“เครือสหพัฒน์” อาณาจักรแสนล้านบาท ที่มี “เสี่ยบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา” เป็นแม่ทัพ โดยเครือมีบริษัทนับร้อย มีสินค้าหลายร้อยแบรนด์ครอบคลุมหลากหมวด เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “มาม่า” ขนมปังและเบเกอรี “ฟาร์มเฮ้าส์”
ยังมีสิ่งทอ สินค้าแฟชั่น แบรนด์ดัง เช่น ลาคอสต์ แอล แอร์โรว์ กีลาโรซ วาโก้ ส่วนสินค้าจำเป็น มีทั้งผงซักฟอกเปา เอสเซนส์, น้ำยาล้างจานไลปอนเอฟ, สินค้าเพื่อสุขภาพ อย่างหน้ากากอนามัยเวลแคร์ เป็นต้น
ผลงานไตรมาส 1 ธุรกิจของเครือสหพัฒน์มีทั้งเติบโตโดดเด่น และยังหืดจับ กรุงเทพธุรกิจ รวบรวมผลประกอบการบางส่วนของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) หมวดไหนโตมาก โตน้อย กำไรเด่น กำไรดิ่ง ทว่าเพียง 12 บริษัท สามารถทำรายได้รวมกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท และกำไรสุทธิรวมกว่า 2,900 ล้านบาท เจาะลึกแต่ละบริษัท เป็นดังนี้
อาหาร มาม่า-ฟาร์มเฮ้าส์ กำไรเด่น
สินค้าที่อยู่คู่ครัวเรือนไทย และเป็นเบอร์ 1 ยาวนานกว่า 5 ทศวรรษ ต้องยกให้บะหมี่ฯ “มาม่า” ซึ่งมีบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ผลิต สำหรับผลงานไตรมาส 1 โกยยดขายจำนวน 7,004.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วน “กำไรสุทธิ” อยู่ที่ 1,144.43 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 42.41%
สถานการณ์ตลาดบะหมี่ฯในประเทศเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพียง 1.36% แต่ต่างประเทศโตถึง 11.70% เพราะได้รับผลกระทบจากการอ่อนค่าของเงินบาท
กำไรเด่นไม่แพ้กัน คือบริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน)ผู้ผลิต “ฟาร์มเฮ้าส์” โดยผลงานไตรมาส 1 ปี 2567 รายได้จากการขาย 1,805.73 ล้านบาท ลดลง 1.15% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ “กำไรสุทธิ” อยู่ที่ 416.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.21% ซึ่งกำไรที่เพิ่ม ส่วนหนึ่งเพราะต้นทุนราคาวัตถุดิบหลักปรับตัวลดลง ส่งผลต่อกำไรขั้นต้นเพิ่มเล็กน้อย
การจัดจำหน่ายรายได้-กำไรโตตามเศรษฐกิจ
ด้านบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายและกระจายสินค้าจำเป็นหรือสินค้าอุปโภคบริโภคให้เครือสหพัฒน์ ไม่ว่าจะเป็นบะหมี่ฯ น้ำยาล้างจาน ผงซักฟอก และของใช้จำเป็นอีกสารพัด ทั้งแบรนด์ของเครือสหพัฒน์ และนอกเครือ ในไตรมาส 1 บริษัทสร้างรายได้รวม 9,759.26 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.56% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วน “กำไรสุทธิ” อยู่ที่ 556.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.06%
โดยยอดขายสินค้าเหล่านี้ มักจะสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจหรือการขยายตัวของจีดีพีนั่นเอง
แฟชั่น ของ ไอ.ซี.ซี.ฯ ยอดขาย-กำไรลด
บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด(มหาชน) ถือเป็นอีกยักษ์ใหญ่ที่ทำตลาดสินค้าแฟชั่น มีแบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอล้วนเป็นที่รับรู้แก่ผู้บริโภค เช่น ชุดชั้นในวาโก้, ลาคอสต์, กีลาโรซ, เอสเซนส์, แอร์โรว์ ฯ ทว่า ไตรมาส 1 ปี 2567 บริษัททำผลงานยอดขาย 2,158.29 ล้านบาท ลดลง 1.52% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เหตุผลเพราะสอดคล้องกับภาวะตลาด
ทั้งนี้ สินค้าที่ทำเงินสัดส่วนมากสุดไตรมาสแรก ยังเป็นสินค้าเครื่องแต่งกายสุภาพบุรุษ ตามด้วยสินค้าเครื่องอแต่งกายสุภาพสตรี กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มสินค้าอื่นๆ และสินค้าเครื่องสำอางและเครื่องหอม
ด้าน “กำไรสุทธิ” ไตรมาส 1 ทำได้ 63.38 ล้านบาท ลดลง 90.30% หรือจำนวน 592.93 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่เป็นผลพวงจากยอดขายลดลง
สิ่งทอ เสื้อผ้า ยังเหนื่อย!
นอกจากนี้ บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ผลิตชุดชั้นในวาโก้ และเบอร์ 1 ของตลาด ไตรมาสแรกทำยอดขาย 794.38 ล้านบาท ลดลง 11.91% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และ “กำไรสุทธิ” 13.34 ล้านบาท ลดลง 64.13% ผลกระทบมาจากยอดขายในและต่างประเทศหดตัว จึงส่งผลต่อเนื่องถึงการทำกำไร
ขณะที่บริษัท บูติคนิวซิตี้ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ผลิตเสื้อผ้าแฟชั่นสตรีระดับโลก ภายใต้แบรนด์กีลาโรซ จีเอสพี รวมถึงผลิตยูนิฟอร์มแก่ลูกค้าองค์กร ผลงานไตรมาส 1 มีรายได้รวม 66.91 ล้านบาท ลดลง 16.3% ส่วนกำไรสุทธิ 3.8 ล้านบาท ลดลง 78.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เป็นเพราะรายได้จากการการขายและบริการลดลง ค่าใช้จ่ายในการขายและบริการเพิ่มขึ้น
เช่นเดียวกับบริษัท นิวซิตี้ (กรุงเทพฯ) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตถุงน่องเชอรีล่อน ชุดออกกำลังกาย ชุดชั้นในและถุงเท้าชายแซนรีโม ฯ มีรายได้จากการขายสินค้า 132.56 ล้านบาท ลดลง 2.71% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และกำไร 8.33 ล้านบาท ลดลง 26.48% ผลกระทบเพราะสินค้ากลุ่มสิ่งทอยอดขายลดลง 8.13% อื่นๆ ลดลง 25.45% แม้เครื่องสำอางจะมียอดขายเพิ่มขึ้น 40.48% แต่ก็ไม่สามารถดึงภาพรวมให้พ้นการหดตัว
2 องค์กรทรานส์ฟอร์ม สร้างกำไรแกร่ง
เครือสหพัฒน์มีการทรานส์ฟอร์มธุรกิจอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะการมองหาน่านน้ำใหม่ๆ เป็น New Growth Engines แทนกลุ่มสิ่งทอที่ถือเป็นธุรกิจ Sunset โดยหนึ่งในนั้นคือ บริษัท แพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน)ที่ผลิตรองเท้าแบรนด์ดัง เผชิญภาวะขาดทุนมาหนักหน่วง ทำให้บริษัทต้องปรับกระบวนท่าเพื่ออยู่รอด
ปัจจุบัน แพนฯ ยังผลิตกระเป๋า “เดย์เบรค”(daybreak) แต่อีกด้านได้ทรานส์ฟอร์มทำธุรกิจเกษตรฟาร์มออแกนิก และมีผลิตภัณฑ์ “WB ORGAIC FARM” ตอบสนองลูกค้าด้วย ในไตรมาส 1 ปี 2567 บริษัททำยอดขาย จำนวน 486.23 ล้านบาท ลดลง 18.35% เพราะเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของธุรกิจรองเท้า แต่กำไรสุทธิ 11.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 456.92%
อีกบริษัทกำไรแกร่งคือ บริษัท ธนูลักษณ์ จำกัด (มหาชน) โดยไตรมาส 1 มีรายได้จากการดำเนินงาน 659 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% มี “กำไรสุทธิ” 123 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
บทบาทเดิมของธนูลักษณ์ คือผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องหนังเสิร์ฟกลุ่มเป้าหมาย มีตลาดในประเทศและส่งออก แต่สิ่งทอกลายเป็นธุรกิจอาทิตย์ตกดิน ทำให้บริษัททรานส์ฟอร์มสู่ธุรกิจใหม่ ทั้งธุรกิจสินเชื่อที่มีหลักประกัน ให้สินเชื่อแก่กลุ่มลูกค้าบุคคลและองค์กรรายใหญ่ มูลค่าการปล่อยสินเชื่อ 10 ล้านบาทขึ้นไป มีการรุกบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ทั้งหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) รวมถึงพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้วย ซึ่งเหล่านี้ถือเป็น New Growth Engines ของบริษัท
คนใช้ชีวิตปกติ ก้าวข้ามโรคระบาด กระทบสินค้าอนามัย
บริษัท ทีพีซีเอส จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตหน้ากากอนามัยเวลล์แคร์(Welcare) ที่รู้จักกันอย่างดี และมีการใช้กันมาในช่วงเกิดโรคโควิด-19 ระบาด แต่บริษัทยังมีสินค้าในพอร์ตโฟลิโอมากกว่านั้น เช่น ผลิตภัณฑ์สำหรับรถยนต์ อย่างที่จับเพื่อปรับเบาะนั่ง ผ้าบุหลังคารถ ฯ มีผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภายในบ้าน อย่างหมอนสุขภาพพรีเมียม เป็นต้น
ไตรมาส 1 บริษัททำรายได้รวม 358.16 ล้านบาท ลดลง 21.5% เพราะยอดขายสินค้ากลุ่มสุขอนามัยลดลง รวมถึงยอดขายต่างประเทศ ที่ลดลง 6.97% เพราะส่งออกไปยังตลาดเอเชียน้อยลง ด้านกำไรสุทธิอยู่ที่ 24.21 ล้านบาท ลดลง 30.46%
ส่วนบริษัทอื่นๆ อย่างบริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำหน้าที่ลงทุนในกิจการต่างๆ ผลงานไตรมาสแรกมีรายได้ 443.57 ล้านบาท และ “กำไรสุทธิ” 556.65 ล้านบาท โดยลดลงถึง 46.44% หรือ 482.58 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อน
ขณะที่บริษัท เอส แอนด์ เจ อินเตอร์เนชั่นแนล เอนเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งผลิตของใช้ในชีวิตประจำวัน สินค้าสารพัดแบรนด์ป้อนลูกค้ากว่า 50 ประเทศทั่วโลก เช่น เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ไตรมาส 1 สร้างรายได้รวม 1,430.99 ล้านบาท กำไรสุทธิกว่า 40 ล้านบาท





