“มาม่า”เผยสถานะการเงินแข็งแกร่ง พร้อมขยายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รองรับตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังโต วางแผนเทเงินลงธุรกิจที่มีอนาคต ทำกำไร ฐานทัพไทยเดินหน้าลงทุนใหญ่สร้างโรงงานใหม่ เล็งผุดโรงงานอีกแห่งในฮังการี เปิดร้าน “มาม่า สเตชั่น” ในสิงคโปร์ สหรัฐฯ
พันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFMAMA ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “มาม่า” เปิดเผยว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจปี 2567 บริษัทยังมองหาโอกาสในการขยายลงทุน เพื่อผลักดันการเติบโตของตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั้งในและต่างประเทศ โดยในประเทศตามแผน 5 ปี จะมีการลงทุนใหญ่ขยายกำลังการผลิตสินค้า รองรับการเติบโตระยะยาวใน 10 ปีข้างหน้า โดยขณะนี้อยู่ระหว่างหาที่ดินที่เหมาะสม
เบื้องต้น หากยังไม่ได้ที่ดิน บริษัทยังมีทางเลือกในการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ของโรงงานเดิม เพื่อติดตั้งเครื่องจัก และผลิตสินค้า ส่วนในต่างประเทศกำลังพิจารณาการลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่ในประเทศฮังการีเพิ่มเติม มองโอกาสลงทุนในประเทศกัมพูชา ซึ่งปัจจุบันฐานทัพการผลิตของมาม่าในต่างแดน มีทั้งประเทศเมียนมา ที่เพิ่งย้ายโรงงานไปยังเมืองมัณฑะเลย์ และศึกษาการขยายตลาดในประเทศอาฟริกา
“บริษัทยังวางแผนขยายการลงทุนต่อเนื่อง โดยเฉพาะลงทุนใหญ่ใน 5 ปี จะเห็นแน่ๆ ซึ่งช้าหรือเร็วยังมีเวลาพิจารณา ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะบริษัทมีเงินสดรองรับแผนดังกล่าว รวมถึงอาจจะมีการสร้างโรงงานใหม่ในประเทศฮังการีด้วย”
นอกจากนี้ บริษัทยังต้องการลงทุนในกิจการที่สร้างผลตอบแทนหรือกำไรอัตราสูง หลังจากที่ผ่านมา มีการเข้าไปลงทุนในธุรกิจเพรซิเดนท์ เบเกอรี ผู้ผลิตขนมปังและเบเกอรีฟาร์มเฮ้าส์ สัดส่วน 51% และรวมถึงลงทุนในบริษัทไออิชิฯ สร้างการรับรู้รายได้
“การลงทุนของบริษัทวางไว้ 2 แนวทาง คือลงทุนเพื่อรับรู้กำไร ธุรกิจที่มีกำไรสูง ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มการลงทุนในธุรกิจที่มีอนาคต ทำกำไรที่ชัดเจนมากขึ้น และลงทุนในธุรกิจที่ช่วยสร้างการรับรู้และเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ อาจมีกำไรไม่สูงมากนัก เช่น ธุรกิจร้านอาหาร ได้เรื่องแบรนด์มากกว่ายอดขาย”
ทั้งนี้ 9 เดือนของปี 2566 บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดประมาณ 4,926 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปี 2565 ประมาณ 1,099 ล้านบาท
ในการสร้างแบรนด์ “มาม่า” ยังต้องการผลักดันให้รับรู้ในตลาดโลกมากยิ่งขึ้น ซึ่งการก้าวไปสู่ระดับโกลบอลจะต้องมีพันธมิตรที่ชำนาญการทำตลาดท้องถิ่นเจาะกลุ่มเป้าหมายในแต่ละประเทศ อย่างไรก็ตาม หนึ่งในประเทศที่มาม่าโด่งดังมากเมื่อเทียบกับเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อดังคือ “ฟินแลนด์”
“มาม่าดังมากในฟินแลนด์ ซึ่งการสร้างการรับรู้ตราสินค้าและบะหมี่ฯในยุโรปยังมีโอกาสเติบโตได้อีก แต่บริษัทบุกตลาดแบบค่อยเป็นค่อยไป”
นอกจากนี้ “มาม่า” ยังเดินหน้าขยายธุรกิจร้านอาหาร หลังจากโมเดล “มาม่า สเตชั่น”(MAMA STATION)ได้ผลตอบรับดีในประเทศไทย ปัจจุบันร่วมมือกับพันธมิตรในสิงคโปร์เพื่อเปิดปิดร้านเป็นระยะ เช่น เปิดชั่วคราว 1-2 เดือน ปิดร้านแล้วกลับมาเปิดใหม่ รวมถึงร่วมมือกับ “ร้านอาหารฟาร์มเฮ้าส์” ที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ เปิดร้าน นำบะหมี่ฯมาม่า อุปกรณ์ตกแต่งร้านไปจัดแต่งเสริมภาพลักษณ์ สร้างการรับรู้แบรนด์ด้วย
ด้านภาพรวมตลาดบะหมี่ฯในประเทศ ปี 2567 คาดการณ์เติบโตไม่หวือหวา ตลาดเข้าสู่ภาวะปกติ จากปี 2566 มูลค่าตลาดบะหมี่ฯอยู่ที่ 23,500 ล้านบาท เติบโต 12% จากปัจจัยการปรับขึ้นราคา ทั้งนี้ “มาม่า” ยังเป็นผู้นำตลาดอย่างแข็งแกร่ง ครองส่วนแบ่ง 50% ตามด้วยไวไว 16% ยำยำ 16% และแบรนด์อื่นๆมีส่วนแบ่งตลาดรวมกัน 18% เช่น บะหมี่ฯญี่ปุ่นนิสชิน และบะหมี่ฯเกาหลี ซัมยัง
อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนธุรกิจปี 2567 “มาม่า” ยังตั้งเป้ายอดขายเติบโต 4-5% จากปี 2566 คาดการณ์ยอดขายปิดที่ 17,000 ล้านบาท เติบโต 5% โดยสัดส่วนยอดขายในประเทศ 70% และต่างประเทศ 30% ขณะที่ภาพรวมรายได้บริษัทปีเกินกว่า 27,000 ล้านบาท ในปี 2565
“ปี 2567 ปัจจัยเสี่ยง ยังเป็นภาพรวมด้านเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก การเมืองและความขัดแย้งในเวทีโลก รวมถึงสถานการณ์ของบริษัทต่างๆที่ผิดนัดชำระเงินกู้ ซึ่งเป็นสิ่งอันตราย แม้จะไม่กระทบบริษัทก็ตาม แต่ทำให้การลงทุนต้องมีความระมัดระวัง อย่ารุกหนักในการลงทุนขยายกิจการต่างๆ โดยเฉพาะต้องกู้ยืมเพื่อการลงทุน ไม่ขยายการลงทุนจนเกินตัว อาจกระทบการก่อหนี้ในอนาคต แต่หากมีเงินพร้อมลงทุนย่อมสามารถขยับขยายกิจการได้ ปีนี้ภาคธุรกิจยังต้องคุมต้นทุนให้ดีด้วย”





