วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ไทยเสพข่าวจาก TikTok มากสุดในโลก! สื่อนอกชี้ อย่าหวังให้คนรุ่นใหม่อ่านมากกว่าดู

ไทยเสพข่าวจาก TikTok มากสุดในโลก! สื่อนอกชี้ อย่าหวังให้คนรุ่นใหม่อ่านมากกว่าดู

Reuters ออกรายงาน “Digital News Report 2023” พบ ผู้คนเชื่อถือสื่อดั้งเดิมน้อยลง ใช้ “TikTok” รับข่าวมากขึ้น “ไทย” เสพข่าวจาก “TikTok” อันดับ 1 ของโลก ขณะที่ประเทศรักการอ่านอย่างฟินแลนด์-อังกฤษ ยังชอบอ่านมากกว่าดูและฟัง

Key Points:

  • รายงานประจำปีจากสำนักข่าวรอยเตอร์ “Digital News Report 2023” พบว่า โดยรวมแล้ว ผู้คนยังคงชอบเสพสื่อจากการอ่านมากกว่าดูและฟัง 
  • แต่ที่น่าสนใจ คือ กลุ่มตัวอย่างจากบางประเทศ โดยเฉพาะ “ไทย” มีแนวโน้มชอบการดูมากกว่าอ่าน ทำให้แพลตฟอร์มแห่งยุคอย่าง “TikTok” ได้รับความนิยมมากขึ้น
  • รอยเตอร์วิเคราะห์ว่า ทิศทางดังกล่าวอาจทำให้สำนักข่าวแบบดั้งเดิมเดินเกมลำบากขึ้น เพราะคนรุ่นใหม่เทน้ำหนักความเชื่อถือไปที่ “อินฟลูเอนเซอร์” และ “สื่ออิสระ” มากกว่า แม้ว่าข้อมูลเหล่านั้นจะตั้งต้นมาจากสำนักข่าวก็ตาม


เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา “โจว โซ่วจือ” (Shou Zi Chew) ผู้บริหาร “TikTok” ประกาศแผนการลงทุนกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่า ในภูมิภาคดังกล่าวมีกลุ่มผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก โดยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของ TikTok ที่ผ่านมา TikTok ไม่ได้เป็นเพียงสื่อบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ของตลาดอีคอมเมิร์ซ รวมถึงการรับข้อมูลข่าวสารรายวันด้วย ซึ่งก็มีทั้งช่องสื่อสำนักข่าวรายใหญ่ และอินฟลูเอนเซอร์-คนดังที่ผันตัวมารายงานข่าวผ่านแชแนลใน TikTok ของตัวเอง

“กรุงเทพธุรกิจ” พบข้อมูลที่น่าสนใจจากรายงานประจำปี “Digital News Report 2023” โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) ระบุว่า ในปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงของการใช้งานในโซเชียลมีเดียอย่างมีนัยสำคัญ อาทิ ความนิยมที่ลดลงของเฟซบุ๊ก (Facebook) และการมาถึงของติ๊กต็อก (TikTok) ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะเสื่อมความนิยมลงแต่อย่างใด รวมไปถึงโซเชียลมีเดียอื่นๆ ที่ได้รับความนิยมจากการเพิ่มฟีดเจอร์ที่โดดเด่นอย่างวิดีโอด้วย

ไทยเสพข่าวจาก TikTok มากสุดในโลก! สื่อนอกชี้ อย่าหวังให้คนรุ่นใหม่อ่านมากกว่าดู

  • การเมือง-โรคระบาด หนุนการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์สื่อ

รอยเตอร์ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมาจากพฤติกรรมการเสพสื่อของคนรุ่นใหม่ที่เติบโต-ใช้ชีวิตมาพร้อมกับการเกิดขึ้นของโซเชียลมีเดีย โดยคนกลุ่มนี้มักให้ความสำคัญกับอินฟลูเอนเซอร์หรือคนดังมากกว่าข้อมูลที่มาจากสำนักข่าวแบบดั้งเดิม แม้ว่าอินฟลูเอนเซอร์จะหยิบข้อมูลเหล่านั้นมาจากสำนักข่าวอีกทีก็ตาม 

นอกจากนี้ ปัจจัยที่เป็น “ตัวเร่ง” ให้ภูมิทัศน์ทางโซเชียลมีเดียทั่วโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้น มาจากกรณีสงครามยูเครนและการระบาดใหญ่ของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลกับผู้เสพสื่อมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม รอยเตอร์ระบุว่า จากการเก็บผลสำรวจทั่วโลก “เฟซบุ๊ก” ยังคงเป็นแพลตฟอร์มที่มีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุด แต่ในทางกลับกัน อิทธิพลของแพลตฟอร์มกลับลดน้อยลงเพราะต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ จาก “ยูทูบ” (YouTube) และ “ติ๊กต็อก” (TikTok) ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ที่น่าสนใจก็คือ แม้ภาพรวมทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศแถบยุโรปและอเมริกาจะยังชอบอ่านมากกว่าฟังและดู แต่สำหรับบางประเทศกลับพบว่า การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้วยการ “ดู” ได้รับความนิยมมากกว่า โดยเฉพาะในไทยและฟิลิปปินส์

  • “ไทย” รั้งอันดับ 1 ใช้งาน “TikTok” เพื่อการเสพข่าว

รอยเตอร์ทำการสำรวจโดยให้กลุ่มตัวอย่างประเทศละ 2,000 คน เพื่อตอบแบบสอบถามว่า พวกเขาชอบรับข้อมูลข่าวสารออนไลน์ทางไหนมากกว่าระหว่างอ่าน ฟัง และดู ปรากฏว่า โดยส่วนใหญ่แล้วผู้คนยังชอบวิธีการอ่านมากที่สุด โดยคิดเป็นสัดส่วน 57 เปอร์เซ็นต์ ตามมาด้วยการดู 30 เปอร์เซ็นต์ และฟัง 13 เปอร์เซ็นต์ 

แต่จากสัดส่วนดังกล่าว หากดูเฉพาะกลุ่มคนอายุต่ำกว่า 35 ปี จะพบว่า คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มชอบฟังมากกว่าดู เนื่องจากการฟังข่าวสามารถทำอะไรหลายๆ อย่างไปพร้อมกันได้ ตรงกันข้ามกับการดูที่ต้องโฟกัสเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ทั้งนี้ ในบรรดาเบื้องหลังค่าเฉลี่ยทั้งหมดรอยเตอร์พบความแตกต่างของบางประเทศที่น่าสนใจ คือ ในประเทศที่มีวัฒนธรรมการอ่านเข้มข้นอย่างฟินแลนด์และสหราชอาณาจักร พบว่า 8 ใน 10 ยังคงชอบอ่านมากกว่าการเสพสื่อในรูปแบบอื่นๆ ขณะที่อินเดียและไทย พบว่า 4 ใน 10 หรือคิดเป็นสัดส่วน 40 เปอร์เซ็นต์ ชอบวิธีการดูมากกว่า ซึ่งพบว่า อัตราส่วนทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกับเหตุผลเรื่องสัดส่วนประชากรโดยรวมด้วย โดยประเทศแถบเอเชียมีสัดส่วนประชากรอายุน้อยมากกว่าฝั่งยุโรป กลุ่มคนรุ่นใหม่ชอบดูมากกว่าอ่าน ทำให้ “YouTube” และ “TikTok” มีอิทธิพลอย่างมาก

ไทยเสพข่าวจาก TikTok มากสุดในโลก! สื่อนอกชี้ อย่าหวังให้คนรุ่นใหม่อ่านมากกว่าดู

รอยเตอร์ยกตัวอย่าง “ประเทศไทย” โดยระบุเหตุผลว่า หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้คนรุ่นใหม่เลือกติดตามข่าวผ่านแพลตฟอร์มเหล่านี้มากกว่าสำนักข่าวดั้งเดิม เป็นเพราะเรื่องของเสรีภาพในการนำเสนอ คนรุ่นใหม่มองว่า ช่องทางออนไลน์มีอิสระในการรายงานข่าวมากกว่ารายการทีวีที่ถูกควบคุมจากรัฐได้โดยง่ายด้วยเงื่อนไขเรื่องการระงับใบอนุญาตต่างๆ ช่องทางออนไลน์จึงเปรียบเหมือนโอกาสให้ “สื่อตัวเล็ก” เติบโตมากขึ้น 

โดยภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป ปี 2566 ที่ผ่านมา เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สื่อมีอิสระในการนำเสนอข่าวมากขึ้น สื่อหลายสำนักรวมถึงสื่ออิสระหันไปใช้โซเชียลมีเดียในการลงข่าว รวมถึงพรรคการเมืองเองก็เลือกช่องทางเหล่านี้เพื่อสื่อสารกับประชาชน-เชิญชวนให้ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งกันมากขึ้นด้วย ในปีนี้ รอยเตอร์พบว่า สถิติการใช้ TikTok ในไทยกลับมาเติบโตอีกครั้ง-ทะยานขึ้นสู่อันดับ 1 ของโลก โดยครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างกว่า 51 เปอร์เซ็นต์ ใช้ TikTok ในการเสพข่าวและรับชมสิ่งที่น่าสนใจอื่นๆ โดยกลุ่มคนที่ใช้งานมากที่สุด คือ กลุ่มวัยรุ่น ขณะที่กลุ่มอื่นๆ ยังชอบวิดีโอขนาดยาวทาง YouTube มากกว่า

โดยสรุปแล้ว ผลสำรวจยังคงยืนยันว่า คนไทยชอบดูมากกว่าอ่านหรือฟัง รอยเตอร์วิเคราะห์ว่า แนวโน้มในลักษณะนี้ทำให้สื่อดั้งเดิมไม่ว่าจะเป็นสิ่งพิมพ์ เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันข่าว เจาะกลุ่มคนอ่านเหล่านี้ได้ยากขึ้น การใช้โมเดล “Subscription” หรือสมัครสมาชิกรายเดือนเพื่อติดตามข่าวสารนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในประเทศไทย

“ไม่มีเหตุผลใดเลยที่คนรุ่นใหม่ที่เกิดปี 2000 เป็นต้นไป จะชอบเสพข่าวในรูปแบบเว็บไซต์ นี่ยังไม่ต้องพูดสิ่งพิมพ์หรือการออกอากาศทางทีวีหรอกนะ หากจะคาดหวังว่า พวกเขาจะกลับมาอ่านข่าวในรูปแบบที่ว่ามาเพียงเพราะอายุที่เพิ่มขึ้น” ผู้อำนวยการสถาบันรอยเตอร์กล่าวเสริมในรายงาน

 

อ้างอิง: Reuters InstituteReuters Institute 2Reuters