วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘Pride Month’ อย่าคิดแค่โหนกระแส! เมื่อผู้บริโภครู้ทัน ‘Rainbow Washing’

‘Pride Month’ อย่าคิดแค่โหนกระแส! เมื่อผู้บริโภครู้ทัน ‘Rainbow Washing’

ต้อนรับเดือนแห่ง “Pride Month” นักการตลาดอย่าคิดแค่เปลี่ยนโปรไฟล์! เมื่อผู้บริโภครู้ทัน “Rainbow Washing” กลยุทธ์การตลาด “สีรุ้ง” ที่วนกลับมาทุกๆ เดือนมิถุนายน  แบรนด์จำเป็นต้องปรับตัวหากหวังรายได้จาก “LGBTQIA+”

Key Points:

  •  “Rainbow Washing” เป็นการทำการตลาดและออกผลิตภัณฑ์คอลเล็กชันพิเศษที่มี “สีรุ้ง” ของแบรนด์ต่าง ๆ “แบบฉาบฉวย” เพื่อเป็นการประกาศให้โลกรู้ว่าแบรนด์สนับสนุนชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ
  • ในระยะหลังผู้บริโภครู้ทันแคมเปญที่ออกมาในเดือน “Pride Month” มากขึ้น และมองหาถึงความจริงจังในการมีส่วนร่วมเรียกร้องสิทธิของ “LGBTQIA+”
  • แบรนด์อาจจะต้องแสดงความจริงใจต่อผู้บริโภค โดยเริ่มจากให้สวัสดิการสำหรับพนักงานที่มีความหลากหลายทางเพศในองค์กรก่อน

 

เข้าสู่เดือนมิ.ย. ทีไร เป็นอันรู้กันว่านี่คือ “Pride Month” หรือเดือนสีรุ้ง ที่ทุกแบรนด์ต่างเปลี่ยนภาพโปรไฟล์เป็นรูปธงสีรุ้ง อันเป็นสัญญาณเตือนว่าเดือนแห่งการเฉลิมฉลองเดือนแห่งความหลากหลายทางเพศได้มาถึงแล้ว แม้เจตนาของการเปลี่ยนภาพนี้จะเป็นเพื่อแสดงให้เห็นว่าแบรนด์ให้ความสำคัญและพร้อมสนับสนุนกลุ่ม LGBTQIA+ แต่ดูเหมือนว่าแค่การเปลี่ยนโปรไฟล์เป็นธงสีรุ้ง อาจไม่ได้ “ซื้อใจ” กลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศแล้ว ซ้ำร้ายกว่านั้น ยังอาจถูกมองว่าเป็นการทำ “Rainbow Washing

  • Rainbow Washing คืออะไร?

ก่อนหน้านี้หลายคนอาจจะได้ยินคำศัพท์ตระกูล “Washing” ที่แปลว่า “การซักฟอก” กันมาบ้าง โดยเริ่มต้นมาจาก “White Washing” หมายถึงการนำคนขาวมาแสดงบทของคนสีผิวอื่นในวงการฮอลลีวู้ด หลังจากนั้นเริ่มมีการบัญญัติศัพท์ใหม่เพิ่มขึ้นในแวดวงการตลาด สำหรับการโปรโมทว่าแบรนด์เป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์ต่าง ๆ แต่แท้จริงแล้ว เป็นเพียงแค่การ “ชุบตัว” แบบผิวเผินเพื่อให้รู้ว่าแบรนด์ไม่ได้ตกกระแส สร้างภาพว่าสนใจในเรื่องนั้น ๆ

ไม่ว่าจะเป็น “Green Washing” หรือ การฟอกเขียว เป็นการสร้างภาพลักษณ์ว่าองค์กรมีส่วนรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งที่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ขณะที่ การนำเอาเกมกีฬามาใช้ซอฟต์พาวเวอร์ เพื่อหวังประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้องค์กรจะเรียกว่า “Sport Washing”

ดังนั้น “Rainbow Washing” จึงหมายถึงการที่แบรนด์ต่าง ๆ ทำการตลาด งานโฆษณา หรือออกผลิตภัณฑ์คอลเล็กชันพิเศษที่มี “สีรุ้ง” หรือ “ธงสีรุ้งเพื่อเป็นการประกาศให้โลกรู้ว่าแบรนด์สนับสนุนกลุ่ม LGBTQIA+ ทั้งอันที่จริงแล้วไม่ได้ช่วยขับเคลื่อนประเด็นทางสังคม หรือเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียม เป็นเพียงการเกาะกระแสอย่างฉาบฉวยเท่านั้น

  • ผู้บริโภคไม่ซื้อการตลาดแบบฉาบฉวย

ในปัจจุบันกลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศเป็นตลาดของคนส่วนน้อยในสังคมสหรัฐที่เติบโตเร็วที่สุด บริษัทต่าง ๆ จึงพยายามดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคที่เป็น LGBTQIA+ และผู้สนับสนุนพวกเขา โดยเฉพาะกลุ่มเจน Z ที่เกิดระหว่างปี 1997-2012 พึ่งกำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน และระบุว่าตนเองเป็นผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศมากถึง 20.8% ซึ่งสูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกเจนในสหรัฐ ทำให้กำลังซื้อของคนกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นสูงเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ของบริษัทหลายแห่งที่ทำออกมารับกับ Pride Month ยังคงกลวงเปล่าและ “ไม่จริงใจ” ด้วยการทำโฆษณาเกี่ยวกับความแน่นแฟ้นและการเกื้อกูลกันของชุมชนผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ พร้อมระบุจะบริจาครายได้จากการขายสินค้าให้แก่องค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนของกลุ่ม  LGBTQIA+ ซึ่งมีหลายแบรนด์ที่ไม่ได้ทำตามสัญญา 

เตียว หยูเซิง เจ้าของ Heckin’ Unicorn แบรนด์สินค้ากลุ่มเกย์ในสิงคโปร์ ระบุว่ามีหลายบริษัทที่ต้องการให้ทางแบรนด์ช่วยโปรโมตสินค้าที่เกี่ยวกับ Pride ให้ โดยระบุว่าจะช่วยบริจาคเงินให้องค์กรของกลุ่ม LGBTQIA+ แต่ความจริงพวกเขากลับไม่ได้บริจาคแม้แต่สตางค์แดงเดียว หรือไม่ก็บริจาคในอัตราที่น้อยมาก หนำซ้ำยัง “หักหลัง” ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ โดยให้การสนับสนุนองค์กรหรือนักการเมืองที่ต่อต้าน LGBTQIA+ เสียอีกด้วย

สังคมLGBTQIA+ จึงตั้งคำถามถึงความจริงใจของบริษัทเหล่านี้ ทั้งที่บริษัทต่าง ๆ ต้องการเงินจากคนกลุ่มนี้ แต่กลับไม่เข้าใจในกลุ่มผู้มีความหลากหลายเพศอย่างแท้จริง จนดูเหมือนว่า จะหวังเพียงการสร้างกำไรจากพวกเขาเท่านั้น

จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายที่ ผลสำรวจของ DISQO แพลตฟอร์มสำหรับทำความเข้าใจประสบการณ์ลูกค้า พบว่า 21.73% ของชาวอเมริกันเริ่ม “เอียน” กับโฆษณาเกี่ยวกับแคมเปญของกลุ่ม LGBTQIA+ จนอยากให้สิ่งเหล่านี้ลดลง

หยูเซิงเสริมว่า “หลายบริษัทแสดงตัวว่า ตัวเองเป็นองค์กรที่ต่อสู้เพื่อความเท่าเทียนอย่างหนักแน่น ด้วยการเปลี่ยนโปรไฟล์หรือทำอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ที่จริงแล้วมันเป็นการแสดงออกที่ตื้นเขิน ไม่ได้สนับสนุนอะไรเลย”

 

  • แบรนด์ปรับตัวอย่างไร ?

อันที่จริงแล้ว Rainbow Washing เป็นอันตรายกับกลุ่ม LGBTQIA+ เพราะทำให้ปัญหาของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศประสบพบเจอในชีวิตจริงดูเบาบางลง และลดทอนความสำคัญของการออกมาเรียกร้องสิทธิของกลุ่ม LGBTQIA+ กลายเป็นแค่แฟชั่นเท่านั้น นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้คนในชุมชน LGBTQIA+ ไม่อยากสนับสนุนสินค้าเหล่านั้น ดังนั้นแบรนด์ต่าง ๆ จำเป็นต้องใช้อะไรที่มากกว่าการเปลี่ยนโลโก้เป็นสีรุ้ง หรือแค่มีผลิตภัณฑ์ใหม่

บริษัทจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับคุณค่าแบรนด์ เพิ่มความพยายามและความจริงใจ ดึงดูดผู้ชมด้วยแคมเปญที่เหมาะสม แสดงให้เห็นถึงการเป็นส่วนหนึ่งในชุมชน LGBTQIA+ และกลุ่มคนที่สนับสนุนพวกเขา

เดิมทีแบรนด์ต่าง ๆ เปลี่ยนภาพโลโก้ตัวเองเปลี่ยนสีรุ้งในช่วงเดือนมิ.ย. เพื่อแสดงถึงการสนับสนุนชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งในช่วงแรก ๆ ก็ยังเวิร์คอยู่แต่พอใช้มุกนี้หลาย ๆ ปีเข้ามันก็กลายเป็น “ธรรมเนียม” ที่ทุกแบรนด์จะต้องทำ และไม่สามารถสื่อสารอะไรกับ LGBTQIA+ อีกต่อไป

“ตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา ชุมชน LGBTQIA+ ยอมรับแคมเปญของแต่ละแบรนด์ในช่วง Pride Month ยากยิ่งขึ้น ดังนั้นแค่การเปลี่ยนโลโก้มันไม่พอ เพราะชุมชนจะมองการกระทำตลอดทั้งปีของแบรนด์ที่มีต่อชุมชน LGBTQIA+ มากกว่า แคมเปญสั้น ๆ ในเดือนมิ.ย.” ลิลี่ เจิ้ง เขียนใน Harvard Business Review 

บางทีแบรนด์ต่าง ๆ อาจไม่จำเป็นต้องรีบออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเกาะกระแส Pride Month แต่ควรเริ่มจากในองค์กรก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสวัสดิการที่เอื้อต่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ เช่น วันลาสำหรับการพักฟื้นหลังผ่าตัดทางเพศ ประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพที่ครอบคลุมถึงคู่รักโดยที่ไม่มีการจำกัดเพศ สิทธิการลาเพื่ออุปการะบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ตลอดจนสถานที่ทำงานเอื้อต่อบุคคลข้ามเพศหรือไม่ 

ที่สำคัญนโยบายเหล่านี้ยังคงอยู่ตลอดไปหรือทำไว้แค่เดือนมิ.ย. ตามกระแสสังคม หากทำเพียงชั่วครั้งชั่วคราว อาจจะถึงเวลาสร้างความเปลี่ยนแปลง เพื่อ “ความเท่าเทียม” อย่างจริงจังภายในองค์กรแล้ว เพราะถ้าหากภายในองค์กรยังไม่โอบรับความหลากหลาย แล้วจะทำให้ชุมชน LGBTQIA+ เชื่อได้อย่างไรว่าคุณสนับสนุนพวกเขาอย่างแท้จริง


ที่มา: Fortune, Marketing Week, Vogue Singapore