เจาะน่านน้ำใหม่ 'อายิโนะโมะโต๊ะ' ลุยสินค้าสุขภาพ ทำเงิน 1,000 ล้านบาท ใน 7 ปี

เจาะน่านน้ำใหม่ 'อายิโนะโมะโต๊ะ' ลุยสินค้าสุขภาพ ทำเงิน 1,000 ล้านบาท ใน 7 ปี

อายิโนะโมะโต๊ะ มีพอร์ตโฟลิโอสินค้าทำเงินจากกาแฟกระป๋องเบอร์ดี้ เป็นเบอร์ 1 ผงชูรส เครื่องปรุงรส “รสดี”ฯ แต่การเติบโตไม่ร้อนแรง ทำให้บริษัทต้องมองหาสินค้าใหม่ สร้างความหลากหลาย รับเทรนด์การเติบโตในอนาคต

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นายอิชิโระ ซะกะกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ประกาศ “วิสัยทัศน์ใหม่” ในการดำเนินธุรกิจมุ่งสู่การเป็น “ผู้นำในการสร้างความอยู่ดีมีสุขให้กับสังคมไทยอย่างยั่งยืน

ในกลุ่มบริษัทระดับโลก รวมถึงประเทศไทยจะเดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เกี่ยวกับอาหารและสุขภาพ จะปดล็อกพลังแห่งกรดอะมิโน เพื่อช่วยส่งเสริมสุขภาพดีให้แก่ผู้คนจำนวน 1,000 ล้านคน และการทำงานเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลง 50%

เจาะน่านน้ำใหม่ 'อายิโนะโมะโต๊ะ' ลุยสินค้าสุขภาพ ทำเงิน 1,000 ล้านบาท ใน 7 ปี พอร์ตโฟลิโอแบรนด์และสินค้าแกร่งของอายิโนะโมะโต๊ะ

ทว่าอีกด้าน มิติทางธุรกิจโดยเฉพาะประเทศไทยการมุ่งสู่สินค้าสุขภาพถือเป็นการ “ปรับตัว” และเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ กระจายความเสี่ยง หาน่านน้ำใหม่เพื่อสร้างการเติบโตด้วย หลังจากหมวดหมู่เดิม ซึ่งได้แก่ กาแฟพร้อมดื่ม “เบอร์ดี้” ผงปรุงรส “รสดี” ผงชูรส “อายิโนะโมะโต๊ะ” และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “ยำยำ” ฯ เป็นธุรกิจหลัก(Core Business)สร้างยอดขายเกินกว่า 90%

“อายิโนะโมะโต๊ะ ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมา 63 ปีแล้ว ธุรกิจหลักเราของบริษัทยังคงเติบโต แต่ต้องหาน่านน้ำใหม่ เพื่อสร้างความหลากหลาย รองรับเทรนด์ผู้บริโภค และการเติบโตของตลาดในอนาคต” นายวันนเรศวร์ สุขีลักษณ์ ผู้จัดการแผนกธุรกิจใหม่ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด ฉายภาพ

ทั้งนี้ เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บริษัทมีการตั้งแผนธุรกิจใหม่(New Business Department)ขึ้นมาอย่างเป็นทางการ และมี 2 กลุ่มสินค้าที่จะทำตลาดได้แก่ 1.สินค้าเพื่อกลุ่มคนออกกำลังกาย มีแบรนด์ “อะมิโนไวทัล”(Amino Vital)วุ้นสำเร็จรูปผสมกรดอะมิโนหรือเจลพลังงานพร้อมทานขนาด 100 กรัม ราคา 75 บาท ออกสู่ตลาดตั้งแต่ปี 2562 และเสริมด้วย อะมิโนไวทัลเรดช็อต ขนาด 45 กรัม ราคา 60 บาท

เจาะน่านน้ำใหม่ 'อายิโนะโมะโต๊ะ' ลุยสินค้าสุขภาพ ทำเงิน 1,000 ล้านบาท ใน 7 ปี กลุ่มที่ 2 คือสินค้าสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ “อายิโนะโมะโต๊ะ อะมิโน” ซึ่งปี 2566 นำร่อง “อะมิโนมอฟ” เจาะตลาดผู้บริโภคสูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เป็นการนำความเชี่ยวชาญ องค์ความรู้ นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกรดอะมิโนผสมคอลลาเจนจากประเทศญี่ปุ่นมาต่อยอด ชูจุดขาย “กรดอะมิโนลิวซีน” และกรดอะมิโนจำเป็นอีก 8 ชนิดที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ มาช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อและข้อต่อผู้บริโภค เป็นต้น

“ข้อมูลสถิติประชากรจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พ.ศ. 2565 พบว่าประชากรไทยที่มีอายุมากกว่า 60 ปี มีจำนวนประมาณ 20% หรือ 12 ล้านคนจากคนไทยทั่วประเทศ 65 ล้านคน บริษัทเรามีบทเรียนจากญี่ปุ่นในการนำกรดอะมิโนมาแก้ปัญหาให้ผู้บริโภค นำองค์ความรู้มาออกสินค้าใหม่ ตัวแรกคืออะมิโนมอฟให้คนไทยทานได้ เพราะโจทย์ใหญ่ของกรดอะมิโนคือมีรสขม ต้องทำให้คนสูงวัยทานง่าย”

อะมิโนมอฟ 1 ซอง มีขนาด 5 กรัม ให้พลังงาน 20 กิโลแคลอรี บรรจุภัณฑ์แบบกล่องบรรจุ 15 ซอง ราคา 795 บาท การทำตลาดจะเน้นสื่อออนไลน์ และเข้าถึงชุมชนหรือคอมมูนิตี้ของกลุ่มเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้เกิดการบริโภค รวมถึงทำตลาดผ่านกลุ่มเป้าหมายที่เป็นลูกๆ ที่ตระหนักสุขภาพของพ่อแม่ ผู้สูงอายุด้วย ส่วนช่องทางจำหน่ายประเดิม “ออนไลน์” จากนั้นจะมองโอกาสการเข้าสู่ช่องทางห้างค้าปลีกต่อไป

การเปิดตัวอะมิโนมอฟ บริษัทตั้งเป้ายอดขาย 80 ล้านบาทในปี 2567 ส่วนระยะยาวปี 2030 หรือ พ.ศ.2573 ต้องการผลักดันยอดขายแตะ 800 ล้านบาท หรือเติบโต 10 เท่าตัว ขณะที่ทั้งกลุ่ม New Business Department ต้องการเห็นยอดขายรวมเกินกว่า 1,000 ล้านบาท ภายในปี 2573

เจาะน่านน้ำใหม่ 'อายิโนะโมะโต๊ะ' ลุยสินค้าสุขภาพ ทำเงิน 1,000 ล้านบาท ใน 7 ปี สำหรับอะมิโนมอฟ ปัจจุบันยังไม่มีคู่แข่งโดยตรง แต่คู่แข่งทางอ้อมคือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งตลาดดังกล่าวมีขนาดใหญ่ 30,000 ล้านบาท อัตราการเติบโต 7-10% ต่อเนื่องมา 3 ปีแล้ว

อย่างไรก็ตาม อะมิโนมอฟ เป็นสินค้าสุขภาพที่ทำตลาดในไทยต่อจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเปิดตัวมา 10 ปีแล้ว และสหรัฐ ส่วนประเทศไทยถือเป็นลำดับที่ 3 ของโลก ความยากคือการฝ่าด่านสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)นั่นเอง ส่วนสินค้าที่ตอบโจทย์นักกีฬา มีจำหน่ายในหลายประเทศ

ตามแผน 10 ปี บริษัทจะมีการเปิดตัวสินค้าใหม่ 10 รายการ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภครักสุขภาพ และเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้ผู้คน โดยสินค้าจะเน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายตามเซ็กเมนต์ โดยบริษัทแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ วัยทำงานอายุ 24-45 ปี, กลุ่มฮอร์โมนลดลงอายุ 46-60 ปี และกลุ่มสูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีการลิสต์ปมปัญหาสุขภาพทั้งด้าน “ป้องกัน” และ “แก้ปัญหา” ให้กลุ่มดังกล่าวรวม 19 เรื่อง เช่น ความเสี่ยงด้านสายตา ความงาม ออฟฟิศซินโดรม กระดูก ความกังวลเกี่ยวกับสูงวัย ปัญหากล้ามเนื้อกระดูก เป็นต้น