เจาะแผน 'นีโอ คอร์ปอเรท' บิ๊กคอนซูเมอร์ไทย รุกลงทุนใหญ่ 1,000 ล้านบาท มุ่งสู่ผู้นำนวัตกรรมในภูมิภาคเอเอเชีย ชี้ตลาดรวมสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยมีมูลค่ารวมหลายแสนล้านบาทเติบโต เร่งสยายพอร์ตโฟลิโอกลุ่มสินค้าแมสพรีเมียม ขยายฐานลูกคากลุ่มใหม่
ทำความรู้จัก บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) รายใหญ่สินค้าอุปโภคบริโภคของไทย ที่อยู่ในตลาดมาร่วมกว่า 34 ปีแล้ว โดยมี 8 ผลิตภัณฑ์ ยอดนิยมในตลาดทั้ง แบรนด์ไฟน์ไลน์ (Fineline) แบรนด์สมาร์ท (Smart) แบรนด์โทมิ (Tomi) แบรนด์บีไนซ์ (BeNice) แบรนด์ทรอส (TROS) แบรนด์เอเวอร์เซ้นส์ (Eversense) แบรนด์วีไวต์ (Vivite) แบรนด์ดีนี่ (D-nee)
ได้ประกาศอีกแผนครั้งสำคัญในปี 2566 กับการก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจครอบครัวไปสู่การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อนำเม็ดเงินไปขยายธุรกิจ และการทำวิจัยและพัฒนาสินค้า (อาร์แอนด์ดี) รวมถึงแผนการลงทุนในการขยายกำลังการผลิตสินค้า และคลังสินค้าภายในองค์กร ซึ่งได้วางงบลงทุนในช่วง 4-5 ปีนับจากนี้ รวมประมาณ 1,000 ล้านบาท
นายสุทธิเดช ถกลศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO กล่าวว่า ภาพรวมบริษัทมีแบรนด์สินค้าในเครือรวม 8 แบรนด์หลัก โดยสามารถสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคโดยรวมมาโดยตลอด แม้ในช่วงที่เกิดสถานการณ์โควิด
ทั้งหมดมาจากการที่บริษัทให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดี ภายใต้ราคาที่มีความเหมาะสม พร้อมมุ่งสร้างสินค้าที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย การให้ความสำคัญทำวิจัยและพัฒนาสินค้า (อาร์แอนด์ดี) ในแต่ละปีใช้งบประมาณ 5% ของงบทั้งหมด และใช้ฐานโรงงานของผลิตของบริษัท พร้อมวางเป้าหมายสู่การขึ้นบริษัท FMCG แห่งนวัตกรรมของภูมิภาคเอเชีย
นางปัทมา ถกลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการพาณิชย์ NEO บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมสินค้า FMCG ในไทย ที่มีมูลค่าหลายแสนล้านบาท ในปี 2566 กลับมาขยายตัวในระดับหลักเดียวต่อเนื่องจากปีก่อน หลังจากตลาดหดตัวไปในช่วงโควิด ส่วนภาพรวมกำลังซื้อของผู้บริโภคยังมีแนวโน้มที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง หากประเมินในตลาด FMCG ในไทย ที่มีขนาดใหญ่จะเป็นตลาดแมส
ภาพรวมในปัจจุบันบริษัทมีการทำตลาดสินค้าใน 8 แบรนด์หลัก มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ในลำดับที่ 6 หรือ 7 ของตลาดโดยรวม จากการสำรวจของ นีลเส็น ซึ่งมีแนวโน้มที่ดีขึ้น จากในช่วงที่ผ่านมา ครองลำดับที่ 9 หรือ 10 ในตลาดรวม ทั้งนี้สามารถขยายส่วนแบ่งการตลาดได้มากขึ้น จากคู่แข่งในตลาดที่เป็นโกลบอลแบรนด์ระดับโลก แม้ว่าบริษัทมีงบประมาณในการทำตลาดที่น้อยกว่าก็ตาม
อย่างไรก็ตาม 8 แบรนด์สินค้า มีส่วนแบ่งการตลาดติดอันดับหนึ่งในสามในแต่ละเช็กเมนต์ โดยแบรนด์ที่เป็นผู้นำตลาดจะเป็น ดีนี่ ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 20% และ ทรอส มีส่วนแบ่งการตลาด 70% รวมถึง บีไนซ์ มีส่วนแบ่งการตลาด ลำดับสอง ด้วยส่วนแบ่ง 10%
ยกตัวอย่างแนวทางการออกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการตอบรับที่ดี ไล่เรียงทั้ง ทรอส สร้างเช็กเมต์ใหม่ในตลาด และครองอันดับหนึ่ง ส่วนในปี 2534 ไฟน์ไลน์ สร้างนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ ทำถุงแบบเติม ราคาย่อมเยา และถุงสามารถย่อยสลายได้ สามารถขึ้นสู่เจ้าตลาดผลิตภัณฑ์รีดเรียบและอัดกรีบภายในสองปี
ในปี 2540 ดีนี่ สามารถก้าวสู่อันดับสองในผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็ก หลังจากเข้ามาทำตลาดในเวลาหนึ่งปี รวมถึงได้จัดทำ D-nee’s Mom Club เป็นแบรนด์แรก ในปี 2545 บีไนซ์ สร้างนวัตกรรมกับบริษัทระดับโลก สู่ครีมอาบน้ำแบรนด์แรกในโลกที่มีส่วนผสมจากผลไม้ สร้างส่วนแบ่งการตลาดอันดับสาม นำไปสู่กรณีศึกษาของแบรนด์ ครีมอาบน้ำสามารถมีส่วนผสมจากผลไม้ได้ และสร้างบรรจุภัณฑ์สีเขียว
ในปี 2560 ดีนี่ นำเสนอ ออร์แกนิคส์ ซีรี่ส์ แบรนด์แรกในไทย สร้างยอดขายอันดับหนึ่งในไทยไม่แพ้โกลบอลแบรนด์ ในปี 2563 ได้เปิดตัว ไฟไลน์ FX Tech นวัตกรรมลดกลิ่นอับชื้น จากปัญหาของผู้บริโภคผ้ามักมีกลิ่นอับ ทำให้แบรนด์เพิ่มส่วนแบ่งการตลาดได้ต่อเนื่อง 3-4%
"การต่อสู้กับโกลบอลแบรนด์ไม่ใช่เรื่องง่าย เแชร์ออฟวอยซ์ ของ นีโอ น้อยมาก แต่แชร์ออฟมาร์เก็ตใหญ่มาก การสร้างคุณภาพของสินค้าไปสู่ผู้บริโภค"
รวมถึงในปี 2564-2565 ได้แนะนำ บีไนซ์ สู่เช็กเมนต์พรีเมียม สร้างรับผลตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้า อีกสิ่งสำคัญบริษัทไม่ได้เรียกตัวแทนจำหน่ายว่า ซัพพลายเออร์ แต่เรียกคู่ค้า พันธมิตร มุ่งสร้างการเติบโตไปด้วยกัน
อย่างไรก็ตามภาพรวมบริษัทในปีนี้ 2566 ประเมินว่า จะสามารถสร้างยอดขายโดยรวมเติบโตประมาณ 10% จากปีก่อน ส่วนในช่วงครึ่งปีแรก มีรายได้จากการขายสินค้าขยายตัว 17.87% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
"เราไม่เคยขายสินค้าแพง เราขายสินค้าที่เหมาะสมกับคุณภาพ หลังโควิด ผู้บริโภคสนใจสุขภาพอนามัยมากขึ้น คนสนใจของราคาสูงขึ้น เราจึงสร้างสินค้าพรีเมียมให้เหมาะกับตลาดนั้น"
นางสาวณิศรา ถกลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายปฏิบัติการบริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทมีแผนจะขยายสินค้าใหม่ออกมาสู่ตลาดประมาณ 100 รายการ โดยมีทีมงานที่ร่วมมือพัฒนาและลงทุนวิจัยสินค้า ทำให้สินค้าแต่ละรายการได้รับผลตอบรับที่ดีจากกลุ่มเป้าหมาย
กลยุทธ์สร้างการเติบโตแบบยั่งยืนได้วางแนวทั้ง 1. ด้านการตลาดเพื่อเพิ่มความนิยมของผลิตภัณฑ์และเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด เน้นนำเสนอนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่ การปรับปรุงผลิตภัณฑ์เดิม การมุ่งขยายสินค้าในพอร์ตโฟลิโอไปยังกลุ่มสินค้าระดับพรีเมียมแมส (Premium Mass) และระดับพรีเมียม (Premium) เพื่อสร้างโอกาสและขยายกลุ่มลูกค้า
2. กลยุทธ์ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Optimization) มุ่งพัฒนาการบริหารจัดการวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีการลงทุนในเทคโนโลยี และการจัดเก็บสินค้าสำเร็จรูปคลังสินค้าอัตโนมัติ 3. การให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน
ภาพรวมพอร์ตโฟลิโอสินค้าในเครือ 3 กลุ่มหลัก รวม 8 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ 1. กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือน (Household Products) ประกอบด้วย 3 แบรนด์ ได้แก่ (1) แบรนด์ไฟน์ไลน์ (Fineline) เช่น ผลิตภัณฑ์ซักผ้า ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม และผลิตภัณฑ์รีดผ้าเรียบ (2) แบรนด์สมาร์ท (Smart) เช่น ผลิตภัณฑ์ซักผ้า และผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มสูตรแอนตี้แบคทีเรีย และ (3) แบรนด์โทมิ (Tomi) เช่น ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้น และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดห้องน้ำ
2. กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล (Personal Care Products) ประกอบด้วย 4 แบรนด์ ได้แก่ (1) แบรนด์บีไนซ์ (BeNice) เช่น ผลิตภัณฑ์ครีมอาบน้ำ และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น (2) แบรนด์ทรอส (TROS) เช่น ผลิตภัณฑ์โคโลญ และผลิตภัณฑ์โรลออนสำหรับผู้ชาย (3) แบรนด์เอเวอร์เซ้นส์ (Eversense) เช่น ผลิตภัณฑ์แป้ง ผลิตภัณฑ์โคโลญ และผลิตภัณฑ์โรลออนสำหรับผู้หญิง และ (4) แบรนด์วีไวต์ (Vivite) เช่น ผลิตภัณฑ์โรลออนสำหรับผู้หญิง 3. กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้สำหรับเด็ก (Baby and Kids Products) ภายใต้แบรนด์ดีนี่ (D-nee) เช่น ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็ก ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มเด็ก และผลิตภัณฑ์อาบน้ำและสระผมเด็ก เป็นต้น





