เจ้าพ่อสายการบินโลว์คอสต์ 'โทนี่ เฟอร์นานเดส' ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แคปิตอล เอ (Capital A) ผู้ก่อตั้ง 'กลุ่มแอร์เอเชีย' เข้าพบ 'เศรษฐา ทวีสิน' นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อ 10 ม.ค. เพื่อยืนยันว่าถึงเวลาแล้วที่ 'กรุงเทพฯ' จะเป็นฮับการบินของโลก
หรือ “Next Dubai” เปรียบเหมือนมีนครดูไบตั้งอยู่ในอาเซียน เพื่อเชื่อมต่อเที่ยวบินไปยังทุกที่ในโลก!
จากปัจจุบันกลุ่มแอร์เอเชีย มีธุรกิจสายการบินใน 4 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย ซึ่งประเทศไทยเป็นตลาดที่มี “ยอดขายดีที่สุด” (Best Performance) ในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา และล่าสุดกำลังจะเปิดสายการบินในกัมพูชาเป็นประเทศที่ 5 ภายใต้ชื่อ “แอร์เอเชีย กัมพูชา” จะเปิดเดือน มี.ค. 2567
“เราอยากปั้นกรุงเทพฯ เป็นฮับการบินใหญ่ของโลกเทียบเท่านครดูไบ หรือ Next Dubai จากศักยภาพด้านจำนวนประชากรในอาเซียนที่มีกว่า 700 ล้านคน แต่สนามบินของไทยคงไม่โตข้ามคืน ถ้ามีการขยายสนามบินในอนาคต เราอยากให้ออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์ความต้องการของสายการบินโลว์คอสต์ด้วย”
ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณรัฐบาลไทยที่ออกมาตรการอำนวยความสะดวกเรื่องวีซ่า ภายใต้การนำของรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์ โดยหลังจากการหารือร่วมกันครั้งนี้ กลุ่มแอร์เอเชียจะยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการถึงนายกฯ เศรษฐา ใน 3 ประเด็นหลัก
เรื่องแรกคือ “ขอลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันสำหรับเครื่องบินไอพ่น 40%” จากปัจจุบันจัดเก็บอัตรา 4.726 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดใน 4 ประเทศที่กลุ่มแอร์เอเชียให้บริการ โดยมาเลเซียและอินโดนีเซียไม่มีการจัดเก็บภาษีนี้ ส่วนฟิลิปปินส์จัดเก็บในอัตรา 2.48 บาทต่อลิตร ด้านเวียดนาม แม้กลุ่มแอร์เอเชียจะไม่มีการตั้งสายการบินในเวียดนาม แต่ทราบมาว่าจัดเก็บที่อัตรา 1.4 บาทต่อลิตร
“การลดอัตราภาษีสรรพสามิตฯ จะช่วยกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวในประเทศ ไม่ใช่แค่เฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทย แต่รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สามารถกระจายการเดินทางไปยังเมืองใหม่ๆ นอกเหนือจากกรุงเทพฯและภูเก็ต”
นอกจากนี้ “ขอคงอัตราค่าบริการการเดินอากาศ” ของบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (วบท.) ไว้เท่าเดิม เพื่อช่วยผู้ประกอบการสายการบินลดต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับสายการบินและผู้โดยสารโดยตรง ขณะเดียวกันต้องการให้สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เร่งเจรจา “ขอเพิ่มสิทธิการบิน” ในเส้นทางบินระหว่าง “ไทย-อินเดีย” ด้วย
ธรรศพลฐ์ เเบเลเว็ลด์ ประธานกรรมการบริหารสายการบินไทยแอร์เอเชีย และประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ระบุว่า จากจำนวนเครื่องบินที่กลุ่มแอร์เอเชียสั่งเพิ่มกว่า 412 ลำ ซึ่งจะทยอยรับมอบในระยะยาว โดยกว่า 25% ของจำนวนเครื่องบินทั้งหมดที่สั่งไปนั้น หรือประมาณ 100-150 ลำ จะนำมาปฏิบัติการบินในประเทศไทย
จากปัจจุบันสายการบิน “ไทยแอร์เอเชีย” (รหัสเที่ยวบิน FD) มีฝูงบินรวม 57 ลำ นำไปทำการบินจริง 51 ลำ ส่วนอีก 6 ลำอยู่ระหว่างซ่อมบำรุง เฉพาะในปี 2567 จะรับมอบแอร์บัส A321 อีก 3 ลำ ทำให้ไทยแอร์เอเชียมีฝูงบินทั้งหมด 60 ลำ ตั้งเป้าสิ้นปี 2567 มีจำนวนผู้โดยสาร 20-21 ล้านคน ยังน้อยกว่าจำนวนเมื่อปี 2562 ก่อนโควิด-19 ระบาดซึ่งปิดที่ตัวเลข 22 ล้านคน แต่ก็ถือว่าดีกว่าปี 2566 ที่มีจำนวน 18 ล้านคน
ด้านสายการบิน “ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์” (รหัสเที่ยวบิน XJ) จะเพิ่มขนาดฝูงบินเป็น 10 ลำ จากปัจจุบันมี 6 ลำ โดยในปี 2567 จะรับมอบเครื่องบินแอร์บัส A330-300 อีก 4 ลำใหม่ เพื่อนำไปทำการบินเส้นทางใหม่สู่เอเชียกลาง เช่น เมืองอัลมาตี ประเทศคาซัคสถาน อยู่ระหว่างขอใบอนุญาตทำการบิน ส่วนประเทศจอร์เจีย ที่เคยทำการบินก่อนหน้านี้ แต่หยุดบินไปชั่วคราว เมื่อเครื่องบินพร้อม ก็จะกลับไปทำการบินอีกครั้ง
ขณะเดียวกันจะนำเครื่องบินไปเพิ่มความถี่เที่ยวบินเส้นทางญี่ปุ่น เกาหลี รวมถึงเซี่ยงไฮ้ และปักกิ่ง ของประเทศจีน และกลับไปเปิดเส้นทางบินสู่เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย นอกจากนี้ในปลายปี 2567 ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เตรียมเปิดเส้นทางบินใหม่ไป “ยุโรป” เป็นครั้งแรก! ขณะนี้กำลังศึกษาหลายเส้นทางสู่ยุโรปตะวันออก ได้แก่ ปราก บูดาเปสต์ โรม มิลาน และเวียนนา
“สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้าดึงเข้ามาเที่ยวไทย 8 ล้านคน ส่วนตัวคาดว่าน่าจะได้ 5 ล้านคน โดยในช่วง 2 เดือนแรก ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.พ. มียอดจองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้าเส้นทางไทย-จีน อยู่ที่ 37% ถือว่าดี”
ธรรศพลฐ์ กล่าวด้วยว่า ตามที่กลุ่มแอร์เอเชียประกาศปรับโครงสร้างธุรกิจสายการบินเมื่อวันที่ 8 ม.ค. เรื่องการควบรวมสายการบินแอร์เอเชีย และสายการบินแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ของทางมาเลเซีย สำหรับฝั่งประเทศไทย มองว่ายังต้องรออีก 2-3 ปี หลังสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ออกจากแผนฟื้นฟูเสียก่อน ซึ่งปัจจุบันทยอยชำระหนี้ หลังจากแฮร์คัตได้ 70% คาดว่าในปลายปี 2568 น่าจะออกจากแผนฟื้นฟูได้
“ยังต้องรอไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ออกจากแผนฟื้นฟูก่อน ถึงค่อยมาคิดเรื่องการปรับโครงสร้าง ซึ่งจริงๆ มีศักยภาพในการสร้างประสิทธิภาพจากตารางเวลาบิน (สลอต) ที่มีอยู่จากการบริหารฝูงบินอนาคตในประเทศไทย สามารถยืดหยุ่นเรื่องการใช้เครื่องบินได้ และมีโอกาสในการบินไปเดสติเนชันใหม่ๆ ให้สอดรับกับดีมานด์และการใช้เครื่องบินอย่างเหมาะสม เพื่อเจาะเมืองรองใหม่ๆ ที่ไม่เคยไปมากขึ้น”





