 1.2 แสนคน น่าติดตามว่าตลอดปี 2567 ไทยจะสามารถรักษาตำแหน่งเหนือกว่าญี่ปุ่นได้หรือไม่
ศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า คาดตลอดปีนี้ทั้งสองประเทศจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสูสีกัน อย่างญี่ปุ่นก็มีเสน่ห์ในแบบของเขา พอมีปัจจัย “เงินเยนอ่อนค่า” ดิ่งหนักในรอบ 38 ปี! ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไปจับจ่ายในญี่ปุ่นมากขึ้น ส่วนไทยก็มีจุดขายเรื่องความหลากหลาย โดยมองว่าปีนี้ไทยจะยัง “รักษาอันดับ” ประเทศที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนสูงกว่าญี่ปุ่นไว้ได้อีกปี ด้วยจำนวนการเดินทางเข้าไทยไม่น้อยกว่า 35 ล้านคน ส่วนจะไปถึงเป้าหมายของรัฐบาลซึ่งตั้งไว้ 36.7 ล้านคนได้หรือไม่นั้น ต้องลุ้นกันต่อ!
“โจทย์สำคัญของภาคการท่องเที่ยวไทยคือ การเร่งยกระดับความปลอดภัย บริการ และการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวให้ดีขึ้น ที่ผ่านมาผมพูดเสมอว่าถ้าประเทศไทยสามารถยกระดับความปลอดภัยให้ได้เหมือนญี่ปุ่น ใครก็อยากมาเที่ยว ขณะเดียวกันมาตรฐานความสะอาดและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ดีเยี่ยมของญี่ปุ่นทำให้นักท่องเที่ยวมั่นใจ ว่าสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายจากระบบขนส่งสาธารณะเชื่อมตรงแหล่งท่องเที่ยว”
ศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า)
ด้านแหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญภาคการท่องเที่ยวไทย วิเคราะห์ว่า จากสถิติ 6 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.- มิ.ย.) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยสะสมแล้ว 17 ล้านคน เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายของรัฐบาล 36.7 ล้านคน เท่ากับว่าช่วงโลว์ซีซันไตรมาส 3 ต้องดึงเข้ามาให้ได้อย่างน้อย 3 ล้านคนต่อเดือนก่อน และเร่งเครื่องในไฮซีซันไตรมาส 4 ให้ได้มากกว่า 3.5 ล้านคนต่อเดือน เฉพาะเดือนธ.ค. ต้องให้ได้ถึง 4 ล้านคน
“ถ้าวางเป้าหมายรายเดือนแบบนี้ ก็สามารถจี้ลงไปในรายละเอียดแผนได้ว่าจะดึงนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะสั้นเท่าไร ตลาดระยะไกลอีกเท่าไร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ต้องใช้งบประมาณ และเครื่องมือใดบ้างในการบูสต์ยอดเพิ่มจากการเติบโตแบบออร์แกนิก เพราะตอนนี้อะไรทำได้เร็ว ต้องรีบทำเพื่อความชัวร์ ให้ได้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยเดือนละ 3.5 ล้านคนตั้งแต่เดือนก.ย. ก็จะช่วยเซฟตัวเลขให้ได้ตามเป้าหมาย หากต้องรอข่าวดีเรื่องจำนวนเที่ยวบินช่วงตารางบินฤดูหนาว 2567/2568 เท่ากับว่าต้องรอนานถึงปลายเดือนต.ค. ทั้งที่สามารถลุยทำการตลาดตั้งแต่ช่วงกลางปีนี้ได้เลย”
อย่างตลาด “นักท่องเที่ยวจีน” เดินทางเข้าไทยมากเป็นอันดับ 1 ถ้าอยากให้ไปถึงเป้าหมาย 8 ล้านคนในปีนี้ ก็ต้องทำเพิ่ม ให้ไดเรกชันชัดเจนว่าต้องเจาะตลาดอย่างไร เพราะจากการประเมินแนวโน้มล่าสุดของภาคเอกชนคาดว่าสิ้นปีนี้น่าจะปิดที่ 7 ล้านคน น้อยกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้
ทั้งนี้ พอเห็นสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้า “ญี่ปุ่น” ช่วง 5 เดือนแรกแล้ว ประเมินว่าปีนี้มีสิทธิเห็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปญี่ปุ่นแซงไทยเป็นครั้งแรก! จากปัจจัยเงินเยนอ่อนค่าหนัก อย่างไรก็ตาม เรื่องจะโดนญี่ปุ่นแซงหรือไม่นั้น ไม่ใช่ปัญหา การไปถึงเป้าหมายรัฐบาลดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยให้ได้ 36.7 ล้านคนต่างหากที่สำคัญกว่า! ทาง ททท.ต้องเร่งเช็กยอดจองที่นั่งเครื่องบินล่วงหน้าว่าติดปัญหาเรื่องอะไร เพื่อเร่งเติมตลาดให้ทัน เช่น การทำเที่ยวบินเช่าเหมาลำจากจีน และรัสเซีย
แม้ปีนี้ภาคการท่องเที่ยวไทยจะอยู่ในยุคฟื้นตัว กลับไปมีนักท่องเที่ยวต่างชาติใกล้เคียงภาวะปกติ แต่ก็ต้อง “บริหารความเสี่ยง” ระหว่างปีให้ดี ในยุคเศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วย “ความไม่แน่นอน” ไม่ใช่ว่าจะไปรอไฮซีซัน 3 เดือนสุดท้าย เพราะอาจเจอเหตุการณ์อื่นๆ มาเซอร์ไพรส์กลับ ทำยอดหก หลุดเป้าหมายได้!
“ส่วนเป้าหมายรายได้รวมการท่องเที่ยว 3.5 ล้านล้านบาทในปีนี้ ลืมไปได้เลย เพราะล่าสุดตัวเลขยอดการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวต่ำกว่ายุคก่อนโควิดด้วยซ้ำ เฉลี่ย 46,000 บาทต่อคนต่อทริปเท่านั้น จากปี 2562 ก่อนโควิดเฉลี่ยอยู่ที่ 49,000 บาทต่อคนต่อทริป หลังได้รับผลกระทบจากปัญหากำลังซื้อ และเศรษฐกิจโลก อีกปัจจัยคือ การเข้ามาของตลาดระยะสั้น เช่น มาเลเซีย ที่นิยมเดินทางข้ามแดน เข้ามาพักไม่นานแค่ 2-3 วัน ทอนภาพรวมค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายลดลง” แหล่งข่าวกล่าว
ด้าน ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า ททท.จะพยายามรักษาอันดับของประเทศไทยให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนเหนือกว่าญี่ปุ่นไว้ให้ได้! แม้ว่าตอนนี้สถานการณ์ท่องเที่ยวของญี่ปุ่นจะมีปัจจัยเงินเยนอ่อนค่ามากระตุ้นการจับจ่ายของนักท่องเที่ยว สร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขัน เห็นได้จากนักท่องเที่ยวไทยเองก็นิยมเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นซ้ำจำนวนมาก
“ททท.จะโฟกัสการดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยให้ได้ตามเป้าหมายรัฐบาล 36.7 ล้านคนในปีนี้อย่างดีที่สุด ขณะที่รายได้ก็ต้องเดินหน้าเต็มที่เพื่อไปให้ถึงเป้ารายได้รวม 3.5 ล้านล้านบาท ถ้าเรายังสามารถรักษาแรงส่งด้านการจับจ่ายท่องเที่ยวไว้ได้ที่ 50,000 บาทต่อคนต่อทริป ก็ถือว่าน่าพอใจ ส่วนในปี 2568 ททท.มั่นใจว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยไม่น้อยกว่า 40 ล้านคน”
ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท.
โดยในการประชุมบูรณาการแผนปฏิบัติการ ททท. ประจำปี 2568 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-12 ก.ค. และจัดแถลงใหญ่เกี่ยวกับทิศทางการทำตลาด และแผนปฏิบัติการในวันที่ 15 ก.ค.67 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ทาง ททท.จะมีการหารือเกี่ยวกับการเปลี่ยนนิยามของ “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” จากเดิมนิยามไว้ว่าเป็นกลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 60,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพราะจากการวิเคราะห์พฤติกรรมการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ในปัจจุบัน น่าจะเหลือใช้จ่ายด้านท่องเที่ยว 10% ของรายได้ หรือคิดเป็น 6,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ทำให้ ททท. ต้องเปลี่ยนนิยามของนักท่องเที่ยวคุณภาพว่าเป็น “คนรวยสองด้าน” ด้านแรกคือ รวยด้วยพฤติกรรมการใช้จ่าย กินหรูอยู่ดี และด้านที่ 2 คือ รวยด้วยจิตสำนึก ใส่ใจด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม
ชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า สทท.คาดหวังว่าในปี 2568 ซึ่งรัฐบาลประกาศผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ “ปีแห่งการท่องเที่ยวไทย” จะเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยมากถึง 40-45 ล้านคน!
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

