วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

โจทย์ใหญ่ 'เศรษฐา' บูมท่องเที่ยว 3.3 ล้านล้านบาทปี 67 'ททท.' รุกชิงตลาดคุณภาพ

โจทย์ใหญ่ 'เศรษฐา' บูมท่องเที่ยว 3.3 ล้านล้านบาทปี 67  'ททท.' รุกชิงตลาดคุณภาพ

'เศรษฐา ทวีสิน' นายกรัฐมนตรี ยกให้ 'ภาคท่องเที่ยว' เป็นควิกวินกระตุ้นเศรษฐกิจไทย! ตั้งเป้าหมายรายได้รวมการท่องเที่ยวปี 2567 สุดท้าทายไว้ที่ 3.3 ล้านล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นถึง 3 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 10% เมื่อเทียบกับเป้าหมายรายได้รวมฯ ตามที่ 'ททท.' วางไว้ 3 ล้านล้านบาท

การเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย เกิดขึ้นในช่วง “ส่งไม้ต่อ” ตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของ ททท. จากมือ “ยุทธศักดิ์ สุภสร” อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งนั่งเก้าอี้นี้ครบวาระบริหาร 2 สมัย เป็นเวลา 8 ปี หลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2558 ถึงมือผู้ว่าการฯ คนใหม่ “ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์” เข้ารับตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2566 เป็นต้นไป

ยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตผู้ว่าการ ททท. ระบุว่า ตามที่นายกฯ เศรษฐา ตั้งเป้าให้ประเทศไทยกลับมามีรายได้จากการท่องเที่ยว 3.3 ล้านล้านบาทภายในปี 2567 มองว่าไม่น่ามีปัญหา ททท.สามารถผลักดันรายได้ด้วยการมุ่งดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายเข้ามาเพิ่มมากขึ้น

สำหรับ “การบ้าน” ที่อยากฝากถึงผู้ว่าการ ททท. คนใหม่ คือการเจาะดีมานด์นักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทยไปให้ถึงเป้าหมายทุกกลุ่ม ควบคู่กับการยกระดับฝั่งซัพพลายไปสู่ “ความยั่งยืน” มากขึ้น ซึ่งทาง ททท.ได้มีมาตรการพัฒนาภาคการท่องเที่ยวให้เกิดความยั่งยืนภายในปี 2573 และเป็นเรื่องน่ายินดีที่ผู้ว่าการ ททท.คนใหม่ต้องการผลักดันเรื่องนี้เช่นกัน เช่น การกำหนดให้ซัพพลายเชนของภาคการท่องเที่ยว ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร และอื่นๆ ต้องมีมาตรฐานความยั่งยืน หากไม่ได้ตามมาตรฐานที่ตั้งไว้ จะไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของ ททท. ไม่ว่าจะเป็นมาตรการ โครงการ หรือแคมเปญใดก็ตาม

“การดำเนินงานไปให้ถึงเป้าหมายรายได้ที่กำหนดไว้ก็เป็นเรื่องสำคัญ ต้องยึดหมุดหมายของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คือการสร้างการท่องเที่ยวให้มีคุณค่าและยั่งยืนมากขึ้น”

ทั้งนี้ประเมินว่าตามที่ ททท.ตั้งเป้าไว้ในปี 2566 จะต้องสร้างรายได้รวมการท่องเที่ยวอยู่ที่ 2.4 ล้านล้านบาท ฟื้นกลับมาให้ได้ 80% ของรายได้รวมฯ 3 ล้านล้านบาท เมื่อปี 2562 ก่อนโควิด-19 ระบาด น่าจะทำได้อย่างแน่นอน เพราะจากแนวโน้มการเดินทางในตอนนี้ เห็นตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติแตะระดับ 2.5-3 ล้านคนต่อเดือนแล้ว

หากในช่วงที่เหลืออีก 4 เดือนของปีนี้ (ก.ย.-ธ.ค.) สามารถปลดล็อกเงื่อนไขหรือข้อจำกัดต่างๆ ได้เพิ่มเติม คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 28 ล้านคน และสามารถต่อยอดกระแสการเดินทางให้ดีต่อเนื่องไปจนถึงปี 2567 ซึ่งตั้งเป้ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35 ล้านคน สร้างรายได้ตลาดต่างประเทศ 1.92 ล้านล้านบาท ขณะที่นักท่องเที่ยวไทยตั้งเป้าไว้ 200 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้ตลาดในประเทศ 1.08 ล้านล้านบาท รวมเป็น 3 ล้านล้านบาท กลับมา 100% โดยอยากเห็นการฟื้นตัวในเชิงคุณภาพ ทำให้ ททท.ต้องผนึกความร่วมมือกับภาคเอกชนปรับปรุงพัฒนาฝั่งซัพพลายให้ได้คุณภาพ สามารถเติมเต็มประสบการณ์ท่องเที่ยว และมอบความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยควบคู่กันไปด้วย

โจทย์ใหญ่ 'เศรษฐา' บูมท่องเที่ยว 3.3 ล้านล้านบาทปี 67  'ททท.' รุกชิงตลาดคุณภาพ

ยุทธศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับเรื่องที่ “รัฐบาลใหม่” และ ททท. ต้องเร่งรัดดำเนินการมากที่สุด ได้แก่ 1.Ease of Traveling การอำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าประเทศไทย ให้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการช่วงชิงตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติในฤดูกาลท่องเที่ยวหรือไฮซีซันนี้

2.Extend Length of Stay การขยายเวลาพำนักในประเทศไทยให้นานขึ้น เพื่อชดเชยกับราคาตั๋วเครื่องบินที่ยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากปัจจุบันจำนวนเที่ยวบินยังไม่กลับสู่ระดับปกติ ทำให้เห็นพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มอยู่นานขึ้น เพื่อชดเชยราคาตั๋วเครื่องบินที่ยังสูงอยู่ด้วย

และ 3.Support SMEs การสนับสนุนให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ธุรกิจยังไม่ฟื้นตัวดีจากการกลับมาของภาคท่องเที่ยวในภาพรวม ด้วยการสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น เพื่อให้นักท่องเที่ยวกระจายเข้าไปเติมเต็มซัพพลายกลุ่มนี้

“อีกสิ่งสำคัญในตอนนี้คือการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทย ทั้งแก้ไขข่าวลือเชิงลบ เร่งสร้างความมั่นใจในการท่องเที่ยวไทย ว่าสามารถเดินทางมาเที่ยวได้อย่างมีคุณภาพ ได้รับประสบการณ์และความสุขกลับไป”

โจทย์ใหญ่ 'เศรษฐา' บูมท่องเที่ยว 3.3 ล้านล้านบาทปี 67  'ททท.' รุกชิงตลาดคุณภาพ

โดยเฉพาะ “ตลาดจีน” ที่มีข่าวลือเชิงลบของไทยค่อนข้างแรงตั้งแต่ต้นปี 2566 ที่ผ่านมา อาทิ ชาวจีนมาเที่ยวไทยแล้วอันตรายมาก อาจถูกลักพาตัวข้างถนนในเมืองไทย และคนร้ายจะตัดอวัยวะไปขาย หรืออาจถูกลักพาตัวแล้วนำไปขายที่ชายแดนไทย-เมียนมา เพื่อพาไปประกอบอาชีพฉ้อโกง จะถูกทุบตี ถูกทำร้ายจนเสียชีวิตก็มี นอกจากนี้ยังมีการส่งต่อข่าวว่า ข้อมูลของตำรวจไทยในปี 2566 มีชาวจีนสูญหาย 200 คนต่อวัน หรือคิดเป็นชาวจีนสูญหาย 70,000 คนต่อปี รวมถึงการปราบปรามของตำรวจไทยต่อ “ธุรกิจสีเทา” ของจีน ทำให้ทุกคนในจีนรู้สึกไม่มั่นคง ชาวจีนกังวลมาก ว่าไทยจะต่อต้านชาวจีนที่เป็นบุคคลธรรมดาเข้ามาท่องเที่ยวด้วย

“ข่าวลือเหล่านี้มีกระแสค่อนข้างแรงในโลกออนไลน์ของจีน โดยเฉพาะแพลตฟอร์ม TikTok ส่งผลกระทบอย่างมากกับภาคการท่องเที่ยวและภาคอสังหาริมทรัพย์ในไทย จึงต้องเร่งแก้ไขและสร้างความมั่นใจกลับคืน”

 

ยุทธศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมากับการดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ ททท. รู้สึกดีใจที่ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพี่น้องผู้ประกอบการไม่ว่าจะอยู่ในเซ็กเตอร์ไหน หลังได้ร่วมฝ่าฟันอุปสรรค จำได้ว่าในช่วง 2 ปีแรกภาคท่องเที่ยวเจอปัญหา “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” และเมื่อปี 2561 เจอเหตุการณ์ “เรือล่มภูเก็ต” และล่าสุดตั้งแต่ปี 2563-2565 เป็น 3 ปีที่ไม่มีใครลืมได้ลงว่าสถานการณ์ “โควิด-19” ระบาดนั้น ภาคท่องเที่ยวอยู่กันอย่างไร เป็นความทรงจำที่ไม่มีใครอยากเจอ แต่ก็ไม่มีใครอยากจะลืมกับสิ่งที่เกิดขึ้น

จนถึงวันนี้ น่าจะถือได้ว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยเริ่มฟื้นตัวดีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า 11 ล้านคน และล่าสุดในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2566 ข้อมูลอัปเดตตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-27 ส.ค. พบว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 17,571,069 คน โดยตลาด 5 อันดับแรกที่เดินทางเข้าไทยสูงสุด อันดับ 1 คือ มาเลเซีย 2,797,462 คน อันดับ 2 จีน 2,182,038 คน อันดับ 3 เกาหลีใต้ 1,046,200 คน อันดับ 4 อินเดีย 1,006,629 คน และอันดับ 5 รัสเซีย 914,666 คน

“ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ผมได้ทำงานร่วมกับคน ททท. ภายใต้ปรัชญาการทำงาน ‘MOVE’ มาโดยตลอด มีการปรับเปลี่ยนบ้างให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละระยะ ซึ่งมีโจทย์ที่เข้ามาท้าทายในทุกๆ ปี โดยเฉพาะในปี 2563 จำได้แม่นว่าในช่วงทำกิจกรรมเตรียมงานเทศกาลตรุษจีน ใครจะไปคิดว่ามีเหตุการณ์ที่ทำให้การท่องเที่ยวทั่วโลกหยุดชะงักไป 2-3 ปี ทุกคนถูกดิสรัปด้วยวิกฤติโควิด-19 ทำให้ต้องเซ็ตซีโร่ (Set Zero) กลับไปรีสตาร์ทกันอีกครั้ง แต่พวกเรายังต้อง NEXT MOVE หรือ มูฟกันต่อไป”

โจทย์ใหญ่ 'เศรษฐา' บูมท่องเที่ยว 3.3 ล้านล้านบาทปี 67  'ททท.' รุกชิงตลาดคุณภาพ