ส่องภาพล่าสุด ศูนย์ค้าส่งขนาดใหญ่ 'ซามาเนีย พลาซ่า' บางนา กม.26 บรรยากาศสุดเงียบเหงา มีร้านค้ามาเปิดจำนวนน้อย - ลูกค้าไม่คึกคัก
เป็นที่ติดตามอย่างใกล้ชิดกับการมาของ ทุนใหม่ของภาคค้าปลีกในประเทศไทย กับการเปิด ซามาเนีย พลาซ่า จากกลุ่ม ซามาเนีย กรุ๊ป ได้วางเป้าหมายให้เป็น "ศูนย์การค้าครบวงจรและใหญ่สุดใประเทศไทย" จากพื้นที่โครงการทั้งหมดกว่า 220 ไร่ ได้มีการเปิดให้บริการเฟส 1 บนพื้นที่กว่า 5 หมื่น ตร.ม. มี 4 อาคาร รวมร้านค้าสินค้ามากกว่า 500 ร้าน และร้านค้าโซนบริการ 100 ร้าน กลุ่มสินค้ามีความหลากหลายทั้งของใช้ ในบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ทําครัว เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์เครื่องมือช่าง สินค้าส่วนใหญ่นําเข้ามาจากจีน
"ล่าสุด จากการลงพื้นที่เข้าสำรวจโครงการ ซามาเนีย พลาซ่า มี 4 อาคารหลัก โดยบรรยากาศยังไม่คึกคัก ในอาคารแรก มีร้านค้าเปิดดำเนินการ กว่า 10 ร้านค้า มีทั้งผู้ประกอบการจากจีนและไทย มีสินค้าหลากหลายกลุ่มทั้ง ชุดเด็ก อุปกรณ์ในการเล่นน้ำ และสินค้าตกแต่ง ซ่อมแซมบ้าน เป็นต้น ซึ่งเน้นราคาขายส่งเป็นหลัก สำหรับอาคารถัดมา จะเน้นกลุ่มผู้ประกอบการที่มา ไลฟ์สด เพื่อจำหน่ายสินค้าให้แก่ลูกค้า"
ส่วนอีกสองอาคารขนาดใหญ่ ยังไม่ได้มีร้านค้าเข้าไปจองพื้นที่แต่อย่างใด แต่เน้นวางให้เป็นพื้นที่ในการจัดเก็บสินค้าเป็นหลัก !
จึงต้องติดตามต่อไปว่า หลังจากนี้ ซามาเนีย พลาซ่า จะปรับแผนอย่างไร เพื่อกระตุ้นร้านค้าและกลุ่มลูกค้าให้เข้ามาในพื้นที่ หรือจะมีการขยายดึงพาร์ทเนอร์เข้ามาร่วมลงทุนในโครงการหรือไม่!
สำหรับโครงการนี้ แม้ว่าเป็นการลงทุน "ซามาเนีย กรุ๊ป" ทุนจากประเทศจีน แต่การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจอย่างถูกต้อง โดย "กรมพัฒนาธุรกิจการค้า" ระบุว่า “กรรมการและผู้ถือหุ้นของนิติบุคคล 3 รายที่เกี่ยวข้องกับ ซามาเนีย พลาซ่า มีสัญชาติไทย ทำให้ไม่มีสถานะเป็นคนต่างด้าวตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542
ติดตามกฎหมายเก็บภาษี VAT นำเข้าจากต่างประเทศมูลค่า 1,500 บาท
โครงการ ซามาเนีย พลาซ่า เน้นนำสินค้านำเข้ามาจากประเทศจีน และเน้นราคาขายส่ง แต่ในประเทศไทยสถานการณ์การนำเข้าสินค้ากำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยกระทรวงการคลัง กำลังผลักดันกฎหมายใหม่ เก็บภาษีภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% สินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทแล้ว เพื่อปิดช่องว่างสินค้านำเข้าจากต่างประเทศจำนวนมากที่ไม่ได้มีการเสียภาษี ให้มีการจัดเก็บภาษีอย่างถูกต้อง ร่วมสร้างโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะเอสเอ็มอี แข่งขันได้มากขึ้น
จึงต้องประเมินอย่างใกล้ชิด ภายหลังการมีมาตรการนี้ออกมาอย่างเป็นทางการ จะมีผลเปลี่ยนแปลงต่อตลาดค้าส่ง และการนำเข้าจากต่างประเทศ
สินค้านำเข้าไม่เสียภาษี กระทบผู้ผลิตไทยหนัก ปัญหาเรื้อรังมากว่า 10 ปี
สำหรับการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เป็นปัญหาที่กระทบต่อผู้ประกอบการไทยมายาวนานแล้ว โดยมีข้อเสนอจาก "ญนน์ โภคทรัพย์" ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ฉายภาพค้าปลีกไทย ไว้ว่า ช่วง 10 ปีก่อนหน้านี้ ภาคค้าปลีก ขยายตัวมากกว่า จีดีพีของประเทศในระดับ 1-2 เท่าตัวมาตลอด เป็นแรงหนุนสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ แต่หลังจากนั้น ค้าปลีกโตช้ากว่าจีดีพี ล่าสุดปี 2566 ขยายตัวสอดคล้องกับ จีดีพี ที่ขยายตัว 1.6-1.7%
ปัจจัยกระทบให้ภาคค้าปลีกของไทยขยายต่ำกว่า จีดีพี มีปัจจัยหลักจากทั้ง ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป โดยปัจจัยลบสำคัญคือการมีสินค้าจากประเทศจีนเข้ามาตีตลาด ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนมูลค่าหลักแสนล้านบาท และเม็ดเงินเหล่านี้ถูกดึงออกนอกประเทศถึงสองในสามของเม็ดเงินทั้งหมด มีผลต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและธุรกิจในประเทศ รวมถึงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง 90% ของจีดีพี และปัญหาหนี้นอกระบบ
ท้ายที่สุด ภาพรวมทิศทางค้าปลีกในปีนี้ มีโอกาสขยายต่ำกว่าจีดีพีที่ประเมินไว้ในระดับ 2-3% หากภาครัฐบาลยังไม่สามารถหาทางแก้ปัญหาเรื่องสินค้าจีนราคาถูกเข้ามาตีตลาดจำนวนมาก เนื่องจากกลุ่มสินค้าเหล่านี้ ไม่มีมาตรการทางภาษีมาดูแล จึงเป็นช่องว่างทำให้สินค้าจำนวนมหาศาลแห่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยได้ง่าย
สินค้าต่างประเทศชิงตลาด ผู้ประกอบการไทยต้องโชว์คุณภาพ-แบรนด์
“ภวัต เรืองเดชวรชัย” ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด หรือ หรือเอ็มไอ กรุ๊ป (MI GROUP) ประเมินไว้ว่า ช่วงที่ภาพรวมเศรษฐกิจและกำลังซื้อในปี 2567 ยังไม่คึกคัก ทำให้ผู้ประกอบการต่างระมัดระวังในการใช้จ่ายเลือกซื้อสินค้ามาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2566 ที่ผ่านมา ทั้งนี้การปรับตัวของผู้ประกอบการต้องมุ่งเลือกวางแผนใช้งบการตลาดให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมาก และไม่ควรใช้งบการตลาดแบบหว่าน พร้อมมุ่งงบดิจิทัล รวมถึงการเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ และทำโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายสินค้า
อีกปัจจัยส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยทั้งรายใหญ่และรายเล็กคือ สินค้าจีน ที่ได้เปรียบในเรื่องการผลิตสินค้าได้จำนวนมากและมีราคาต่ำกว่า โดยในปีก่อน มีการประเมินจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยว่า สินค้าจีนมีการนำเข้ามาในประเทศไทย มูลค่าถึง 4.7 แสนล้านบาท ของการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหมด
สำหรับสินค้าที่นำเข้าสูงสุดได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า สัดส่วน 43.3% ผักผลไม้สดและปรุงแต่ง สัดส่วน 10% เสื้อผ้าและรองเท้า สัดส่วน 9.3% เครื่องใช้ในบ้านและของตกแต่ง 9.1% และ ของใช้ในครัวและโต๊ะอาหาร 9%
ทั้งนี้การเข้ามาของสินค้าจีนที่เข้ามาตีตลาดในไทยจำนวนมาก จึงกระทบต่อผู้ผลิตไทย ยกอย่างสินค้าแฟชั่น เครื่องแต่งกายและเฟอร์นิเจอร์ มีการใช้กำลังการผลิตในโรงงานไม่ถึง 50% แล้ว ในอนาคตจะยิ่งแข่งขันได้ยากขึ้น หากไม่เร่งปรับตัวและวางแผนธุรกิจใหม่
"ผู้ประกอบการไทย ต้องเร่งสร้างแบรนด์ และยึดคำว่า คุณภาพเป็นเครื่องหมายสำคัญของแบรนด์ โดยกลุ่มลูกค้าในตลาดอาเซียน ต่างให้การยอมรับจากสินค้าแบรนด์ไทยและการผลิตจากในประเทศไทยในระดับสูงอยู่"
ส่องตลาดค้าส่งไทยกลุ่มฟู้ดมาแรง
หากประเมินภาพรวมค้าปลีกของไทย ที่มีมูลค่าประมาณ 4 ล้านล้านบาท แม้ว่าภาพรวมค้าส่ง-ค้าปลีก หลายทำเลยังไม่สดใส รวมถึง ซามาเนีย พลาซ่า แห่งนี้ ที่รวมสินค้าของใช้ ในบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ทําครัว เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์เครื่องมือช่าง รวมทำเลค้าส่งดั้งเดิมของประเทศอย่าง "สำเพ็ง" ที่มีหลายร้านค้านำเข้าจากประเทศจีนเช่นกัน
แต่กลุ่มที่มาแรง ยังเป็น ค้าส่งกลุ่มอาหาร จากการเร่งขยายสาขา ทั้งโก โฮลเซลล์ และแม็คโคร ที่มีการเปิดสาขาใหม่และรีโนเวทสาขา ตามตลาดอาหารของประเทศไทยที่มีการขยายตัวต่อเนื่อง





