เมื่อ 2 ยูทูปเบอร์ดัง ขอลดบทบาทสร้างสรรค์คอนเทนต์เหลือ 10% เพื่อโฟกัสธุรกิจร้านชานมไข่มุก BEARHOUSE ให้เติบใหญ่สู่เวทีโลก จึงเดินหน้าทุ่มสรรพกำลังกับหน้าที่ "นักธุรกิจ" การบริหารเต็มที่ ส่อง 4 ปีแห่งความสำเร็จ เพื่อก้าวสู่สเต็ปถัดไป
ในหมู่คนรุ่นใหม่ นักธุรกิจรุ่นใหม่ และยูทูปเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ต่างๆ ชื่อของ “ปัทมพร ปรีชาวุฒิเดช” หรือซารต์ และ “อรรถกร รัตนารมย์” หรือกานต์ 2 ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท 21ซันแพสชั่น จำกัด เป็นที่รักจักเป็นอย่างดี ทั้งมีชื่อติดทำเนียบผู้ที่ประสบความสำเร็จ จน Young Generation ต้องการเดินรอยตาม
“ซารต์-กานต์” ปลุกปั้นช่อง “Bearhug” เมื่อปี 2561 ตะลุยกินเที่ยว พร้อมสร้างสรรค์ให้กับแฟนๆ คนดูที่ติดตามรับชมกัน ซึ่งปัจจุบันบนแพลตฟอร์มยูทูป มีผู้ติดตามกว่า 3.86 ล้านราย และวิดีโอคอนเทนต์ 555 รายการ(ณ 5 ส.ค.66)
จุดเปลี่ยนนอกจากเป็นยูทูปเบอร์ ครีเอทคอนเทนต์จนประสบความสำเร็จ ความชื่นชอบและตระเวนกิน “ชานมไข่มุก” หลากหลายร้าน ถึงขั้นที่ทั้งคู่ระบุว่าลองชิมเยอะมาก โดยเฉพาะบินตรงไปไต้หวันหาร้านเด็ด ชิม ชิม ชม จนทำให้ฟันผุ! มาแล้ว เมื่อ Passion บริโภคชานมไข่มุกในสายเลือดถึงขั้น “กินแทนข้าวได้เลย” จึงต่อยอดนำเงินทุนจากความสำเร็จเป็นยูทูปเบอร์ สานฝันสู่การเป็น “เจ้าของธุรกิจ” ลุยเปิดร้านและสร้างแบรนด์ “แบร์เฮาส์”(BEARHOUSE) ขายชานมกันจริงจังไปเลย
เปิดร้านแรกที่สยามสแควร์ เมื่อปี 2562 แน่นอนว่าความดังของเจ้าของร้าน และชานมไข่มุกที่กำลังเป็นเทรนด์เติบโตร้อนแรง ทำให้คนเข้าคิวซื้อกันเป็นจำนวนมาก
ผ่านไปครึ่งปีของการเปิดร้านแรก “ซารต์-กานต์” นำทัพแบร์เฮาส์โกยกำไร 6 แสนบาท ทว่า 4 ปีผ่านไป จากรายได้หลักล้าน ปี 2565 แบร์เฮาส์ทำเงินหรือสร้งยอดขายถึง 210 ล้านบาท ปัจจุบันมี 23 สาขา สิ้นปี 2566 มุ่งเป้าเปิดร้านแตะ 33 สาขา ผลักดันยอดขายโต 50%
การเติบโตต่อเนื่อง และความฝันใหม่ที่ใหญ่อยากพาแบรนด์ชานมไข่มุกสัญชาติไทย “แบร์เฮาส์” ก้าวสู่ตลาดโลก เป็นแบรนด์โลก(Global Brand) ทำให้ล่าสุด “ซารต์-กานต์” ขอลดบทบาทการเป็น “ยูทูปเบอร์” มาสวมบท “นักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง” แบบเต็มตัว
“บทบาทยูทูปเบอร์ตอนนี้เหลือแค่ 10% ใข้เวลาส่วนใหญ่กับการเป็นผู้บริหาร ทำธุรกิจมากกว่า”
ทั้งนี้ การเป็นยูทูปเบอร์ถือเป็นพื้นที่ปลอดภัยหรือ safe zone ทำแล้ว “มีความสุข” หากไม่ทำตรงนั้น ก็จะเข้าออฟฟิศ เลิกงาน กลับบ้านนอน
การมุ่งเป็นนักธุรกิจเต็มตัว มีความท้าทายและต่างกันสิ้นเชิงกับยูทูปเบอร์เพราะตอนสร้างสรรค์คอนเทนต์บริหารทีมงานมากสุด 4 คน ตอนนี้ทีมใหญ่ราว 300 ชีวิต
“การเป็นนักธุรกิจ ผู้บริหารเป็นอีกการเรียนรู้ใหม่ๆของเรา”
แม้แบร์เฮาส์เพิ่งเข้า 4 ขวบปี หากถามกุญแจความสำเร็จ “ซารต์-กานต์” ยกให้การติดอาวุธการตลาด โดยใช้ซีนเนอร์ยีและพลังของ Bearhug มาช่วย เพราะไม่ว่าทำคอนเทนต์ใดมักจะมีแบรนด์ร้านแบร์เฮ้าส์เข้าไปเกี่ยวข้อง การใช้สื่อสังคมออนไลน์(Social Media)เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และการสร้างตัวตนทั้งคู่ให้เป็นแบรนด์หรือ Personal Brand(เช่นเดียวกับ ตัน ภาสกรนที เจ้าพ่อชาเขียว, ต๊อบ อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ แห่งเถ้าแก่น้อย หนึ่งในต้นแบบอายุน้อยร้อยล้าน ฯ)
การใส่ใจลูกค้าสำคัญมาก เจ้าของร้านบริโภคแบบไหนลูกค้าต้องได้แบบนั้น
“เรากินทุกวัน เราใส่ใจกับโปรดักท์มากๆ การเปิดตัวไข่มุกโมจิ เราไม่ใส่สารกันบูด ต้มสดและต้องทิ้งทุก 2 ชั่วโมง จะมีลูกค้าหรือไม่ก็ต้องทิ้ง ทั้งที่เป็นต้นทุน สิ่งเหล่านี้กลายเป็นหัวใจความสำเร็จ”
นอกจากนี้ บททดสอบการเป็นยูทูปเบอร์ ซึ่งต้องเจอ “ความเห็น” หรือ Comment ทั้งด้านดีและแย่ หากภูมิต้านทานทางใจต่ำ อาจสร้างมีผลกระทบได้
“เราเจอคอมเมนต์ที่โจ่งแจ้งมากมาย ทำให้ต้องล้างอีโก้(Ego)ทิ้ง เพื่ออยู่ในวงการ ส่วนการทำธุรกิจชานม การเจอคอมเมนต์ ตลอดจน Inbox ทำให้มองเรื่องเล็กๆ นำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเรื่องใหญ่ๆได้” เขาเล่าพร้อมยกตัวอย่าง ลูกค้าสั่งเครื่องดื่มเดลิเวอรีแล้วพนักงานลืมให้หลอดไปด้วย จึงนำไปสู่ระบบเทรนนิ่งเต็มไปหมด จนถึงการตรวจสอบย้อนกลับต่างๆ
“อีกคีย์ความสำเร็จหนึ่งคือการพัฒนาตัวเอง จากการรับฟังเสียง ความต้องการของลูกค้า”
เส้นทางธุรกิจไม่ได้มีแค่ความสำเร็จ แต่บททดสอบโหดหินมีตีคู่กันมา อย่างตอนเปิดร้านแบร์เฮ้าส์แล้วเจอวิกฤติโควิด-19 ร้านที่อยู่ในห้างค้าปลีก ซึ่งต้องปิดให้บริการตามมาตรการรัฐ แต่ “พนักงานต้องมีรายได้” จึงหาพื้นที่เปิดร้าน ใครที่รู้จักมีพื้นที่ไหนประสานติดต่อขอใช้หมด ไม่ว่าจะเป็นห้องครัวของโบสถ์คริสต์ ร้านรุ่นพี่ย่านทองหล่อที่จะทุบ ร้องขออย่าเพิ่งทุบ หรือหลังศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค มีผับจะปิดตัว ขอนำพื้นที่มาเป็นร้าน เป็นต้น
ลดบทบาทยูทูปเบอร์ เพื่อสวมบทนักธุรกิจเต็มตัว
“ถือเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน” อุปสรรคยังมีอีก อย่างการทำชานมกระะป๋องที่เจ๊ง! เป็นอดีตที่เจ็บปวดและให้บทเรียนบทเส้นทางธุรกิจ รวมถึงจุดสตาร์ททำร้านชานมไข่มุกที่อยากชวน “พันธมิตร” ไต้หวันมาลุยตลาดในไทยแต่ถูกปฏิเสธ จนต้องเก็บความอยากถึง 3 ปี เพื่อก่อร่างสร้างธุรกิจด้วย 2 มือ ของทั้งคู่
“4 ปี ภูมิใจกับธุรกิจร้านชานมไข่มุกแบร์เฮาส์ เพราะมันไม่สวยงามตั้งแต่วันแรก เราสู้กับมันมาตลอด มีเหตุการณ์รับมือหนักมากช่วงโควิด เพื่อให้พนักงานมีรายได้ คิดแค่นั้น เราทำชานมกระป๋องขาดทุน 10 กว่าล้านบาท เรื่องจริง..ไม่ไหวแล้ว อยากปิดบริษัท อยากขายมันทิ้ง แต่ปิดไม่ได้ ก็ขอบคุณตัวเองที่สู้ตั้งแต่วันนั้น ภูมิใจที่สู้!”





